Nuffnang Ads

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "อโหสิกรรม ปลดทุกข์"​

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "อโหสิกรรม ปลดทุกข์"​ การให้อภัยเลิกจองเวรจองกรรมจะทำให้คุ​ณไม่ต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรใครตลอดทุกชาติ   เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "อโหสิกรรม ปลดทุกข์​ โดย แก้วธารา"​ อยากจะขอเชิญชวนทุกท่านได้หาอ่านหนังสือเล่มนี้



     อย่างไรก็ดี สำหรับเจ้ากรรมนายเวรนี้ คือ ผลจากการกระทำที่ตนได้กระทำไว้ ไม่ว่าด้วยกายกรรมที่กระทำต่อผู้อื่น วจีกรรมที่กระทำต่อผู้อื่น มโนกรรมที่กระทำต่อผู้อื่นในทางอกุศล ย่อมทำให้เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจแก่ผู้กระทำ จึงต้องมีการ "ขออโหสิกรรม"แก่เจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่เรากระทำต่อเขาไว้ ไม่ว่าเขาจะให้อภัยหรือไม่ก็ตาม หรือในฐานะที่ผู้อื่นเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา

     การ "ให้อโหสิกรรม" ต่อเขา ย่อมเป็นการปลดเปลื้องทุกข์ออกไปจากใจเรา และเป็นการให้เมตตาต่อเขาด้วย

นั่นเป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "อโหสิกรรม ปลดทุกข์​ โดย แก้วธารา"​ เชื่อว่าหากเราพุทธศาสนิกชนคนไทยเมื่อต่างอโหสิกรรมให้กันและกัน ย่อมจะเกิดผลดีอย่างแน่นอน เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าได้ไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนบ้างที่ผ่านมา (หลายภพหลายชาติ)​ และที่ใครมาทำอะไรให้เราเดือดร้อนบ้างเราก็ "อโหสิกรรม"​ให้กันและกันให้หมดไป คงจะเกิดผลดีในที่สุด

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี  ๑๑​ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดมีเมตตาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นดังต่อไปนี้

ให้อโหสิกรรม จิตมีธรรมด้วยเมตตา
สิ่งที่แล้วผ่านมา ขอวันทายกโทษกัน

เจ้ากรรมและนายเวร  ขอละเว้นกรรมต่อกัน
เมตตาอภัยกัน ย่อมสุขสันต์พลันสุขใจ

หลายภพและหลายชาติ  ตัดไม่ขาดกรรมอันใด
ทุกข์กายและทุกข์ใจ  ขอจากไปในทันที

ตั้งจิตมีเมตตา  กรรมจากลาส่งผลดี
อภัยให้มากมี  ย่อมจะดีกรรมสิ้นลง

ขออโหสิกรรม  น้อมประจำธรรมดำรง
เมตตาให้มั่นคง  จิตประสงค์ดีให้กัน

ทุกอย่างอยู่ที่จิต  ทบทวนคิดให้ครบครัน
อภัยหมดสิ้นกัน  เมตตากันทุกวันเอย  


ปภาวีร์ 
๑๗ มิถุนายน  ๒๕๕๘

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ท่านพุทธทาสภิกขุ หลงใหลในความสุข คือ ทุกข์"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ท่านพุทธทาสภิกขุ หลงใหลในความสุข คือ ทุกข์" คติธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุเกี่ยวกับความสุขที่เป็นทุกข์นับได้ว่ามีค่าอย่างยิ่ง ขอเชิญพุทธศาสนิกชนคนไทยทุกท่านลองฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้


“... การหลงใหลในความสุข นั่นแหละ คือ ตัวความทุกข์ สังเกตให้ดี  ได้ความสุขมาหลงใหลนั่นแหละคือ ตัวความทุกข์ จิตมิได้รอดจากเงื้อมือของ โลภะ โทสะ โมหะ แต่ประการใด...”

