Nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บันทึกของพ่อ... ลูกขอบันทึกต่อ

ผมตื่นขึ้นมาเวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. ของเช้าวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ ณ บ้านเลขที่ ๖๐๘ หมู่ ๒ ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบ้านของพ่อผมเอง สายตามองไปเห็นหนังสือ “UbonRajathanee University  พัฒนาความรู้ มุ่งสู่ปัญญา”วางอยู่บนโต๊ะในห้องนอน 

ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแต่แวบหนึ่งจำได้ว่าหนังสือนี้เป็น Diary ประจำปีของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ท่าน ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในขณะนั้น ( พ.ศ. 2549) ได้มอบนโยบายให้ผมซึ่งตอนนั้นถูกสมมติให้ดำรงตำแหน่ง “รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน” จัดทำ Diary แจกผู้บริหารและบุคลากรมหาวิทยาลัย และอื่นๆ 
      โดยภายใน Diary ดังกล่าวจะมีโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยคณะ/สำนัก/หน่วยงาน ข้อมูลประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ข้อมูลคณะ/ภาควิชา/สาชาวิชา/หลักสูตรต่างๆ รูปภาพกรรมการสภามหาวิทยาลัยประกอบไปด้วยท่านใดบ้าง ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และที่สำคัญคือ มีชื่อโครงการต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งบอกรายละเอียดว่า ชื่อโครงการอะไร จัดดำเนินการที่ไหน เวลาใด ใครรับผิดชอบ  โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็น Diary ที่สมบูรณ์และมีประโยชน์อย่างยิ่ง 

(หลายๆ ท่านอาจจะสงสัยว่าชื่อภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีผมพิมพ์ผิดหรือเปล่า ไม่ผิดหรอกครับ เพราะตอนนั้นท่าน ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ ท่านได้เคยบอกว่า “เมืองอุบลฯ” เป็น “ราชธานี” หนึ่งเดียวในสยาม เป็นเมืองของพระราชา การใช้ว่า “Ratchathani” ไม่น่าจะมีความหมายใดๆแต่ควรจะได้ว่า “Rajathanee” ซึ่งก็เหมือนกันมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ ที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “.... Rajabhat University”)


ขอวกกลับมาครับ จะได้เข้าเรื่องนะครับ เมื่อเห็น Diary ดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก อาจจะเป็นเพราะผมคงจะหยิบมาแล้วนำมาไว้ที่บ้านของพ่อและคงลืมไว้ไม่ได้ใช้ เพราะผ่านมาหลายปีแล้ว

         ที่นี่ เลยลองเปิดดูข้างใน Diary ก็เห็นว่ารายละเอียดเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยคณะ/สำนัก/หน่วยงาน ข้อมูลประวัติความเป็นมาของมหาวิทยาลัย ข้อมูลคณะ/ภาควิชา/สาชาวิชา/หลักสูตรต่างๆ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยเมื่อก่อนโน้นเป็นท่านใดบ้าง ยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีเป็นอย่างไรบ้าง โครงการต่างๆ ที่สำคัญของมหาวิทยาลัยที่จะดำเนินการในปี พ.ศ.2549 ดังตัวอย่างข้างล่างนี้










ดู Diary เริ่มต้นเดือนมกราคม 2549 ก็ว่างเปล่าไม่มีอะไร ครับ ตามนี้
  


      แต่พอเปิดไปหน้าสุดท้ายเท่านั้นแหละครับ เป็นสิ่งที่ผมเห็นแล้วต้องบอกว่า “ตกใจเล็กน้อย” แต่เมื่ออ่านแล้ว ต้องขอบอกว่า “ดีใจที่สุด” ครับ  เพราะเป็นบันทึกที่เป็นลายมือของพ่อผมเอง คือ “คุณพ่ออ้วน ศรีวิรัตน์” ดังนี้ ครับ







