Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"วิชาสุดท้ายที่คนตายไม่ได้เรียน"

"วิชาสุดท้ายที่คนตายไม่ได้เรียน"


ชื่อหนังสือดังกล่าวน่าสนใจอย่างยิ่งเขียนโดย ราช รามัญ เนื่องจากหากว่า "ตาย" แล้วย่อมไม่ได้เรียน แล้ววิชาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ดังนั้น ก่อนที่จะตายเราทุกคนควรจะต้องให้ความสำคัญในการเรียนวิชานี้ (หาซื้ออ่านตามร้านหนังสือนะครับ)

"การพบกันก็เพื่อจาก" 


พบกันก็เพื่อจาก อาจจะยากพบกันใหม่
พบกันต้องจากไป แล้วเมื่อไรจะพบกัน

พบกันนับว่าบุญ เกิดพระคุณดีต่อกัน
ต้องจากในสักวัน ได้พบกันก็เพื่อจาก

พบกันในวันนี้ ร่วมทำดีเต็มสามารถ
ทำดีร่วมให้มาก เมื่อต้องจากมีแต่ดี

พบกันร่วมบุญกรรม น้อมพระธรรมนำชีวี
พบกันจากวันนี้ เจออีกทีมีสุขเอย

"ถ้าเรารู้จักการปล่อยวาง ชีวิตของเราก็จะมีความสุข"



ปล่อยวางจะพบสุข หนีห่างทุกข์อย่างนิรันดร์
ปล่อยวางอย่าผูกพัน สิ้นสัมพันธ์เรื่องไม่ดี

ปล่อยวางอยู่ที่ใจ  ปล่อยได้ไหวยิ่งจะดี
ปล่อยวางสุขฤดี นำวิถีสู่หลุดพ้น

ปล่อยวางคือยุติ ใช้สติอย่างอดทน
ปล่อยวางโดยไม่สน ลองหาค้นด้วยจิตดี

ปล่อยวางในทุกสิ่ง พบสุขจริงในชีวี
ปล่อยวางให้ดีดี สุขอย่างดีแน่นอนเอย


"ได้ปริญญาทางโลก แต่ไร้ปริญญาทางใจ" 

ปริญญาทางโลก ไม่ได้โชคต้องเรียนรู้
อ่านเขียนตำราดู เพื่อให้รู้ตามกฎเกณฑ์

ปริญญาทางใจ ต้องเข้าใจธรรมให้เป็น
ทางโลกอาจจะเด่น ธรรมไม่เป็นไร้ความหมาย

ทางใจในธรรมะ มีมานะทั้งหญิงชาย
ทางใจไม่เดียวดาย ธรรมก่อนตายในเรื่องดี

ทางใจปริญญา ทรงคุณค่าธรรมอย่างดี
ทางใจทำความดี ธรรมวิถีดียิ่งเอย



ครับ ข้างต้นเป็นบางส่วนของหนังสือ ""วิชาสุดท้ายที่คนตายไม่ได้เรียน" นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้ชีวิตของคนเรา ซึ่งจริงๆ แล้วในโลกใบนี้มีหลายสิ่งที่หลายอย่างที่เราจะไม่ทราบไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมชาติ 

เช่นเดียวกัน เมื่อเช้าวันนี้ (๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗) คุณพ่อของผู้เขียนได้เล่าให้ฟังว่า
"มีญาติที่ทะเลาะกันเกี่ยวกับสมบัติของพ่อแม่  พี่น้องท้องเดียวกันต้องมาโกรธกันเพราะสมบัติ เงินๆ ทอง"

และคุณพ่อของผู้เขียนก็ได้กล่าวต่อไปว่า 
"ธรรมชาติกำหนดไว้แล้ว ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้หรอก" 

ผู้เขียนเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าวข้างต้น ดีใจอย่างยิ่งและคิดว่าคุณพ่อของผู้เขียนน่าจะเข้าใจเรื่อง "วิชาสุดท้ายที่คนตายไม่ได้เรียน" ทั้งที่ท่านไม่ได้อ่านหนังสือเล่มดังกล่าว

