Nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวต ตอน "หลวงปู่ฝั้น อริยสงฆ์ผู้มีพลังจิตกล้าแกร่ง"

ธรรมะเพื่อชีวต ตอน "หลวงปู่ฝั้น อริยสงฆ์ผู้มีพลังจิตกล้าแกร่ง"  นามของพระอริยสงฆ์ท่านนี้เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนชาวไทยจะต้องทราบกันเป็นอย่างดี คือ หลวงปูฝั่น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  ซึ่งหนังสือเล่มต่อไปนี้ 

"หลวงปู่ฝั้น อริยสงฆ์ผู้มีพลังจิตกล้าแกร่ง" โดยอมรินทร์ธรรมะ สามารถหาซื้ออ่านได้จากร้านหนังสือทั่วไป ทั้งร้านนายอินทร์ และ ร้าน SE-ED ซึ่งในหนังสือดังกล่าวมีคติธรรมคำสอนของหลวงปู่ฝั้นที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง มีข้อคิดอันเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตให้ปกติสุขสำหรับพุทธบริษัททุกท่าน 






"ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามสักวันหนึ่ง
คือการต่อสู้กับมัจจุราช
เมื่อถึงเวลานั้นแต่ละคนจะต้องสู้เพื่อตนเอง
และต้องสู้โดยลำพัง
ผู้ที่สู้ได้ดีก็จะไปดี คือไปสู่สุคติ
ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำก็จะไปร้าย คือไปสู่ทุคติ
อาวุธที่ใช้ต่อสู้มีเพียงสิ่งเดียว คือ "สติ"
ซึ่งจะต้องสร้างสมได้ด้วยการเจริญภาวนาเท่านั้น"

   คติธรรมคำสอนของท่านหลวงปู่ฝั้นข้างต้นเป็นเพียงบางส่วนในหนังสือ นับว่าเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าที่เราทุกคนหากว่าอ่านให้เข้าใจด้วย "สติ" ย่อมจะเกิดปัญญาอย่างแน่นอน  สำหรับหลวงปู่ฝั้นนั้น มีหนังสือของท่านหลายเล่ม โดย ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ผู้เขียนหนังสือ "โลกกระจ่าง ธรรมกระจาย" (ตามรูปภาพข้างล่างนี้) ซึ่งท่าน ดร.วรภัทร์ เคยอ่านหนังสือหลวงปู่ฝั้นแล้วทำให้ท่าน ดร.วรภัทร์ ได้รับทราบสิ่งดีๆ เกี่ยวกับเรื่องของ "ธรรมะ" และเป็นจุดเริ่มต้นของท่านในการศึกษาเรื่องธรรมะอย่างจริงจังในเวลาต่อมา (ลองหาอ่านหนังสือ "โลกกระจ่าง ธรรมกระจาย" หน้า ๔๒ และ ๕๑)

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไขใด้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปดังนี้

ต่อสู้มัจจุราช  ต้องสามารถด้วยตนเอง
หากว่ามัวกลัวเกรง จิตไม่เก่งเจ๊งแน่นอน

ต้องสู้โดยลำพัง  มีพลังจิตได้พร
เพลี่ยงพล้ำจิตใจอ่อน  ต้องไปก่อนทุคติ

อาวุธที่ต่อสู้ ต้องเรียนรู้ด้วยสติ
ฝึกจิตสมาธิ  สุคติสุขฤดี

เจริญภาวนา ทุกเวลาวินาที
ฝึกมากยิ่งจะดี ไปทางดีมีด้วยธรรม

อาวุธอยู่ที่ใจ  หากเข้าใจจิตน้อมนำ
ฝึกจิตเป็นประจำ  พร้อมตอกย้ำสติดี

ถึงเวลาที่ต่อสู้  สติรู้ในทันที
ตายไปสุขทันที  สู่วิถีนิพพานเอย

ปภาวีร์ 
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘
FB : ธรรมะเพื่อชีวิต โดย ปภาวีร์