     เมื่อผมได้อ่านแล้ว ผมก็เก็บไว้เหมือนเดิมวางไว้เหมือนเดิมทุกอย่าง และไม่ได้บอกพ่อเหมือนว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้น  แต่สิ่งที่อดไม่ได้คือ จะต้องเขียนบันทึกเรื่องราวดีๆ แบบนี้ไว้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะได้จัดส่งผ่าน Social Media ให้พี่สาวคนโต คือ พี่มะลิวัลย์ ทีงาม ที่อยู่จังหวัดระยองได้มีโอกาสได้อ่าน และพี่สาวอีกท่านคือ พี่ทองลิ้ม อันโน ได้อ่าน 

เมื่อพ่อผมได้บันทึกเรื่องดังกล่าวข้างต้นไว้แล้ว แสดงให้เห็นว่าท่านได้เตรียมตัวตายเอาไว้แล้วเช่นกัน ซึ่งก็คงเกิดจากอานิสงฆ์ที่ท่านได้ทำบุญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการถวายพระประธานให้วัดต่างๆ เป็นจำนวนกว่า ๙ วัด  ได้อ่านหนังสือธรรมะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หนังสือของท่านหลวงพ่อจรัญ”  ในฐานะที่ผมเป็นลูก ผมดีใจในผลบุญกุศลที่พ่อได้ทำไว้ อย่างน้อยที่สุด เมื่อพ่อเตรียมตัวตายไว้ พ่อก็ไม่เป็นทุกข์จะคอยห่วงว่าการเจ็บป่วยจะเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นทุกข์แทบทั้งสิ้น โดยครั้งหนึ่งในปีที่ผ่านมาพ่อผมเคยกล่าวไว้ว่า “เวลาตายก็ขอเพียงให้หลับตาแล้วก็ไปเลย เท่านั้นก็พอ”

และเช่นเดียวกัน ผมก็ได้เตรียมหนังสือที่แจกในงานศพของพ่อไว้เช่นกัน และหนังสือเล่มนี้พ่อได้อ่านแล้ว และท่านยังบอกว่า “ดีเหมือนกันที่ได้อ่านก่อนตาย เพราะหากตายไปก็ไม่ได้อ่าน” หนังสือเล่มนี้คงจะอีกนานกว่าจะได้พิมพ์ เพราะพ่อผมบอกว่าในเมื่อเกิดที่จังหวัดร้อยเอ็ดก็อยากจะมีอายุอย่างน้อย ๑๐๑ ปี (ขณะ พ.ศ. ๒๕๕๗ พ่ออายุ ๘๗ ปี คงจะต้องรอไปก่อนนะครับสำหรับหนังสือ)

นับได้ว่า “บันทึกของพ่อ” ทำให้ได้ข้อคิดว่า
๑. การตายเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะต้องทำให้เกิดความสุขที่ใจ คือ การเตรียมตัวตายนั้นเอง
๒.การตายเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทุกข์เลย หากว่าเรากำหนดจิตไว้ก่อนว่าต้องการตายแบบเป็นสุข
ดังนั้น ก็เป็นธรรมเนียมของผมที่จะต้องแต่งกลอนประกอบเพื่อให้การบันทึกครั้งนี้มีความสมบูรณ์

เมื่อเตรียมตัวต้องตาย  
ไม่เสียดายให้เป็นทุกข์
บางครั้งตายเป็นสุข  
หมดสิ้นทุกข์พร้อมจะไป

การตายไม่รู้วัน  
รู้เท่าทันให้เข้าใจ
ทุกอย่างเตรียมตัวไป 
อยู่ที่ใจของเราเอง

ตายไปเพื่อเกิดใหม่  
หากจิตใจไม่กลัวเกรง
จิตเรากำหนดเอง  
กำหนดเพ่งไปทางใด

ทางไปมีหลายอย่าง  
หาหนทางไปให้ได้
ความสุขอยู่ที่ใจ  
ฝึกลองไปได้ทุกคน

กำหนดให้รู้จิต  
สร้างนิมิตในกมล
ตายไปจะหลุดพ้น  
ไม่เป็นคนอีกต่อไป

เป้าหมายคือนิพพาน  
ไม่ช้านานคงต้องไป
ชาตินี้หรือชาติใหม่  
ขอสุขใจนิพพานเอย       
       
อจต.
บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๗
เวลา ๐๕.๐๕ ๐๕.๕๑ น.

ฟังหรืออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อผมได้ที่ Link ต่อไปนี้นะครับ

พ่อ คำสั้นๆ เช่นกัน แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่มากมั๊ก







พ่ออ้วน เกือบตาย๒


พ่ออ้วน เกือบตาย๓


















วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ความเกี่ยวพันกัน อิทธิบาท ๔ ศีล ๕ พรหมวิหาร ๔ กรรมบถ ๑๐ บารมี ๑๐ ทัศ

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอออกตัวก่อนว่าไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับชื่อเรื่อง คือ "ความเกี่ยวพันกัน อิทธิบาท ๔ ศีล ๕ พรหมวิหาร ๔ กรรมบถ ๑๐ บารมี ๑๐ ทัศ" มากมาย  แต่หลังจากที่ได้ฟังท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำแล้ว (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ รวม YouTube ) ก็เลยลองทำในลักษณะการเชื่อมโยง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นดังภาพข้างล่างนี้หรือไม่ (และถูกต้องหรือไม่)  

ดังนั้น เพื่อให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับ
- อิทธิบาท ๔
- ศีล ๕
- พรหมวิหาร ๔
- กรรมบถ ๑๐
- บารมี ๑๐ ทัศ

ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอดังต่อไปนี้


อิทธิบาท หรือ อิทธิบาท ๔ เป็นศัพท์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฐานหรือหนทางสู่ความสำเร็จ หรือ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์ ทางแห่งความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มี ๔ ประการ คือ
  • ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป
  • วิริยะ (ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
  • จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
  • วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น
(อ้างอิงจาก : ที่นี่)


ศีล ๕ คือศีลพื้นฐานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธทุกคนยึดถือปฏิบัติเป็นหลักของชีวิต
ศีล ๕ ประกอบไปด้วยหลักปฏิบัติ ๕ ข้อดังนี้
ศีลข้อที ๑ ปาณาติปาตาเวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการฆ่าชีวิตสัตว์ทุกชนิด
ศีลข้อที่ ๒ อทินนาทานาเวรมณี หมายถึง การเว้นจากการลักทรัพย์ หรือทรัพย์ที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้
ศีลข้อที่ ๓ กาเมสุมิสฉาจาราเวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม การประพฤติผิดลูกผิดเมียคนอื่น
ศีลข้อที่ ๔ มุสาวาทาเวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการพูดปดงดเท็จ พูดจาโกหก พูดไม่อยู่กับร่องกับรอย
ศีลข้อที่ ๕ สุราเมรยมัฌชปะมาทัตถานาเวรมณี หมายถึง การละเว้นจากการดื่มสุราเมรัยและเครื่องดองของมืนเมาทุกชนิด

 (อ้างอิงจาก : ที่นี่)


พรหมวิหาร ๔
ความหมายของพรหมวิหาร ๔
- พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ พรหมวิหารเป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน เป็นหลักธรรมประจำใจที่จะช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์ หลักธรรมนี้ได้แก่

เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
กรุณา ความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
อุเบกขา การรู้จักวางเฉย

คำอธิบายพรหมวิหาร ๔
 ๑. เมตตา : ความปราถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้
 และความสุขเกิดจากการทำงานที่ปราศจากโทษ เป็นต้น
๓. กรุณา : ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกาย
 ไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี ๒ กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

- ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และ
 ความตายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
- ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
๓. มุทิตา : ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี คำว่า "ดี" ในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เช่น เห็นเพื่อนแต่งตัวเรียบร้อยแล้วครูชมเชยก็เกิดความริษยาจึงแกล้งเอาเศษชอล์ก โคลน หรือหมึกไปป้ายตามเสื้อกางเกงของเพื่อนนักเรียนคนนั้นให้สกปรกเลอะเทอะ เราต้องหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตา เพราะจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
๔. อุเบกขา : การรู้จักวางเฉย หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
(อ้างอิงจาก : ที่นี่)

กรรมบถ ๑๐
บุคคลที่จะเป็นมนุษย์สมบูรณ์ได้ก็ต้องอาศัย กรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ เป็นสำคัญ เพราะว่าคำว่า “มนุษย์” นี้ แปลว่า เป็นผู้มีใจสูง คือมีอารมณ์ดี”
แล้วองค์สมเด็จพระชินศรีบรมศาสดาจึงได้นำมาซึ่ง กรรมบถ ๑๐ ประการ แสดงแก่พราหมณ์และบรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายโดยที่องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า “ ภิกขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดที่จะปฏิบัติตนเป็นมนุษย์ครบถ้วนบริบูรณ์ก็ดี หรือว่าจะสร้างกุศลบุญบารมีให้เกิดเป็นมนุษย์ต่อไป ต้องปฏิบัติด้วยเหตุ ๑๐ ประการนี้ คือ
(๑) ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือว่าประทุษร้ายสัตว์ทั้งหลายให้มีความลำบาก
(๒) อทินนาทานา เวรมณี จงเว้นการถือเอาของที่บุคคลอื่นไม่ให้ มาเป็นของตนโดยเจตนา
(๓) กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี จงเว้นจากการคบหาสมาคมกับบุตร ธิดา ภรรยาของบุคคลอื่น
(๔) มุสาวาทา เวรมณี จงเว้นจากการพูดเท็จ
(๕) ปิสุณาย วาจาย เวรมณี จงเว้นจากการพูดส่อเสียดยุยงส่งเสริมให้บุคคลทั้งหลายแตกร้าวกัน
(๖) ผรุสาย วาจาย เวรมณี จงเว้นจากการพูดคำหยาบให้เป็นคำสะเทือนใจของบุคคลอื่น
(๗) สัมผัปปลาปา เวรมณี จงเว้นจากการพูดวาจาเพ้อเจ้อ เหลวไหลไร้ประโยชน์
(๘) อนภิชฌา องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นโทษของความโลภ ได้แก่ ไม่คิดเพ่งเล็งทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยอยากจะได้มาเป็นของตน
(๙) อพยาบาท จงเว้นจากความโกรธ ความพยาบาท นี่เป็นธรรมะ
(๑๐) สัมมาทิฏฐิ จงมีความเห็นถูก มีความเห็นตรง นี่เป็น ตัวปัญญา เป็นธรรมะ ”
(อ้างอิงจาก :
ที่นี่)


บารมี ๑๐ ทัศ
บารมี แปลว่า กำลังใจเต็ม บารมี ๑๐ ทัศ มีดังนี้
๑.ทานบารมี จิตของเราพร้อมที่จะให้ทานเป็นปกติ
๒.ศีลบารมี จิตของเราพร้อมในการทรงศีล
๓.เนกขัมมบารมี จิตพร้อมในการทรงเนกขัมมะเป็นปกติ เนกขัมมะ แปลว่า การถือบวช แต่ไม่ใช่ว่าต้องโกนหัวไม่จำเป็น
๔.ปัญญาบารมี จิตพร้อมที่จะใช้ปัญญาเป็นเครื่องประหัตประหารให้พินาศไป
๕.วิริยบารมี  วิริยะ มีความเพียรทุกขณะ ควบคุมใจไว้เสมอ
๖.ขันติบารมี ขันติ มีทั้งอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์
๗.สัจจะบารมี สัจจะ ทรงตัวไว้ตลอดเวลา ว่าเราจะจริงทุกอย่าง ในด้านของการทำความดี
๘.อธิษฐานบารมี ตั้งใจไว้ให้ตรงโดยเฉพาะ
๙.เมตตาบารมี สร้างอารมณ์ความดี ไม่เป็นศัตรูกับใคร มีความรักตนเสมอด้วยบุคคลอื่น
๑๐.อุเบกขาบารมี วางเฉยเข้าไว้ เมื่อร่างกายมันไม่ทรงตัว ใช้คำว่า "ช่างมัน" ไว้ในใจ
(อ้างอิงจาก : ที่นี่) 



