Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เหนือฟ้ายังมีฟ้า





ผู้เขียนได้มีโอกาสนำ (ร่าง) โครงการแสดงปาฐกถาเกียรติยศ "การทำงานตามรอยพระบาท เพื่อประโยชน์ของปวงประชา" ไปกราบเรียนเชิญและรับข้อเสนอแนะนำต่อ ฯพณฯ ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ผ่านเลขานุการฯ ของท่านที่สำนักองคมนตรี (ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง) เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ตอนเช้าที่ผ่านมา ขณะที่เดินทางกลับอุบลราชธานีได้มีโอกาสถ่ายภาพท้องฟ้า ก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับฟ้า จึงเป็นที่มาของเรื่อง เหนือฟ้ายังมีฟ้า 

ขณะที่เราอยู่พื้นดินเรามองขึ้นไปยังท้องฟ้าเราก็จะเห็นฟ้านั้นมีความสวยงามมีเฆกหมอกที่งามตา แต่ถ้าหากเรามีโอกาสขึ้นไปบนฟ้าเราก็จะเห็นว่าเหนือท้องฟ้าที่เราเห็นนั้น ข้างบนก็ยังมีฟ้าอีกที่หนึ่ง (ดังรูปภาพดังกล่าวข้างต้น) ก็แสดงว่า ฟ้าที่เรามองเห็นจากข้างล่างพื้นดินนั้น หากไปดูบนฟ้าอีก (บนเครื่องบิน) ก็ยังมีฟ้าอีก ด้วยเหตุนี้ เห็นหรือยังครับว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริงๆ (ไม่ใช่เหนือฟ้ามี  ไม้โท  "  ้  ") 

แต่จริงแล้ววันนี้ เรื่องเหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่ได้เกี่ยวกับกับเรื่องของฟ้าหรือเฆกสักเท่าไรนัก เพราะคำว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า โดยส่วนมากเรามักจะได้ยินจากการที่ ใครคนใดคนหนึ่งที่มีความสามารถ มีความเก่ง มีความดี แล้วปรากฏว่า มีอีกคนที่มีความสามารถมากกว่า เก่งกว่า ดีกว่า  เขาจึงเรียกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า  ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว คำว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า มักจะถูกใช้กับเรื่องที่ดีๆ  ส่วนเรื่องที่ไม่ดี (หรือ ชั่ว) มักจะไม่ถูกใช้ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า  (เพราะมีใครที่ทำชั่วแล้ว มีคนที่ทำชั่วกว่าเลวกว่า ถูกเรียกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า อาจจะเป็นเพราะว่า ฟ้าเป็นของสูงก็ได้)  

คำว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า เรามักจะได้ยินจากละครหรือภาพยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนต์จีนกำลังภายใน ที่กล่าวถึงการฝึกวิทยายุทธ์ให้มีความเก่งกาจสามารถที่จะหาใครเทียบได้ โดยผู้ที่ฝึกฝนนั้นจะต้องมีความขยันมานะอดทนเพื่อจะได้เป็นสุดยอดของจอมยุทธ (จอมยุทธจักร)  ซึ่งแน่นอนผู้ที่ฝึกฝนมีความมุ่งมั่นที่แท้จริงเพื่อจะได้มีเคล็ดวิชาที่ล้ำเลิศสุดยอดเพื่อเก่งกว่า ก็มักกล่าวกันว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า นั้นหมายความว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะสุดยอดเก่งที่สุด ย่อมจะมีใครสักคนที่เก่งกว่าเรา เนื่องจากเขาเป็นคนที่อย่างที่บอกไปแล้ว คือ มีความตั้งใจจริง ขยัน มั่นเพียร อดทน เพื่อจะได้ถูกเรียกว่า เก่งกว่า ดีกว่า สุดยอดกว่า 