 หน้า ๔๒ 
 หน้า ๕๑

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "คำสอนหลวงปู่ดุลย์"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "คำสอนหลวงปู่ดุลย์" พุทธศาสนิกชนคนไทยหลายท่านทราบกันดีว่าท่านหลวงปู่ดุลย์ เป็นพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่งที่ได้มีคติธรรมคำสอนเพื่อเป็นแนวทางในการพ้นทุกข์  ซึ่งหนังสือเกี่ยวกับหลวงปู่ดุลย์ เล่มนี้ "หลวงปู่ดุลย์ อริยสงฆ์ผู้เป็นบิดาแห่งการภาวนาจิต" โดยอมรินทร์ธรรมะ ร้านหนังสือนายอินทร์ 









จากหน้า ๓๕ ของหนังสือดังกล่าวข้างต้น 
"คนสมัยนี้เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด ที่ใจเป็นทุกข์เพราะเกิดความยึดมั่น แล้วมีการปรุงแต่งในความคิดขึ้น และอุบายที่จะละความทุกข์ก็คือหยุดการปรุงแต่ง แล้วปล่อยวางให้เป็น นี่คือหลักการ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ต้องอาศัยภาวนา ทำใจให้สงบ จึงจะเกิดพลัง มีสติปัญญามองเห็นเหตุเห็นผล แล้วจิตก็จะมีการปล่อยวางได้ เมื่อละความยึดมั่นได้ ความทุกข์ในสิ่งนั้นก็หมดไป"

ซึ่่งจริงๆ แล้ว คติธรรมคำสอนของท่านหลวงปู่ดุลย์จากหนังสือดังกล่าวมีมากมายมีคุณค่าหาอ่านเป็นอย่างยิ่ง จึงอยากจะขอเชิญชวนทุกท่านได้หาโอกาสอ่านกัน เผื่อว่าจะได้รับสิ่งดีๆ ของหลวงปู่ดุลย์มาสู่ชีวิตของเรานำพาไปในสิ่งดีงามต่อไป 

และเป็นธรรมเนียมของผู้เขียนที่จะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาดังนี้ 

เป็นทุกข์เพราะความคิด ทำให้จิตนั้นวุ่นวาย
ต้องหากลอุบาย ให้จิตคลายสงบเย็น

เป็นทุกข์เพราะปรุงแต่ง ผลรุนแรงได้พบเห็น
ต้องปล่อยวางให้เป็น พร้อมมองเห็นเหตุและผล

ภาวนาใจสงบ จะค้นพบสิ่งมงคล
ทำได้กันทุกคน เกิดมรรคผลในทางดี

เมื่อละความยึดมั่น จิตคอยหมั่นทุกนาที
ได้พบในสิ่งดี  สิ้นทันทีทุกข์หมดลง

อุบายละความทุกข์ จะพบสุขตามประสงค์
ตั้งใจอย่างมั่นคง ปล่อยวางปลงลงซะที

ความทุกข์เมื่อหมดไป สุขยิ่งใหญ่ในฤดี
ภาวนามากมี นำชีวีนิพพานเอย

ปภาวีร์ 
๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๘

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่จาม มหาปุญโญ : พยายามรักษาใจ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่จาม มหาปุญโญ : พยายามรักษาใจ"  คติธรรมคำสอนหลวงปู่จามสั้นๆ ได้ใจความเกี่ยวกับความพยายามรักษาใจ นับได้ว่าสำคัญอย่างยิ่ง ขอเชิญชวนทุกท่านรับฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้ 


"พยายามรักษาใจของตน
ใจมันเป็นของรักษายาก
มันมีอารมณ์อยู่
เสมอตลอดไป"

คติธรรมคำสอนหลวงปู่จามข้างต้นหากว่าเราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแล้ว ย่อมจะเข้าใจอย่างการพยายามรักษาใจของตนเป็นเรื่องที่ยาก เพราะว่ามันมีอารมณ์อยู่ตลอดเวลา อารมณ์ที่ว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายไม่เคยอยู่นิ่งจริงแท้ที่สุด ดังนั้น จะเป็นทำอย่างไรดี คงจะเป็นหน้าที่ที่เราทุกคนจะต้องรักษาใจให้ดีก็แล้วกัน 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะเพื่อการพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้น ดังต่อไปนี้