อันอิทธิบาทสี่ 
จะต้องมีคู่ศีลห้า
พรหมวิหารนำพา 
พร้อมทั้งห้าต้องให้ครบ

ต้องการให้หลุดพ้น 
ต้องอดทนกรรมบถ
สิบอย่างต้องน้อมนบ 
ให้บรรจบครบจะดี

นิพพานจะไปได้ 
ด้วยจิตใจบารมี
สิบทัศให้ครบดี 
สุขชีวีนิรันดร์เอย

ปภาวีร์
๒๙ พ.ค. ๒๕๕๗





วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ รวม YouTube

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๒๐-๒๒ มีนาคม ๒๕๕๗ ผมได้รู้จักท่าน ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย ท่านได้มีเมตตาทำให้ผมได้รู้จักท่าน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" (อ่านเรื่อง ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย เล่าเรื่อง “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” )  ซึ่งท่าน ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย ได้เขียนเรื่อง "หลวงพ่อของเรา" น่าอ่านอย่างยิ่งครับ  สำหรับผมเองแล้วได้รับความเมตตาจากท่าน ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย โดยท่านกรุณาส่งหนังสือเกี่ยวกับท่าน "หลวงพ่อฤาษีลิงดำ" มาให้ผม ดังนี้

 
 

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ผมมีความตั้งใจว่าจะต้องเป็นส่วนหนึ่ง (เล็กๆ) ในการเผยแพร่คำสอนของท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ซึ่งจริงๆ แล้วมีหลายๆ ท่านได้รวบรวมไว้แล้ว เช่น ธรรมะของหลวงพ่อในรูปแบบ mp3  ดังนั้น เพื่อเป็นอีกหนทางหนึ่งสำหรับผู้ที่สะดวกฟังธรรมะผ่าน YouTube ผมจึงขออนุญาตรวบรวม Link YouTube ของท่านที่มีจิตศรัทธาในหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ดำเนินการไว้ ดังต่อไปนี้

 
กรรมฐาน 40 01 กสิณ 10 หลวงพ่อฤาษีลิงดำ  (โดยท่าน naysanook bank ได้รวบรวมไว้ ๖๓ เรื่อง)
 
การเจริญกรรมฐาน ทางสู่พระนิพพาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ  (โดยท่าน DrSeripiput Srimuang ได้รวบรวม)
 
สมาธิ สมถะ วิปัสสนา หลวงพ่อฤาษีลิงดำ  (โดยท่าน DrSeripiput Srimuang ได้รวบรวม)
 
พุทธานุสติกรรมฐาน  (โดยท่าน Tanat Tonguthaisri ได้รวบรวม) 
 
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตอบปัญหาธรรม  (โดยท่าน birdcomloso ได้รวบรวมไว้ ๑๓ เรื่อง)
 
หลวงพ่อฤาษีลิงดำสรรเสริญในหลวง (โดยท่าน Natichai Pansuwan ได้รวบรวม)
 
หลวงพ่อฤาษีลิงดำเล่าเรื่องพระเจ้าตากสินมหาราช (โดยท่าน tharat noiyai· ได้รวบรวม)  

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ สมาธิจิต (โดยท่าน birdcomloso ได้รวบรวม)  

วิธีการเข้าถึงพระนิพพาน  (โดยท่าน Sompong Tungmepol ได้รวบรวม)