ที่นี่ เหนือฟ้ายังมีฟ้า ใช้ได้กับการทำงานได้หรือไม่ ผู้เขียนคิดว่าจะต้องใช้ได้อย่างแน่นอน เพราะเนื่องจากว่าถ้าหากมีคนใดในหน่วยงานที่เก่ง มีความดี มีความสามารถ  ถ้าหากสามารถทำได้ดีกว่า เก่งกว่า มีความดีกว่า ย่อมจะถูกเรียกว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ได้เช่นกัน  ซึ่งตรงนี้เราจะต้องไปศึกษาว่าหน่วยงานใดเขามีดี เราก็ขอไปศึกษาดูงาน (บางครั้งอาจจะเรียกว่าหา Best Practice)  เมื่อเราไปดูเขาแล้ว เราก็กลับมาดูตัวเรา และพัฒนาปรับปรุง (ฝึกฝนวิทยายุทธ​ เพื่อให้มีเคล็ดวิชาที่สุดยอด) ให้ดีกว่าเขา  แล้วหน่วยงานของเราก็จะเป็น เหนือฟ้ายังมีฟ้า  ถ้าจะให้ดีเราก็ควรจะต้องศึกษาพัฒนาปรับปรุงตัวเราเองให้ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น  คนอื่นหน่วยงานอื่นก็จะเหนือกว่าเรา  

วันนี้ หากเราต้องการเหนือฟ้ายังมีฟ้า เราจะต้องพยายามฝึกฝน ตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน ขยัน เพื่อจะได้เหนือคนอื่นๆ อยู่ตลอดเวลา และเมื่อนั้น เราจะเป็นจอมยุทธผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธจักร ที่มีเคล็ดพลังไหมฟ้า (กระบี่ไร้เทียมทาน)  ขอให้ทุกท่านโชคดี และมีฟ้าที่อยู่ต่ำกว่าท่านตลอดไป 

มนูญ​ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ฝัน

ฝัน เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์เราทุกคน ล้วนที่จะต้องประสบกับตัวตนเเอง บางท่านอาจจะฝันเป็นเรื่องเป็นราว บางท่านก็อาจจะมีความรู้สึกว่า มีความฝันเหมือนกันแต่จำความฝันไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เป็นจริงสำหรับความฝัน คือ ไม่มีใครรู้กับตัวเรา ว่า ราฝันอย่างไร ตัวเราเองจะรู้ดีที่สุด ว่าความฝันที่เราฝันนั้น มันเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากเราโกหกใคร ว่า ความฝันของเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มีใครที่จะสามารถมาตรวจสอบความฝันของเราได้ ก็เพราะเนื่องจากการฝันดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่เรานอนหลับ (ซึ่งเราจะมักไม่ใช้คำว่า หลับนอน)

การฝันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว หลายๆ ประเทศ หลายๆ สมัยตั้งแต่โบร่ำโบราณ ก็มักจะมีผู้ที่ทำนายฝัน ซึ่งแน่นอนการที่จะทำนายฝันได้นั้น ก็จะต้องมีการจัดเก็บข้อมูล หรือ ที่เรียกว่า สถิติ ที่เกี่ยวข้องกับความฝันในกรณีต่างๆ 

แต่บางครั้ง การฝัน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ต้องนอนหลับ ก็มีความฝันได้ ซึ่งความฝันดังกล่าว จะถูกเรียกว่า ความคาดหวังในอนาคตกับสิ่งที่เราต้องการจะได้รับ ต้องการจะได้เป็น ดังนั้น การฝันดังกล่าวก็มักจะทำให้มนุษย์เรามีความสุขกับการฝันความฝันที่ตั้งไว้ บางคนก็มีความฝันที่สูงส่ง หรือ อาจจะเรียกว่า มีความฝันเกินความเป็นจริง การมีความฝันดังกล่าวเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้เราได้มีความตั้งมั่นตั้งใจว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องประสบความสำเร็จตามที่เราได้ตั้งความฝันไว้ ความฝันดังกล่าวช่วยทำให้เรามีความกระตือรือร้นในการฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ได้