ทุกอย่างต้องติดตาม พยายามรักษาใจ
จิตใจเคลื่อนไปไว เที่ยวเรื่อยไปกลับไปมา

ใจอาจรักษายาก ต้องสามารถนำกลับมา
ไม่นิ่งทุกเวลา  ต้องรักษาอารมณ์ใจ

จิตใจไม่เคยนิ่ง  เที่ยวคอยวิ่งไปหนไหน
หากนิ่งสงบใจ รักษาใจให้นิ่งดี

อารมณ์มีเสมอ เหมือนละเมอเบลอทุกที
อารมณ์หากไม่ดี  นำชีวีทุกข์ระทม

รักษาใจให้มั่่น  จิตคอยหมั่นดีชื่นชม
ใจดีอภิรมย์ ดีเหมาะสมนิยมธรรม

ใจนั้้นต้องรักษา ทุกเวลาเป็นประจำ
ธรรมะจิตน้อมนำ ใจพบธรรมนำสุขเอย

ปภาวีร์ 
๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ทำไมกินข้าวมื้อเดียว ดีหรือไม่ดี"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ทำไมกินข้าวมื้อเดียว ดีหรือไม่ดี" ชื่อเรื่องวันนี้ อาจจะดีหรือไม่ดีนั้น ผู้เขียนไม่ทราบเหมือนกัน   แต่คิดว่าหลายท่านอาจจะเคยสงสัยว่าทำไมพระภิกษุสงฆ์สายวัดป่าถึงฉันอาหารเพียงมื้อเดียว  โดยอ่านเพิ่มเติมได้ที่ 

"ขัด โอ้โธ่! มาฉันข้าวมื้อเดียว เด็กรุ่นๆ จะทำอย่างไร ฉันมื้อ เดียว ไปนั่งภาวนามันก็หิว" 

"คือ ฉันมื้อเดียวในตอนสาย ฉันอาหารที่ได้จากบิณฑบาต"  

และเกี่ยวกับการฆราวาสที่กินอาหารเพียงมื้อเดียวจะดีหรือไม่ดีนั้น ลองหาหนังสือเรื่อง "ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี" ของ น.พ.โยะชิโนะริ นะงุโมะ  ซึ่งเรื่องราวของหนังสือนี้ น่าสนใจอย่างยิ่ง ลองหาซื้ออ่านกัน




ดังนั้น จากข้อมูลข้างต้น อย่าพึ่งไปเชื่ออะไรมากมาย จนกว่าตัวของเราจะได้พิสูจน์เห็นข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนรอบคอบแท้จริงในสิ่งนั้น 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณากรุณาชี้แนะเพื่อการปรับปรุงต่อไปดังนี้

กินข้าวเพียงมื้อเดียว ไม่เปล่าเปลี่่ยวเหี่ยวหัวใจ
กินน้อยไปหรือไม่  จะถามใครว่าไงดี

ทุกอย่างที่ตนเอง อย่ากลัวเกรงในชีวี
หากเห็นว่าเข้าที  แล้วมันดีตนเข้าใจ

มื้อเดียวยิ่งไม่เปลือง  น่าเป็นเรื่องที่สนใจ
ศึกษาให้รู้ไว้  เป็นเรื่องใหม่น่าทดลอง

กินข้าวเพื่อร่างกาย  ไม่กินตายไม่น่าลอง
ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้อง เฝ้าหามองของมากิน

กินข้าวเพื่ออยู่รอด กินตลอดย่อมสูญสิ้น
กินน้อยให้เคยชิน  มัวแต่กินสิ้นแน่เอย

ปภาวีร์ 
๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๘

หมายเหตุ 
ผู้เขียน โชคดีเหมือนกันที่ฝึกรับประทานเพียงมื้อเดียว (คือ มื้อเช้า เวลาประมาณ ๙ โมง) มาตั้งแต่เดือน ธันวาคม ๒๕๕๗ ทำให้น้ำหนักลดลงกว่า ๖ กิโลกรัม ส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก   และผลดีอื่นๆ ตามมาเช่นกัน 