คนเรามนุษย์เราหากว่าก่อนตายได้ศึกษาบางอย่างให้ท่องแท้เข้าใจเกี่ยวกับ "ธรรมชาติ และ ธรรมะ" ย่อมจะพบกับความสุขอย่างแน่นอนครับผม ลองค้นหาวิชาสุดท้ายกันเอาเองนะครับ เพราะอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ เนื่องจากในโลกนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่จะต้องเรียนรู้ แต่เชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงจะสามารถพิจารณาว่า "วิชาอะไรเป็นวิชาสุดท้ายของท่านเอง" 

ก่อนจบในวันนี้ คงจะต้องขออนุญาตทิ้งบทกลอนไว้เป็นธรรมเนียมเหมือนเคย ดังนี้ ครับ 

วิชาที่ต้องเรียน ต้องหมั่นเพียรให้เข้าใจ
ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ ไม่ว่าใครควรศึกษา

วิชาที่สุดท้าย อย่าเสียดายอ่านตำรา
ธรรมะต้องค้นหา พร้อมนำพามาสู่ตน

วิชาอันสุดยอด  ดีตลอดเกี่ยวกับคน
ทุกอย่างล้วนน่าสน ต้องอดทนใฝ่ในธรรม

วิชาที่ล้ำเลิศ แสนประเสริฐน่าจดจำ
ธรรมะจิตน้อมนำ เป็นประจำสุขแน่เอย


มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com







วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หนังสือดีๆ "คนหยั่งรู้"


ก่อนอื่นผู้เขียนขอบอกเลยว่า ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่จะถึงนี้ หากผู้อ่านมีเวลาว่างไม่มีอะไรทำ ลองไปร้านหนังสือแล้วถามหาหนังสือ "คนหยั่งรู้" โดยท่าน ดร.วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังเลยครับ  

ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้อ่านแล้ว อดไม่ได้ที่จะขออนุญาตนำบางส่วนมาเผยแพร่เพื่อจะได้ข้อคิดดีๆ ในการดำรงชีวิตนี้ (ซึ่งชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก อ่านเพิ่มเติมเรื่อง "ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก")  ดังนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านลองอ่านบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ครับ (อ่านแล้วต้องไปซื้อเล่มจริงด้วยนะครับ)













ครับ ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เราในปัจจุบันอย่างยิ่ง  ซึ่งหากว่าเราสามารถหยั่งรู้เข้าใจในความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับธรรมะ ผู้เขียนเชื่อว่าชีวิตนี้คงจะมีความสุขอย่างยิ่ง 

หากเป็นคนหยั่งรู้  คงต้องรู้ในเรื่องดี
หลายสิ่งไม่รู้ดี  อาจอวดดีว่าเข้าใจ

ต้องฝึกมีสติ  สมาธิที่เป็นใหญ่
หยั่งรู้ในทันใด รู้อะไรให้รู้ดี

หยั่งรู้ต้องฝึกฝน พร้อมอดทนสู้ชีวี
หยั่งรู้ให้มากมี พบสิ่งดีเกิดพลัง

หยั่งรู้ให้มากมาย ก่อนจะตายใจต้องสั่ง
จิตรู้เป็นที่ตั้ง จนกระทั่งหยั่งรู้เอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com






วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันคณิตศาสตร์ => สุข หรือ ทุกข์ เลือกเอาเอง

ชื่อเรื่องของวันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ว่า "ฟังก์ชันคณิตศาสตร์ => สุข หรือ ทุกข์ เลือกเอาเอง" ท่านผู้อ่านคงจะต้องเลือกเอาเองนะครับ 

อาจจะมีผู้คนเคยถามว่า "วิทยาศาสตร์ (และคณิตศาสตร์) เกี่ยวพันสัมพันธ์กับพุทธศาสนาหรือไม่" อันนี้ผู้เขียนไม่มีความสามารถที่ตอบได้  เพียงแต่ทราบว่า "ทำดี ได้ดี" "ทำไม่ดี ได้ไม่ดี" ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวกับฟังก์ชันคณิตศาสตร์ได้เช่นกัน กล่าวคือ 

f (ทำดี)  = ได้ดี 

หรือ 

f (ทำไม่มี) = ได้ไม่ดี

ซึ่งฟังกชันข้างต้น ในทางคณิตศาตร์ เป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง

f (x) = y

ที่นี้ ขออนุญาตวกกลับมาที่เกี่ยวกับชื่อเรื่องข้างต้น ผู้เขียนได้ลองเขียนเล่นๆ ตามรูปภาพดังต่อไปนี้