สำหรับความฝันอันเกิดจากการนอนหลับนั้น บางคนเมื่อตื่นขึ้นมาก็อาจจะจำความฝันได้ บางคนก็ไม่อาจจะจำความฝันได้  บางคนก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง การจดจำความฝันได้นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะอาจจะทำให้ผู้มีฝันได้รับทราบข้อมูลที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเองได้ บางคนถึงกับเอาความฝันไปเกี่ยวข้องกับการเสี่ยงโชค ซึ่งเราก็เห็นมาพอสมควรว่าความฝันทำให้บางคนนั้นร่ำรวยในพริบตาได้ 

กล่าวสำหรับคำที่เกี่ยวกับฝัน ผู้่อ่านคงจะเคยได้ยินคำว่า ฝันลมๆ แล้งๆ ฝันกลางวัน ซึ่งการฝันทั้งสองอย่างนั้น เป็นการแสดงถึงการคาดหวังหรือหวังอะไรที่ เป็นไปไม่ได้ หรือโอกาสที่จะเป็นจริงน้อยมากๆ  ที่นี้ กล่าวสำหรับฝัน ที่อาจจะเป็นจริงได้นั้น มีการนำวิชาการ ที่เรียกว่า สถิติ มาช่วยในการทำนายฝัน โดยเราจะเห็นว่ามีหนังสือมีตำราเกี่ยวกับการทำนายทายฝันอย่างมากมาย  แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้ประสบและเคยสอบถามกับผู้อื่นๆ ที่เป็นทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อนร่วมงาน ก็พบว่า มีฝันอย่างหนึ่งที่ หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝัน นั่นก็คือ มีความฝันว่าจะสอบตก หรือ ไปสอบไม่ทัน ทำให้ไม่สามารถข้ามชั้นเรียนไปสู่ชั้นที่สูงกว่าเดิมได้ และโดยส่วนมากมักจะเป็นความฝันที่เหมือนเกิดขึ้นตอนประถม มัธยม หรือแม้กระทั่งอุดมศึกษา  ผู้เขียนก็ไม่ได้เป็นผู้ชำนาญในเรื่อง ทำนายทายฝันดังกล่าว แต่การฝันดังกล่าวนั้น มีผู้รู้ได้กล่าวว่า เป็นเรื่องของจิตสำนึก ข้อกังวล ที่ค้างคาอยู่ในใจ ในจิตของเรา มานานซะเหลือเกิน  การฝันว่า สอบตก หรือ สอบไม่ผ่าน ในตอนเด็กๆ ผู้ที่ฝันก็มักจะบอกตัวเองในฝันว่า มันไม่ใช่เรื่องจริง ตื่นจากฝันได้แล้ว แล้วรีบกลับมาสู่ความเป็นจริงในปัจจุบัน

นอกจากนั้น อาจจะมีหลายๆ ท่านที่เคยฝันว่า รองเท้าหาย รถหาย (หรือ สิ่งที่เป็นพาหนะที่จะพาเราไปที่ไหนหนตำบลใดที่เราต้องการ)  แสดงว่า ท่านมีเรื่องที่กังวลกับชีวิตความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง ว่าจะสามารถเดินทางไปต่อ​ (เหมือนกับเดอร์สตาร์ จะไปต่อได้หรือไม่) ในหน้าที่การงาน ในตำแหน่งที่สูงขึ้น ตลอดจนการเรียนหนังสือ หรือการประกอบอาชีพ  นั้นเป็นเพียงความคิดเห็นของผู้เขียนเท่านั้น อย่างไรก็ดี บางครั้ง ก็มีผู้คนเคยบอกว่า ฝันร้ายจะกลายเป็นดี เราก็คงจะไม่กังวลเกี่ยวกับความฝันของหาย รถหาย มากนัก เดี๋ยวจะทำให้เราเป็นทุกข์