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "นักปราชญ์ หรือ นักเปรต โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "นักปราชญ์ หรือ นักเปรต โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ"  คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำครั้งนี้ หลายท่านอาจจะสงสัยว่า "นักปราชญ์​ หรือ นักเปรต"​เป็นอย่างไร หากไม่เข้าใจคงจะต้องลงฟังจาก YouTube ต่อไปนี้ 



นักปราชญ์ หรือ นักเปรต
คำว่า “เปรต” แปลว่า ละไปแล้ว คือ เป็นบุคคลที่ ละเสียจากความดี ละเสียจากการพ้นทุกข์


คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำข้างต้น หากว่าได้รับฟังแล้ว (อาจจะฟังหลายๆ รอบ)​ ทุกท่านน่าจะเข้าใจขึ้นดีว่านักปราชญ์และนักเปรตเป็นอย่างไร ดังนั้น ชีวิตของเราเลือกได้ว่าจะเป็นนักปราชญ์หรือนักเปรต  แน่นอนว่าคงจะไม่มีท่านใดที่อยากจะเป็นนักเปรต 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งต่อไปดังนี้

นักปราชญ์หรือนักเปรต  หากเป็นเปรตอาเพศยิ่ง
ละดีเสียทุกสิ่ง  ไม่ดีจริงเปรตแน่นอน

นักเปรตเหตุที่ใจ  ละไม่ได้ดีตัดรอน

ทำเลวไม่หยุดหย่อน ดีผัดผ่อนไม่เคยทำ

นักปราชญ์สามารถเยี่ยม ดีเต็มเปี่ยมใจมีธรรม

ทำดีเป็นประจำ  จิตน้อมนำทำแต่ดี

นักเปรตหรือนักปราชญ์  เป็นไม่ยากหากทำดี

ละเสียจากความดี  เปรตทันทีดีสิ้นไป

เปรตนั้นขอส่วนบุญ ธรรมเกื้อหนุนยามสิ้นใจ

ชีวิตหากต้องไป   เปรตหรือไม่อยู่ใจตน

นักเปรตไม่ต้องการ ธรรมประสานดีทุกคน

ตั้งจิตธรรมมากล้น  ตายจากคนพ้นทุกข์เอย


ปภาวีร์ 
๑๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "สติเท่าทันจิต ปัจจุบัน หลวงพ่อจรัญ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "สติเท่าทันจิต หลวงพ่อจรัญ"   คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจากหนังสือต่อไปนี้ "นั่งสมาธิ ยาอายุวัฒนะ


โดยจากหนังสือข้างต้น หน้า ๔๖ ดังนี้


"คำว่า ปัจจุบัน นั้น หมายความว่า สติตามจิตทัน จิตก็กำหนดได้ คือ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ก็พร้อมกัน จิตกับสติ ที่กำหนดได้ ความรู้ตัวก็รู้พร้อมกันขึ้นมา เรียกว่าปัจจุบัน"


ชีวิตของคนเราหากว่าอยู่กับปัจจุบันได้ย่อมจะดีตามคติธรรมคำสอนข้างต้นของท่านหลวงพ่อจรัญ ซึ่งโดยปกติแล้วจิตของเรามักจะไม่อยู่นิ่ง เดี๋ยวก็ไปในอดีต เดี๋ยวก็ไปในอนาคต ไม่ค่อยจะอยู่กับที่สักเท่าไร ดังนั้น "ปัจจุบัน"​ จึงเป็นส่ิงจำเป็นอย่างยิ่ง จะทำอย่างไรนั้น ทุกท่านคงจะต้องฝึกปฏิบัตินำสติตามจิตให้ทัน แล้วสักวันจะพบความสุขอย่างแน่นอน

และเป็นธรรมเนียมของผู้เขียนเช่นเคยที่จะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑​ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะเพื่อการปรับปรุงต่อไปดังนี้  