ซึ่งก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอออกตัวเสียก่อนนะครับว่า รูปภาพข้างต้นอาจจะไม่ถูกต้องก็เป็นได้ (คงจะต้องให้ผู้รู้ผู้เชียวชาญได้กรุณาอีกครั้งหนึ่ง) 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า เรื่องของ ความสุข ความทุกข์ และความอยาก ย่อมจะมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ทั้งสามตัวแปร (ความสุข ความทุกข์ และความอยาก) ย่อมจะอยู่คู่โลกนี้ไปอีกนานแสนนาน เพียงเมื่อไรก็ตามที่ตัวเราต้องการเป็น "1" ที่มีความสุขที่แท้จริงคงจะต้องพิจารณาไตร่ตรองกันเอาเองนะครับผม 


ความอยากนั้นมันง่าย หากไม่ตายย่อมอยากมาก
ความสุขนั้นหายาก หากสุขมากต้องอยากน้อย

ความทุกข์สัมพันธ์กัน เกิดทุกวันไม่ต้องคอย
ความทุกข์นั้นจงปล่อย ให้เกิดน้อยยิ่งจะดี

ความสุขอาจจะเป็นหนึ่ง จะต้องพึ่งธรรมอย่างดี
ความทุกข์จากชีวี เกิดผลดีสุขนิรันดร์

ความสุขหรือความทุกข์ เกิดทุกยุคผ่านมากัน
ความสุขปัจจุบัน น้อมธรรมนำจิตสุขเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗




เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๓


และเช่นเดียวกันวันนี้ (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗) เป็นเรื่องดีๆ เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี โชติปาโล เช่นกัน 

เมื่อวานวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ วัดสระประสานสุข มีพิธีวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปูบุญมี โชติปาโล (Click ดูรูปภาพได้ที่ https://www.facebook.com/LuangPuBoonmee)

ซึ่งผู้เขียนมีส่วนร่วมเล็กๆ เท่านั้น และที่สำคัญที่ช่วงหนึ่งได้ฟังพิธีกรของงานฯ ได้กล่าวถึงพระพุทธรูป ๒ องค์ (ขนาดประมาณหน้าตัก ๑๒๐ นิ้ว) โดยที่แต่ก่อนนั้น พระพุทธรูป ๒ องค์นี้ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่บุญมี ตามรูปภาพดังต่อไปนี้



เมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่ที่จะรองรับการวางศิลาฤกษ์ฌาปนสถาน (เมรุ) คณะกรรมการจัดงานได้เห็นพร้องต้องกันว่า ควรจะย้ายองค์พระทั้งสองไปไว้บนโบสถ์เรือสุพรรณหงส์ไปพลางก่อน โดยได้ความอนุเคราะห์ประสานงานขอกำลังทั้งรถยกและกำลังพลจากกองบินที่ ๒๑ (อุบลราชธานี)

ปรากฏว่าเมื่อทำการเคลื่อนย้ายมาถึงบริเวณด้านหน้าของโบสถ์เรือสุพรรณหงส์  ตำแหน่งตามรูปภาพต่อไปนี้

"ยางรถยกของกองบินที่ ๒๑ ได้แบนลงเหมือนกับยางรั่วไม่สามารถที่จะทำการเคลื่อนย้ายต่อไปได้ นายทหารพลขับเลยต้องนำรถยกกลับที่กองบินเพื่อทำการซ่อมตรวจสอบรอยรั่วว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อนำไปตรวจสอบเติมลมจนเต็มเหมือนปกติ แล้วตรวจสอบก็ไม่ปรากฎมีการรั่วใดๆ เกิดขึ้น  จึงได้แจ้งคณะกรรมการทราบ ซึ่งเวลานั้นก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว คณะกรรมการเลยตัดสินว่า ในเมื่อเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ซึ่งเป็นไปได้ว่าหลวงปู่อาจจะไม่ต้องการให้นำพระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ ไปไว้บนโบสถ์เรือสุพรรณหงส์ก็เป็นได้ จึงยุติการเคลื่อนย้ายเพียงเท่านี้"