สำหรับความฝัน หรือ ฝัน เป็นสิ่งที่หนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ใครที่มีอาการฝันทุกคืน หรือ ท่านใดไม่เคยฝันเลย ก็ไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องความฝันของเรา ขอเพียงแต่เราทุกคนที่มีความฝันในเรื่องใดๆ ก็ขอเพียงแต่มีความตั้งใจ ตั้งจิต ตั้งมั่น ตั้งความหวังเพื่อจะเดินทางไปสู่ความฝัน (ความหวัง) ของเราด้วยความแน่วแน่ แล้วเขาจะเรียกว่า ฝันที่เป็นจริง  ด้วยเหตุนี้  เราทุกคนมาร่วมกับฝันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเรา ต่อครอบครัว ต่อคนรัก ต่อชุมชน และประเทศชาติ   (ฝันให้ดี เป็นศรีแก่ชาติ ฝันอย่างฉลาด จะพาชาติเจริญ)

มนูญ​ ศรีวิรัตน์ 

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เห็นแต่ไม่ได้มอง มองแต่ไม่เห็น

ที่ผ่านมาหลายๆ ครั้งในชีวิต เราได้เห็นหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่มากระทบดวงตาของเรา และที่สำคัญ คือ การมีแสงสว่างทำให้เราได้เห็นสิ่งต่างๆ และเช่นเดียวกัน เมื่อเราใช้ดวงตาของเราภายใต้แสงสว่างที่เพียงพอแล้วเพ่งไปที่สิ่งที่เรามีความสนใจ เราก็มักจะเรียกว่า มอง ซึงบางครั้งก็มีการเรียกว่า การมองเห็น

เช่น เรานั่งอยู่ข้างถนน เราเห็นรถยนต์วิ่งผ่านไปผ่านมา
และเช่นเดียวกัน เรามองรถยนต์คันหนึ่งสีแดงวิ่งผ่านหน้าเราไป

ดังนั้น จะเห็นว่า เราจะต้อง เห็นก่อน เราถึงจะมองสิ่งนั้นๆ ที่เราสนใจ จึงกลายเป็นว่า เรา มองเห็นรถยนต์สีแดงคันที่เราสนใจ เราลองมาพิจารณาดูว่า การเห็นแต่ไม่ได้มอง เป็นอย่างไร ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบเกี่ยวกับการเรียนหนังสือเพื่อให้ได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ในห้องเรียนหนึ่งอาจารย์ผู้สอนยืนอยู่หน้าห้อง มีนักเรียนในห้องเรียนประมาณ ๖๐ คน มีนักเรียนหลายๆ คนในห้องที่ใช้ดวงตาทั้งสองของพวกเขาและในห้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ ทำให้พวกเขาสามารถเห็นอาจารย์ผู้สอนที่อยู่หน้าห้อง พวกเขาเพียงแต่เห็นอาจารย์เท่านั้น แต่พวกเขาไม่ได้มองอาจารย์ผู้สอนเลย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้เห็นด้วยจิตที่ตั้งใจในการเรียน