การหลงใหลในความสุขตามที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้มีเมตตาเป็นคติธรรมคำสอนไว้ข้างต้น นั้น เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อทุกท่านอย่างแน่นอน เพราะหากว่าเมื่อไหร่ที่เราหลงใหลในความสุขยิ่งมากเท่าไร ความทุกข์ก็น่าจะมากตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้น คงจะเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องใช้สติพิจารณากันเอาเองว่า ตัวเรานั้นหลงใหลในความสุขมากน้อยเท่าไร 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณามีเมตตาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาต่อไปดังนี้ 

หลงใหลในความสุข ย่อมเป็นทุกข์มากตามกัน
หลงใหลในทุกวัน  ย่อมโศกศัลย์อยู่เรื่อยไป

หลงใหลเพราะใหลหลง  ไม่ได้ปลงที่จิตใจ
หลงใหลไปกันใหญ่  สุขหรือไม่ใจรู้เอง

หลงใหลไม่ได้คิด  สติจิตไม่เพ่งเล็ง
หลงใหลและรีบเร่ง ทั้งอวดเก่งเจ๊งแน่นอน

หลงใหลเพราะโลภะ ยิ่งโทสะขอไปก่อน
หลวใหลตัดนิวรณ์ ขอลาจรย่อมได้ดี

หลงใหลหยุดลงได้  สั่งจิตใจธรรมมากมี
หลงใหลสิ้นทันที  ส่งผลดีต่อทุกคน

หลงใหลสั่งลาจาก ไม่ได้ยากหากอดทน
หลงใหลหนีจากพ้น  สุขกมลมีสุขเอย

ปภาวีร์
๑๖​ มิถุนายน ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ ทำบุญต้องละบาป"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ ทำบุญต้องละบาป"  คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญเกี่ยวกับเรื่องการทำบุญสั้นๆ ได้ใจความทำให้เข้าใจอย่างเมื่อไหร่ที่เราจะต้องทำบุญนั้น สิ่งสำคัญที่เกี่ยวข้องคืออะไรบ้าง ลองฟังและชมจาก YouTube ต่อไปนี้



"...​ไปทำบุญต้องละบาป
ไปสร้างความดีต้องละความชั่ว 
จึงภาวนาสูงสุด และไม่ใช้สตังค์เลย
มันก็เกิดเมตตา เกิดช่วยเหลือกัน
ไม่หวังผลตอบแทนแต่ประการใด 
ตรงนี้เป็นจุดหมายสำคัญ..."

คติธรรมคำสอนของหลวงพ่อจรัญข้างต้นน่าจะเป็นข้อเตือนใจสำหรับพุทธศาสนิกชนคนไทยทุกท่านที่จะไปทำบุญ เชื่อว่าจะทำให้เกิดสติในการทำบุญตามจุดหมายที่แท้จริง"

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้ให้ผู้อ่านได้โปรดมีเมตตากรุณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาต่อไปดังนี้

ทำบุญต้องละบาป ปราศจากเรื่องไม่ดี
ทำบุญสุขชีวี ทำให้ดีมีที่ใจ

ทำบุญภาวนา เกิดคุณค่าที่ยิ่งใหญ่
ศีลทานทำเข้าไว้ เมื่อตายไปย่อมไปดี

ทำบุญมากหรือน้อย ทำให้บ่อยให้มากมี
คนทำย่อมบุญมี ส่งผลดีมาที่ตน

ทำบุญทุกคืนวัน จิตสุขสันต์ไม่หมองหม่น
ทำบุญต้องอดทน เกิดเป็นคนสนเรื่องธรรม

ทำบุญศรัทธาใจ สุขฤทัยเป็นประจำ
ศีลทานต้องหนุนนำ จิตจดจำทำเรื่องดี

ทำบุญอย่าคิดมา ไม่ทำบาปยิ่งจะดี
ทำบุญในวันนี้ บารมีมีแน่เอย

ปภาวีร์
๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระนิพพาน"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ พระนิพพาน" คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำสั้นๆ เกี่ยวกับ "พระนิพพาน"​ อยากจะเชิญชวนพุทธศาสนิกชนคนไทยได้ลองฟังจาก YouTube ต่อไปนี้ 


"... พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ทุกคนเข้าถึงพระนิพพาน
ต้องการให้ทุกคนพ้นทุกข์
สถานที่พ้นทุกข์จริงๆ ได้ คือ พระนิพพานแห่งเดียว
ถ้าเราเกิดเป็นมนุษย์ ก็ทุกข์ตามนี้..."

จากคติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำข้างต้นนับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง ทุกคนทุกท่านคงจะต้องพิจารณาไตร่ตรองอย่างมีสติรอบคอบว่าจะเอาอย่างไรของชีวิต (มนุษย์)​ หากว่ามีเวลาคงจะต้องลองฟังคติธรรมคำสอนดังกล่าวกันหลายๆ รอบ

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี  ๑๑​ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดเมตตาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงแก้ไขต่อไปดังนี้ 

ชีวิตที่เกิดดับ คณานับที่ผ่านมา
ทุกอย่างกรรมนำพา หมุนกลับมาอยู่เรื่อยไป

ชีวิตต้องมีสุข  มีความทุกข์คละกันไป
เกิดมาต้องลับไป  ไม่วันใดในสักวัน

สถานที่พ้นทุกข์ มีแต่สุขที่นิรันดร์
สิ่งนั้นเข้าใจกัน ว่าสักวันคงได้ไป

ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ไม่สิ้นหยุดวนเวียนไป
พ้นทุกข์จริงหรือไม่  อยู่ที่ใจคิดให้ดี

มนุษย์เกิดเวียนว่าย เกิดดับตายทุกชีวี
เกิดแล้วต้องทำดี ตั้งจิตดีตามต้องการ

เกิดตายมาหลายภพ ไม่รู้จบตลอดกาล
เข้าถึงพระนิพพาน สุขสำราญพ้นทุกข์เอย

ปภาวีร์
๑๔​ มิถุนายน ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ชีวิตใหม่ โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ชีวิตใหม่ โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ" เป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "ชีวิตใหม่"​โดยท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งหนังสืออีกเล่มที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่ทำให้พุทธศาสนิกชนจะเข้าใจคำว่า "ชีวิตใหม่"​ มีความสัมพันธ์อย่างไรกับคำว่า "นิพพาน"​  จึงขอเชิญชวนหาอ่านกันสำหรับหนังสือเล่มต่อไปนีี้ 



หน้า ๙​ 
"ฉะนั้น เราถึงแม้จะไม่ได้บวช อยู่ที่บ้านมันก็บวชได้ โดยการทำให้มีผลเหมือนกับว่าชีวิตใหม่หรือการเกิดใหม่ คือการปฏิบัติธรรมะให้สมบูรณ์ แล้วก็ได้รับผลชนิดที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ดังนั้นจึงเรียกว่า ชีวิตใหม่ เป็นคำโลกๆ เป็นคำนักประพันธ์อ่านเล่นอยู่มาก แต่ไม่เป็นไรดอก ขอให้ใช้คำนี้แหละ มันง่ายดี"​

 หน้า ๒๑​
 "ชีวิิตเก่าอยู่ไต้กิเลสเพราะไม่เรียนเรื่องของจิตใจ 
การศึกษาของเรามันเรียนแต่หนังสือกับเรียนวิชาชีพ ไม่ได้เรียนชีวิตจิตใจ ไม่ได้เรียนว่าจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร จึงจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ  ดังนั้นให้เรียนมาปริญญายาวเป็นหางมันก็ไม่รู้เรื่องนี้ คือไม่รู้เรื่องชีวิต ไม่รู้เรื่องว่าจะเป็นมนุษย์อย่างไร จึงจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ มันก็หยุดอยู่แค่ว่า ทำอาชีพได้ดีมีเงินมาก แล้วก็เป็นสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ใช้คำว่าอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รวมกามารมณ์ทุกชนิด"