ครับ นั่นเป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนได้ยินจากพิธีกรของงานวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือ "บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถใช้วิทยาศาสตร์อธิบายในสิ่งนั้้นได้" แน่นอนว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลังแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ พลังแห่งจิตที่ใฝ่ธรรม พลังแห่งความดีที่ได้ร่วมกันทำ

บางสิ่งมองไม่เห็น อาจจะเป็นเรื่องที่ดี
หลายสิ่งล้วนแต่ดี เข้าใจดีต้องศรัทธา

บางสิ่งที่มองเห็น อาจไม่เป็นดั่งที่ว่า
ทุกสิ่งที่ผ่านมา มีที่มาพร้อมเหตุผล

บางสิ่งไม่เคยเห็น คงต้องเป็นเรื่องน่าสน
ทุกสิ่งคงต้องค้น เห็นกับตนย่อมจะดี

บางสิ่งไม่เคยมอง มัวแต่จ้องเรื่องไม่ดี
เพราะหลวงปู่บุญมี มีเรื่องดีที่สุดเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com


 


วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๒

ครับ ผู้เขียนวันนี้โชคดีอีกครั้งที่ได้พบรู้จักกับภรรยาท่านถวัลย์ เรียนวิริยะกิจ (ประธานคณะกรรมการฝ่ายเหรัญญิกพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล  อ่านเรื่องราว เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๑ )

โดยท่านถวัลย์ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักภรรยาของท่าน โดยที่ท่านถวัลย์ได้เกริ่นนำเกี่ยวกับพระที่ห้อยคอที่เป็นเหรียญของหลวงปู่บุญมีรุ่นที่ ๑ หายจากคอ


ผู้เขียนได้ยินท่านถวัลย์กล่าวไปก็นึกในใจว่า "เรื่องอะไร" "เป็นไปได้อย่างไร"

และเมื่อผู้เขียนยกมือไหว้แฟนท่านถวัลย์ (คือ ท่านพิราวรรณ เรียนวิริยะกิจ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี) ท่านพิราวรรณ ได้กรุณาเล่าต่อเกี่ยวกับเรื่องของพระที่ห้อยคอหายว่า 
 

 
"เป็นเหรียญของหลวงปู่บุญมีรุ่น ๑ ที่ใส่กรอบเหลี่ยมทองอย่างดี อยู่ดีๆๆ ปรากฏว่าองค์พระดังกล่าวได้หายจากกรอบโดยไม่รู้ว่าหายไปเมื่อไร ทั้งที่กรอบพระก็ไม่ได้แตกแยกออกจากกัน ทำให้ต้องรีบมาหาหลวงปู่บุญมี โชติปาโล ที่วัดฯ เมื่อมาพบท่านหลวงปู่บุญมี ท่านได้มีเมตากรุณา และบอกว่า เมื่อสามีภรรยามีแต่ทะเลาะกัน พระท่านก็ไม่อยู่ด้วยหรอก หากเลิกทะเลาะกันเดียวก็กลับได้มาเหมือนเคย"

"หลังจากนั้นมา พี่กับเฮีย ก็ไม่ทะเลาะกัน แต่ในใจคิดว่าแล้วจะได้องค์พระกลับมาได้อย่างไร"

"เวลาผ่านไป เมื่อคุณแม่พี่ได้แบ่งของมีค่าให้ลูกๆ โดยการจับฉลาก พี่ก็ไม่คิดอะไรมากและมีสิ่งที่เห็นแล้วอยากได้เช่นกัน แต่ปรากฏว่า ผลการจับฉลากพี่ได้สิ่งที่เล็กทีสุด เป็นกล่องที่เล็กที่สุด และไม่ทราบว่าข้างในเป็นอะไร  และเมื่อเปิดกล่องออกมาปรากฏว่า เป็นเหรียญองค์พระหลวงปู่บุญมีรุ่น ๑ ทำให้พี่ดีใจอย่างยิ่งที่ได้สิ่งที่ต้องการมีค่ากลับคืนมา และทำให้ชีวิตครอบครัวของพี่ได้พบเจอสิ่งดีๆ เรื่อยมา"