อย่างไรก็ดี หลากเหล่านักเรียนดังกล่าวข้างต้น ได้แต่มองอาจารย์ คือ หมายความว่า เพ่งดวงตาทั้งสองไปที่อาจารย์ผู้สอนที่อยู่หน้าห้องเท่านั้น แต่ไม่ได้เห็นอาจารย์เลย เพราะพวกเขาเหล่านั้น ไม่ได้มองด้วยจิตใจที่ตั้งใจในการเรียน
ดังนั้น ถ้าจะให้ดี เมื่อนักเรียนได้เห็นแล้วก็ควรจะมองด้วย นั้น คือ การดูอะไรก็ตามแต่จะต้องใช้ดวงตาทั้งสองของเราให้สามารถเห็นสิ่งนั้นๆ และต้องมองด้วย เป็นการเห็นและมองด้วยจิตที่ตั้งใจใส่ใจในสิ่งนั้นๆ ด้วยเห็นนี้จะเห็นได้ว่า การเห็นและการมองเป็นสิ่งที่จะต้องคู่กัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนคิดว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ถ้าเราเห็นและมองในสิ่งที่เราทำอยู่นั้น เราจะมีความเข้าใจ เราจะมีความคิดกับสิ่งนั้นๆ มีความรู้สึกกับสิ่งนั้นๆ มีสติกับสิ่งนั้นๆ และในที่สุด เราก็สามารถพิจารณาทำให้เกิดความเข้าใจกับสิ่งนั้นๆ มากยิ่งๆ ขึ้น เหมือนกับในครอบครัวหนึ่งถ้าหากเกิดความไม่เข้าใจกัน คนในครอบครัวนั้น ก็ได้แต่เห็นกันเท่านั้น แต่ไม่ได้มองซึ่งกันและกัน ว่าแต่ละคนในครอบครัวกำลังทำอะไรอยู่ ใครทำอะไรก็ไม่สนใจ ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าหากครอบครัวใดที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกคนให้ครอบครัวต่างก็จะเห็นและมองซึ่งกันและกัน ว่าใครกำลังทำอะไรกันอยู่ ใครมีความเดือดร้อนอีกคนก็มองเห็นและเข้าไปช่วยเหลือ

ในองค์กรก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากคนในองค์กรนั้นต่างก็เห็นและมองซึ่งกันและกัน จะทำให้ทุกคนในองค์กรต่างก็ไถ่ถามทุกข์สุขของเพื่อนร่วมงานว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน แบ่งปันกัน ดูแลกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น การขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กรก็ไปได้รวดเร็วเจริญก้าวหน้า เพราะทุกคนในองค์กรล้วนแต่มีจิตใจที่มองเห็นซึ่งกันและกัน หากวันนี้เป็นต้นไปองค์กรของเรา มองและเห็นกันและกัน ผู้เขียนประกันได้เลยว่า องค์กรนั้นจะเป็นองค์กรหน่วยงานที่มีความสุขในการทำงานเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ เราคนไทยทุกคน เรามาเริ่มที่เห็นและมองตัวเองเสียก่อน เมื่อได้อย่างนั้นแล้ว ก็ลองเห็นและมองคนรอบข้าง แล้วก็เห็นและมองออกไปอีก คือ เห็นและมองสังคม เห็นและมองประเทศชาติ เมื่อเป็นเช่นกันแล้ว การเห็นและการมองจะทำให้เรามีความสุขเป็นอย่างมาก
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ปิดทองหลังพระ

ผู้เขียนได้อ่านบทสัมภาษณ์ของพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร กับ "ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว" ในหนังสือสกุลไทย มีความตอนหนึ่งที่น่าประทับมากๆ   


"... พอเดือนเมษายน ปี ๒๕๑๗​  ก็เป็นปีที่ต้องเฝ้าฯ กันใหม่เพราะท่านเสด็จฯ ไปประทับหัวหินทุกเดือนเมษายน  ผมก็มีบุญอีก ได้รับพระมหากรุณาฯ ให้เข้าไปรับพระราชทานเลี้ยง แต่คราวนี้มีบุญหนักเข้าไปอีกตรงที่ได้นั่งโต๊ะเสวยด้วย และอยู่ข้างพระเจ้าอยู่หัวด้วย พอรับประทานอาหารจะเสร็จแล้ว ก่อนเสด็จขึ้น ผมกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ท่านก็ถามว่าจะเอาอะไร ผมก็กราบทูลว่า  ขอพระบรมราชานุญาตปิดทองหน้าพระ   รับสั่งถามว่า ทำไม เกิดอะไรขึ้น ผมก็เล่าถวายละเอียดเลยว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมระหกระเหินแค่ไหน เสี่ยงอันตรายแค่ไหน ไปปะทะต่อสู้ เครื่องบินถูกยิงจนเกือบจะตก  แต่พอสิ้นปีผมไม่ได้เงินเดือนขึ้นสักบาท เพราะผมมีเรื่องทะเลาะกับนาย ท่านก็ฟังจนจบ ก็รับสั่งว่า ปิดทองหลังพระต่อไป แล้วมันจะล้นออกมาข้างหน้าเอง ตั้งแต่นั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ผมยึดหลักของพระเจ้าอยู่หัว คือ ผมทำให้มันดีที่สุด ใครจะชมก็ช่าง ใครจะด่าก็ช่าง ถ้าคุณดูให้ดีจะเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวเองท่านทรงปฏิบัติพระองค์อย่างนั้น ท่านทรงทำ ผมก็ทำตาม แล้วก็จริงอย่างที่ท่านรับสั่ง เวลานี้ทองยังล้นมาไม่หยุดเลย มันมาในรูปของลาภ ของยศ ของสรรเสริญ มาในรูปของความสุข..."