หน้า ๒๘
 "ถ้าพูดกันให้ตรงความจริง ตามธรรมชาติที่อยู่จริง คำว่า นิพพาน ก็คือชีวิตใหม่ อย่างที่ว่าหลุดรอดออกมาได้จากการบีบคั้นของสัญชาตญาณและกิเลสทั้งหลาย มามีชีวิตใหม่อย่างนี้ ก็เรียกว่านิพพาน คือเย็น ชีวิตเย็น อย่าตีความหมายอะไรให้มันไกลสุดโต่งไปนัก ขอให้ถือเอาความหมายของคำว่านิพพาน นิพพานนี้ว่า เย็นไว้ก่อน"

หน้า ๓๐
"นี่ขอให้สนใจว่า มนุษย์กำลังเป็นอย่างไรมนุษย์ยุคปัจจุบันเป็นอย่างไร และมนุษย์ในอนาคตจะมีปัญหาอะไรเพิ่มขึ้น เราก็จะต้องรู้ไว้และจะต้องจัดให้ชีวิตของเราชาติหนึ่งนี้ ได้รับสิ่งที่ควรจะได้รับ ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ ซึ่งจะเรียกว่า "ชีวิตเย็น"
"ชีวิตเย็น ชีวิตที่เป็นนิพพาน"​
คำว่า นิพพาน นี้ สอนกันมากมายหลายความหมาย แต่ว่าความหมายที่แท้จริง ที่ถูกต้อง ที่ค้นคว้ามาทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น แปลว่าเย็น อาหารร้อน ต้องรอให้นิพพานเสียก่อนจึงจะกินได้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเขาใช้กันอยู่ในภาษาธรรมดา คนพูดธรรมดาในหมู่ชาวบ้านประชาชนทั่วไป ไม่ใช่ว่าใช้แต่ที่วัด หรือเรื่องนักบวชบรรชิตชั้นสูงไม่ใช่"


ทั้งหมดข้างต้นนั้นเป็นบางส่วนจากหนังสือ "ชีวิตใหม่ โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ"​ ซึ่งเชื่อว่าเมื่อผู้อ่านได้อ่าน (อาจจะอ่านหลายๆ รอบ)​ แล้วย่อมทำให้เข้าใจเรื่องของชีวิตใหม่และนิพพานมากขึ้น และเราทุกคนหากว่าจะมีชีวิตใหม่กัน นับว่าเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะได้ขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาชี้แนะสำหรับการปรับปรุงพัฒนาต่อไป  ดังนี้ 

ชีวิตคืออะไร ต้องเข้าใจให้ดีดี
ชีวิตใหม่คงดี แล้วจะมีเป็นอย่างไร 

ชีวิตใหม่ต้องเย็น  จะต้องเห็นด้วยจิตใจ
ชีวิตใหม่เลือกได้  อยู่ที่ใจเราเลือกเอง

ชีวิตเป็นของเรา  ทิ้งเรื่องเก่าใหม่ต้องเร่ง
ชีวิตอย่ากลัวเกรง จิตต้องเพ่งธรรมประสาน

ชีิวิตอาจยากเย็น ชีวิตเย็นคือนิพพาน
ชีวิตคนไม่นาน ต้องเลือกสานเย็นที่ใจ

ชีิวิตใหม่ด้วยธรรม จิตน้อมนำธรรมสู่ใจ
ชีวิตในภพใหม่ ย่อมสุขใจเย็นฤดี

ชีวิตต้องเลือกเดิน ไม่ขาดเกินให้พอดี
ชีวิตเย็นทันที ธรรมมากมีดีแน่เอย

ปภาวีร์ 
๑๓ มิถุนายน  ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ​ เล่าเรื่อง สมเด็จพระพุฒาจารย์​​ (โต พรหมรังสี)"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ​ เล่าเรื่อง สมเด็จพระพุฒาจารย์​​ (โต พรหมรังสี)" 


หลวงพ่อจรัญ กับ สมเเด็จพระพุฒาจารย์​(โต พรหมรังสี​)  จาก หน้า ๗๙ -๘๐​ และ จาก หน้า ๘๖-๘ หนังสือ "กรรมลิขิต  ประสพการณ์... กฏแห่งกรรม" พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ จิตธัมโม)​