ครับ นั่นเป็นเพียงบางส่วนที่ได้รับฟังจากกัลยาณมิตรผู้ที่จิตศรัทธาต่อหลวงปู่บุญมี โชติปาโล อย่างแท้จริง โดยทั้งครอบครัวเรียนวิริยะกิจมีจิตศรัทธาที่เปี่ยมล้นและมีความพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อถวายแด่หลวงปู่ฯ

เรื่องราวดังกล่าวข้างตนเป็นข้อคิดอันดีอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตครอบครัวที่จะต้องมีความเมตตากรุณาต่อกันเป็นมิตรต่อกันไม่ทะเลาะกัน และเมื่อทุกคนมี "เมตตา กรุณา" ต่อกันไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ในชุมชน ในหมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด ในประเทศ และในโลกใบนี้ย่อมจะเกิดสันติสุขมีความสุขอย่างยั่งยืนในที่สุด

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๑

บ่ายเมื่อวาน (๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗) ณ วัดสระประสานสุข ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังเตรียมงานพิธีวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งคุยกับท่านถวัลย์ เรียนวิริยกิจ ประธานคณะกรรมการฝ่ายเหรัญญิกฯ (งานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล) ท่านเล่าให้ฟังว่า 


“ที่ผ่านมาได้เข้ามารับใช้หลวงปู่บุญมีขณะที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่ง  แล้วท่านก็เล่าต่อไปว่า “ผมเองมีความศรัทธาพระสายวัดป่า  เมื่อ ๔ ปีที่แล้วผมได้สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมสำนักสงฆ์ เริ่มจากซื้อที่ดิน ๑๐ กว่าไร่ และซื้อต่อเพิ่มเติมเป็น ๓๐ ไร่ ตอนนี้ มีศาลาปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ โรงทาน ที่เป็นแบบมาตรฐานเรียบง่ายตามรูปแบบของวัดหนองป่าพง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนี้จะมีพระสงฆ์สายวัดหลวงป่าพงมาปฏิบัติธรรมและญาติโยม  ซึ่งผมคิดว่าเสร็จเรียบร้อยพร้อมแล้ว ผมเลยต้องกลับมาช่วยงานหลวงปู่บุญมี”

เมื่อท่านถวัลย์ได้เล่าถึงตอนนี้ ผู้เขียนนึกในใจว่า คนแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่ง มีเงินมีทองแล้วทำเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยไม่หวังผลตอบแทนใด  ผู้เขียนสังเกตใบหน้าของท่านถวัลย์ว่าเมื่อท่านเล่าไปท่านก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีความสุขอย่างยิ่ง

ท่านถวัลย์ได้เล่าต่อว่า

“เมื่อตอนหลวงปู่บุญมียังมีชีวิตอยู่นั้น ได้มีโอกาสเข้ามาหาหลวงปู่หลังจากที่เลิกงาน และเมื่อวาระสุดท้ายของหลวงปู่บุญมี ก็ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆๆ กับหลวงปู่ โดยวันนั้น (วันศุกร์ที่ ๔ มิถุนายน  พ.ศ ๒๕๔๗) เมื่อพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่ แล้วพระองค์ได้เสด็จกลับโดยภรรยาของผมตามส่งเสด็จฯ ไปด้วย ส่วนผมนั่งรอภรรยาที่กุฏิของหลวงปู่  สักครู่ภรรยาของผมได้โทรศัพท์มาสอบถามผมว่าหลวงปู่เป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า ท่านเข้านอนพักผ่อนเหมือนปกติ ซึ่งผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่อีกสักครู่ คุณหมอกวี ไชยศิริ ผู้อำนวยการ รพ. สรรพสิทธิประสงค์อุบลฯ (ขณะนั้น) ได้บอกผมว่าหลวงปู่ได้ละสังขารแล้ว” 