สติตามจิตทัน  ปัจจุบันกันให้ได้
จิตคิดในทันใด  ตั้งม่ันไว้สติมา

อดีตอนาคต  ไม่ปรากฎตามเวลา
สติทันเข้าหา  ตามจิตมาปัจจุบัน

จิตใจนั้นเร็วนัก  ต้องรู้จักตามให้ทัน
สติปักลงพลัน  ปัจจุบันในทันที

รู้ตัวอยู่เสมอ  อย่าละเมอไปอีกที่
สติต้องมากมี   วินาทีมีมั่นคง

ปัจจุบันสติ  สมาธิให้ดำรง
สติใจประสงค์  ให้ยืนยงจะดีเอย

ปภาวีร์ 
๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ปัญญาต้องคู่กับกรุณา พระธรรมโกศาจารย์"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ปัญญาต้องคู่กับกรุณา จึงจะพาชาติรอด โดย พระธรรมโกศาจารย์"  คติธรรมคำสอนเกี่ยวกับเรื่องของปัญญาและกรุณา นับได้ว่าทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนคนไทยทุกระดับหากว่าลองพิจารณาทบทวนใส่ใจกันแล้ว เชื่อว่าจะพาชาติรอดอย่างแน่นอน   ดังนั้น ลองหาหนังสือเล่มข้างล่างนี้อ่านกัน

หนังสือ "ปัญญาต้องคู่กับกรุณา จึงจะพาชาติรอด" พระธรรมโกศาจารย์


โดยเฉพาะจากหนังสือดังกล่าวข้างต้น หน้า ๒๘


ปัญญาในทางโลกอาจไม่ก่อให้เกิดกรุณาต่อผู้อื่นเสมอไป ปัญญาชนิดนี้อาจทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นก็เป็นได้ ดังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้เคยแสดงความห่วงใยไว้ว่า "ต่อไปภายหน้า ถ้าเป็นคนที่ได้เล่าเรียนคงจะประพฤติตัวดีกว่าคนไม่ได้เล่าเรียนนั้นหาถูกไม่ คนที่ไม่มีธรรมเป็นเครื่องดำเนินตาม คงจะหันไปทางทุจริตโดยมากถ้ารู้น้อยก็โกงไม่ค่อยคล่อง ฤๅโกงไม่สนิท ถ้ารู้มากก็โกงคล่องมากขึ้นและโกงพิสดารมาขึ้น"



จากหนังสือดังกล่าวข้างต้นประโยคที่ว่า "ปัญญาในทางโลกอาจไม่ก่อให้เกิดกรุณาต่อผู้อื่นเสมอไป ปัญญาชนิดนี้อาจทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้นก็เป็นได้"นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ผู้มีปัญญาทางโลกทั้งหลายอาจจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ  ซึ่งแน่นอนว่า "ปัญญา" จะต้องคู่กับ "กรุณา" เสมอ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านได้ใช้ปัญญาควบคู่กับกรุณาให้เป็นประจำทุกขณะปัจจุบันในมากที่สุด แล้วเชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อประเทศชาติของเราอย่างแน่นอน 

และเป็นธรรมเนียมเช่นเคยที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาเมตตาชี้แนะแนะนำสำหรับการปรับปรุงพัฒนาต่อไป ดังนี้ 

ปัญญากรุณา  จะนำพาชาติเจริญ
ร่วมกันสรรเสริญ  อย่าหมางเมินกรุณา

คนเก่งและคนดี  จะต้องมีธรรมปัญญา

มากล้นกรุณา  จิตอาสาพาทางดี

ปัญญาจากสติ  สมาธิให้มากมี

กรุณาต้องมี   การงานดีอย่างแน่นอน

ประเทศจะรุ่งเรือง  จะปราดเปรื่องอย่างถาวร

ปัญญาอย่าตัดรอน  จิตพร่ำสอนทุกเวลา

ทุกอย่างย่อมจะดี  ธรรมความดีกรุณา

ทุกคนมีปัญญา  ย่อมนำพาเจริญเอย

ปภาวีร์ 
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๘