นั่นเป็นสิ่งที่หลวงพ่อจรัญได้เล่าเรื่องสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ไว้ในหนังสือข้างต้น ซึ่งบารมีของสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) พุทธศาสนิกชนคนไทยน่าจะทราบกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามลองหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ กรรมลิขิต  ประสพการณ์... กฏแห่งกรรม พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ จิตธัมโม)​

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดมีเมตตาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาดังต่อไปนี้

ท่านหลวงพ่อจรัญ เล่าฟังกันสมเด็จโต
เรื่องเล่านานอักโข ท่านขรัวโตต่างรู้กัน

อันราวอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีจิตที่สร้างสรรค์
หลายท่านรู้จักกัน หลวงพ่อจรัญพระใจดี

สมเด็จผู้มากบุญ ท่านมีคุณบุญมากมี
ท่านสอนให้ทำดี คิดสิ่งดีประจำใจ

สมเด็จเป็นที่พึ่ง ระลึกถึงด้วยหัวใจ
เรื่องราวที่ทุกข์ใจ หนีห่างไกลธรรมเข้ามา

สมเด็จท่านศักดิ์สิทธิ์ เนรมิตด้วยบุญญา
ทุกอย่างธรรมนำพา จิตศรัทธาพานิพพาน

สมเด็จท่านยิ่งใหญ่ อยู่ในใจมาแสนนาน
พระสงฆ์อันตำนาน กราบบนบานด้วยใจเอย

ปภาวีร์ 
๑๒ มิถุนายน  ๒๕๕๘


วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ศีลข้อเดียวพอ - พุทธทาสภิกขุ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ศีลข้อเดียวพอ - พุทธทาสภิกขุ" คติธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสภิกขุ สั้นๆ ได้ใจความและรักษาศีลข้อเดียวนั้น อยากจะเชิญชวนพุทธศาสนิกชนคนไทยทุกท่านได้รับฟังจาก YouTube ต่อไปนี้ 





"อาตมายืนยันอยู่เสมอว่า โลกปัจจุบันนี้ที่เจริญโดยการศึกษา ถือศีลข้อเดียวพอ ไม่ต้องยุ่งยากลำบากหลายข้อ คือ ไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาทุกศาสนา"

จะเห็นว่าหากว่าทุกท่านได้ฟังคติธรรมคำสอนข้างต้นแล้ว เชื่อได้เลยว่าการ "ไม่เห็นแก่ตัว"​ ย่อมจะเกิดผลดีในทุกระดับอย่างแน่นอน แล้วจะทำอย่างไรให้สังคมไทยไม่เห็นแก่ตัว ซึ่งเรื่องดังกล่าวคงจะต้องเริ่มที่ตัวของเราเสียก่อน และค่อยขยายไปในครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศ (หากว่าเป็นจริงได้ คงจะดีอย่างยิ่ง)​

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้เป็นข้อคิดเพิ่มเติมและขอความกรุณาจากท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาแนะนะชี้แนะเพิ่มเติมเพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขต่อไป ดังนี้

ศีลข้อเดียวก็พอ  ไม่ต้องรอในข้ออื่น
สิ่งนี้ไม่ต้องฝืน  จะยั่งยืนสุขนิรันดร์

ต้องไม่เห็นแก่ตัว  ไม่เมามัวทั่วทุกวัน
ช่วยเหลืออย่างสร้างสรรค์​ ย่อมสุขสันต์ต่อทุกคน

เห็นแก่ตัวไม่ดี  นำชีวีให้หมองหม่น
อับอายต่อผู้คน  ในกมลทุกข์ระทม

ศีลนี้เพียงข้อเดียว  จะข้องเกี่ยวน่าชื่นชม
เมตตาต้องนิยม  อภิรมย์สมความดี

เห็นแก่ตัวที่ตน  โดยไม่สนธรรมมากมี
กรุณาต้องมี  ยิ่งปรานีมีมากไว้

ช่วยกันรักษาศีล  ให้เกิดชินในจิตใจ
เห็นแก่ตัวสิ้นไป  สุขฤทัยทุกคนเอย 

ปภาวีร์
๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