วิธีทรงอารมณ์สมาธีให้ได้เร็วๆ  (โดยท่าน ศิลป์ ศิริ ได้รวบรวม)

เสียงสารธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (โดยท่าน Thitima Euu Liu ได้รวบรวมไว้ ๒๔ เรื่อง)

มโนมยิทธิ - หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (โดยท่าน Lokthip ได้รวบรวม)
 
หลวงพ่อฤาษี  หนีนรก ตอนที่ ๑   (โดยท่าน watpotv ได้รวบรวมไว้)

                 ตอนที่ ๒
                 ตอนที่ ๓  
                 ตอนที่ ๔
                 ตอนที่ ๕
                 ตอนที่ ๖
                 ตอนที่ ๗
                 ตอนที่ ๘
                 ตอนที่ ๙
                 ตอนที่ ๑๐
                 ตอนที่ ๑๑
                 ตอนที่ ๑๒
                 ตอนที่ ๑๓
                 ตอนที่ ๑๔
                 ตอนที่ ๑๕
                 ตอนที่ ๑๖
                
                 ตอนที่ ๑๗
                 ตอนที่ ๑๘
                 ตอนที่ ๑๙
                 ตอนที่ ๒๐
                 ตอนที่ ๒๑ 
                 ตอนที่ ๒๒
                 ตอนที่ ๒๓
                 ตอนที่ ๒๔

 หลวงพ่อฤาษี ตอนเกี่ยวกับแผ่นดินไหว และเกี่ยวกับ ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย      

      






 
 
 
หลวงพ่อนามระบือ หลวงพ่อคือผู้ชี้นำ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ  สอนพระธรรมนำความดี

หลวงพ่อสอนให้คิด พร้อมฝึกจิตคิดทำดี
นิพพานได้ยิ่งดี เสริมชีวีมีความสุข

หลวงพ่อมีพระคุณ สร้างผลบุญให้พ้นทุกข์
ชีวิตอาจสนุก ไม่สิ้นทุกข์เกิดเวียนวน 

หลวงพ่อสอนดียิ่ง พบความจริงทางหลุดพ้น
นิพพานได้ทุกคน หากอดทนฝึกจิตเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๙ เมษายน ๒๕๕๗







     


 


 
 

วันเสาร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2557

ว่าด้วย U-NET

ช่วงนี้รู้สึกว่าคำว่า U-Net กระแสแรงมากๆๆ  และก่อนอื่นผู้เขียนต้องขออนุญาตออกตัวก่อนว่า ที่เขียนเรื่องนี้นั้นเนื่องจากเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานศูนย์สอบ O-Net A-Net GAT/PAT ของศูนย์สอบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (รับผิดชอบ ๔ จังหวัด คือ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร และ อำนาจเจริญ) ช่วงหนึ่ง พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๕๓ และที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวไม่เกี่ยวกับสถาบันใดๆ ทั้งนี้ 

สำหรับ O-Net เป็นสิ่งที่นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ ๖ ทุกคนจะต้องสอบโดยที่ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย (แต่อาจจะต้องเสียค่าเดินทางไปสอบหากโรงเรียนนั้นห่างไกลจากสนามสอบ) ซึ่งครั้งหนึ่งผมเจอกับเด็กนักเรียนบ้านนอก (ที่บอกว่าบ้านนอก เพราะเป็นเขาเรียนที่โรงเรียนตำบล) ต้องเข้ามาสอบในตัวอำเภอ เขาบอกผมว่าเมื่อเขาจบแล้วเขาจะไปทำนาจะต้องสอบ O-Net ด้วยเหรอ ผู้เขียนได้แต่ยิ้มเพราะไม่สามารถจะตอบอธิบายเพิ่มเติมได้ 