ท่านถวัลย์ยังได้เล่าต่ออีกดังนี้

“ในวันสุดท้ายที่หลวงปู่บุญมีจะละสังขารนั้น มีคนบอกผมว่า ขณะที่หลวงปู่นอนอยู่นั้นท่านได้ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ๓ ครั้ง ซึ่งผมไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่คิดว่าคงจะมีอะไรสักอย่าง ครับ  ในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ผมได้อยู่ใกล้ท่าน นับว่าเป็นบุญของผม  และงานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผมจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถในส่วนที่ได้รับผิดชอบ”

นั่นเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนได้รับฟังจากท่านถวัลย์ เรียนวิริยกิจ จึงขออนุญาตบันทึกไว้เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับลูกศิษย์ลูกหาทุกท่านของหลวงปู่บุญมี โชติปาโล

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗




วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่คำคนิง แสดงฤทธิ์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค



 เมื่อหลวงปู่คำคนิงเดินธุดงค์ผ่านเข้าเขตเชียงตุงในเขตป่าใหญ่เทือกเขาแห่งหนึ่งเป็นภูเขาคิน  มีอุโมงค์พอที่จะเป็นที่พักพิง  หลวงปู่ท่านจึงคิดในใจว่าจะเอาที่ตรงนี้เป็นที่ตายโดยจะไม่ให้ใครเห็นแม้แต่ซากศพของท่านเอง  หลวงปู่ท่านได้อยู่มาถึงหนึ่งพรรษา  หลังจากผ่านไปประมาณเดือนห้าหรือเดือนหก  หลวงพ่อปานวัดบางนมโค  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้พาคณะธุดงค์ผ่านมาในเขตเชียงตุง  มาพบหลวงปู่คำคนิงในป่าลึก

         ครั้นเมื่อพบกัน  หลวงพ่อปานก็พูดขึ้นว่า
         “ เออ...นี้พระหรือคน ”
หลวงปู่คำคนิงได้ยิน  ก็เกิดโมโหเดือดดาลขึ้นมาทันที  แล้วพูดขึ้นว่า
         “ ได้พระนะมันอยู่ที่ไหน  เฮ้ย...พระมันอยู่ที่ไหนวะ ”
หลวงพ่อปานท่านก็ย้อนตอบว่า
         “ อ้าว...ก็เห็นผมยาว  ผ้าก็อีหรุปุปะสีเหลืองก็ไม่มี  แล้วใครเขาจะรู้ว่าพระหรือคน ”
หลวงปู่คำคนิงท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า
         “ พระมันอยู่ที่ผมหรือวะ ”  หลวงพ่อปานตอบว่า  ไม่ใช่
หลวงปู่คำคนิงท่านก็ถามหลวงพ่อว่า
        “ พระมันอยู่ที่ผ้าเหลืองหรือวะ ”  หลวงพ่อปานตอบว่า  ไม่ใช่
หลวงปู่คำคนิงก็ถามอีกว่า
       “ แล้วพระมันอยู่ที่ไหนเล่า ”
หลวงพ่อปานก็ตอบว่า
        “ พระน่ะอยู่ที่ใจสะอาดนะซี ”
หลวงปู่คำคนิงท่านก็เลยหันมาตะคอกเข้าใส่เอาว่า 
        “ ถ้าอย่างนั้นก็เสือกถามทำไมล่ะวะพระหรือคน ”
หลวงพ่อปานท่านก็เลยตอกกลับให้ว่า
        “ เห็นผมเผ้ายาวรุงรังอย่างนั้นนี่ใครจะไปรู้เล่า ”
หลวงปู่คำคนิงก็ยังไม่หายโมโห  เลยกระแทกให้ว่า 
        “ ก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม  ไม่ได้อยู่ที่ผ้าแล้ว  เสือกมาถามทำไม  ทำไมไม่ดูใจคน  ไอ้พระบ้านพระเมือง  พระกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดีมันจะต้องเห็นดีกัน ”

หลวงปู่คำคนิงพูดจบ  ท่านเดือดโมโหจัดก็เลยหันไปคว้าเอาหวายอันยาวร่วมวา  ขว้างผลุงไปตรงหน้าหลวงพ่อปาน      อัศจรรย์เป็นที่สุด  ไม้หายไปกลายเป็นงูตัวยาวใหญ่พุ่งฉกเข้าหากลุ่มพระธุดงค์หลวงพ่อปานแตกฮือหลบฉากไปแอบอยู่ข้างหลังพ่อปานกันหมด  ต่างก็แปลกใจไปตาม ๆ กันไม้ไหงกลายเป็นงู