สำหรับ A-Net และ มาเป็น GAT/PAT นั้น เป็นวิชาที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ (เอาง่ายๆ ว่าไม่มีเงินก็ไม่ได้สอบ) เป็นวิชาเฉพาะวิชาชีพ เช่น ความถนัดครู ความถนัดวิศวะ เป็นต้น โดยวิชาความถนัดเหล่านี้ จะได้ในการเลือกเข้าคณะที่ต้องการ 

สำหรับในปัจจุบันคณะสาขาต่างๆ ในมหาวิทยาลัยเมื่อนักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาเพื่อไปประกอบอาชีพในสาขาวิชาชีพของตน เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวะ นิติศาสตร์ เภสัช เป็นต้น และที่สำคัญคือ คณะต่างจะมีสภาชีพเป็นหน่วยงานที่ควบคุมคุณภาพ หากไม่มีก็จะมีสภาคณบดีคอยประชุมกันปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไรให้บัณฑิตของคณะมีคุณภาพเพื่อออกไปรับใช้สังคมประเทศชาติ เช่น สภาคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ สภาคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ เป็นต้น

ที่นี้ กลับมาที่ U-Net หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกว่ากฎหมายกำหนดไว้จะต้องทำการทำการทดสอบทุกระดับ ผู้เขียนคิดว่าเมื่อกฎหมายกำหนดไว้ ก็น่าจะสามารถแก้กฎหมายได้ (เพราะหากว่ากฎหมายดังกล่าวเกิดความเดือดร้อนให้ผู้เกี่ยวข้องเกิดปัญหา กฎหมายดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีประโยชน์ใดๆ) เพราะที่สำคัญ คือ หากจะสอบบรรจุตำแหน่งข้าราชการต่างๆ ก็ต้องสอบ ก.พ. ภาคต่างๆ อยู่แล้ว  ซึ่ง U-Net ที่เห็นบอกว่าจะมีวิชาเกี่ยวกับการวัดคุณธรรมของบัณฑิตปริญญาตรี สำหรับเรื่อง "คุณธรรม" จะต้องปลูกฝั่งกันตั้งแต่เด็กๆ  ดังนั้น กระบวนดังกล่าวจะต้องบูรณาการกับ สพฐ. ท้องถิ่น ผู้ปกครอง สำนักพุทธศาสนา และอื่นๆ  หรือจะเป็นวิชาอื่นก็เช่นเดียวกันครับ 

เอาเป็นว่า U-Net ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมีการทบทวนให้รอบคอบในทุกๆ ด้านทุกมิติโดยยึดหลัก ๒ ป. คือ "ประโยชน์และประหยัด"  

และสุดท้ายนี้ หากสามารถทบทวนเกี่ยวกับเรื่องในปัจจุบันที่กำลังสอบกันอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้คือ การสอบ GAT/PAT ทำอย่างไรเด็กนักเรียนบ้านนอกที่ไม่มีเงินค่าสมัครเข้าจะได้มีโอกาสได้สอบวิชาความถนัดเหล่านี้ ซึ่งจริงๆ แล้วถือว่าไม่ยุติธรรมเลย  "ไม่มีเงินไม่ได้สอบ" ผู้เขียนคิดว่าเป็นแนวคิดที่อาจจะต้องปรับกันนะครับ 


สอบไปเพื่อวัดผล ที่ทุกคนควรได้สอบ
บางครั้งอาจไม่ชอบ ต้องขอบอกให้เปลี่ยนแปลง

การสอบยึด ๒ ป.  ให้เพียงพอไม่แอบแฝง
ประโยชน์ไม่ปรุงแต่ง พร้อมแสดงทางประหยัด

U-Net ต้องทบทวน โดยเร่งด่วนและเร่งรัด
ทุกอย่างอย่าผูกมัด  โดยต้องจัดให้ดีเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
อดีตประธานศูนย์สอบ O-Net A-Net GAT/PAT 
ศูนย์สอบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 
พ.ศ.๒๕๔๗-๒๕๕๓ 
๒๖ เมษายน ๒๕๕๗