      อัศจรรย์มาก  ใบไม้ของหลวงพ่อปานก็กลายเป็นนกตัวใหญ่โฉบเอางูของหลวงปู่คำคนิงหายไปทั้งงูแลนกใหญ่  พองูตกลงมาถึงพื้นดินงูนั้นก็กลายเป็นช้างใหญ่  ส่วนของหลวงพ่อปานก็กลายเป็นเสือต่อสู้กันต่างฝ่ายต่างก็บันดาลให้เป็นสัตว์ร้าย  ต่อสู้กันเต็มไปหมด  ยังไม่มีใครแพ้  ชนะ  ต่างคนต่างบันดาลลมพายุฝนเข้ากระหน่ำกันจนทำให้ฝุ่นตลบไปหมดในบริเวณนั้น  เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน  ก็หามีใครแพ้ชนะไม่  จนต่างฝ่ายต่างเหนื่อยอ่อน  ทำอะไรกันไม่ได้

      ในที่สุดหลวงปู่คำคนิงและหลวงพ่อปานต่างก็นั่งลงหัวเราะกันด้วยความขบขัน  หลังจากนั้นหลวงปู่คำคนิงก็บอกคณะธุดงค์ของพ่อปานว่าข้าสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน  พระธุดงค์ลูกศิษย์หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบหลวงพ่อคำคนิง  ท่านก็เอามือลูบศรีษะพระทุกองค์ด้วยความเมตตา  หลวงพ่อปานก็บอกกับหลวงปู่คำคนิง  ว่าพระพวกนี้เขาอยากเห็นของจริงก็เลยพาเขามาให้เห็นเสีย  พระพวกนี้เขาก็เป็นคนจริงเสียด้วย

      หลวงปู่คำคนิงก็เลยบอกว่า  ข้าน่ะไม่ได้เก่งอะไรหรอก  อาจารย์แกเขาเก่งอยู่แล้ว  เมื่อพูดจบหลวงพ่อปานก็บอกว่าตัวท่านเองไม่เก่งหรอกสู้หลวงปู่คำคนิงไม่ได้  ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม  ให้ใครเป็นอาจารย์กันผลสุดท้ายตกลงเป็นเพื่อนกันในระหว่างพักแรมด้วยกัน  ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบถามธรรมะแก่กันทั้งฝ่ายถามฝ่ายแก้ก็หาได้แพ้ชนะกันไม่  สลับถามตอบกันไปกันมา  จนต่างฝ่ายเลิกถามกันไปเอง  หลวงพ่อปานและคณะธุดงค์ได้พักอยู่กับหลวงปู่คำคนิงหลายวันพอสมควร  จึงได้แยกย้ายจากกัน

อ้างอิง 


หมายเหตุ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค คือ พระอาจาย์ท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย เล่าเรื่อง “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”)


จากข้อมูลข้างต้น ย่อมทำให้ทราบว่า พระเกจิอาจารย์ทั้งสองท่านนั้น เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศึกษาธรรมะเพื่อค้นหาทางหลุดพ้นอย่างแท้จริง 

ดังนั้น ผู้อ่านสามารถอ่านประวัติพระอาจารย์ทั้งสองท่านได้ที่ "ประวัติหลวงพ่อปาน"  และ "ประวัติหลวงปู่คำคะนิง " ตามลำดับ


พระอาจารย์ทั้งสอง สร้างครรลองปฏิบัติดี
ธรรมะนำชีวี สร้างวิถีหลุดพ้นภัย

ท่านแสดงเดชฤทธิ์ เป็นเพื่อนมิตรที่ยิ่งใหญ่
ธรรมะมีน้ำใจ สร้างเหลือไว้เพื่อรุ่นหลัง

เกจิศึกษาธรรม พระพุทธนำเกิดพลัง
ทำดีเป็นที่ตั้ง เกราะกำบังเรื่องไม่ดี

พวกเราต้องทำตาม เรื่องงดงามในเรื่องดี
สองท่านพระที่ดี สอนทำดีมีสุขเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