อ่านบทสัมภาษณ์ดังกล่าวแล้ว ผู้เขียนคิดว่า ควรจะเผยแพร่ให้ทุกท่านได้รับทราบเพื่อเป็นข้อคิดในการปฏิบัติตนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดๆ หน้าที่ใดๆ ก็ตาม


การปิดทองหลังพระ เป็นส่ิงที่บางท่่านอาจจะไม่ชอบ เพราะเป็นลักษณะการกระทำสิ่งใดแล้วไม่มีคนอื่นเห็นว่าเรากำลังทำอะไรให้กับหน่วยงานองค์กรที่เราทำงานอยู่ 


ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว บางคนอาจจะยังไม่เคยแม้จะคิดไปปิดทอง (ไม่ว่าจะหลังพระ หรือหน้าพระ) ความหมายก็คือ ไม่เคยคิดแม้กระทั่งจะกระทำความดี ประกอบความดีในการเรียน  การทำงาน หรือในการใดๆ    และประการสำคัญ คือ เวลาทำงาน โดยส่วนมาก ผู้คนที่ทำงานให้หน่วยงานองค์กรใดๆ ก็มักจะทำงานเพื่อให้เจ้านาย หรือ ผู้บังคับบัญชาให้ได้เห็นว่า เรานั้นเป็นผู้ทำ  ซึ่งบางครั้ง เขาเรียกว่า ทำงานเอาหน้าของตัวเอง      โดยปกติเรารู้กันว่า ใครก็ตามที่คิดทำงานเอาแต่หน้านั้น ไม่น่าจะคบหาสมาคมด้วย เพราะเป็นคนที่เอาความดีใส่ตัว เอาความชั่วให้กับคนอื่น


แต่อย่างไรก็ดี ในสังคมไทยถ้าหากเราได้ปฏิบัติตนให้เหมือนกับพลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับสั่งตามข้างต้น ที่ว่า " ปิดทองหลังพระต่อไป แล้วมันจะล้นออกมาข้างหน้าเอง " แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมของไทยเราคงจะมีแต่ความสุข เพราะสักวันเราจะมีทองที่ล้นออกมาข้างหน้าอย่างมากมาย


มีตัวอย่างที่ให้เห็นมากมายๆ แต่ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเป็นลักษณะการปิดทองหลังพระหรือไม่  คือว่า "...ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของดินแดนที่ไกลมากๆ งบประมาณก็มีจำนวนจำกัดค่อนข้างจะน้อย เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่ห่างไกลจากเมืองหลวง เงินสำหรับการจ้างดูแลภูมิทัศน์สิ่งแวดล้อมก็ไม่คอยจะมี แต่มีพื้นที่ให้ดูแลมากมายเหลือเกิน  คนงาน (หรือที่เรียกว่าคนสวน) ก็ทำงานในหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง เวลาทำงานเขาก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย ทำงานก็ตั้งแต่เช้าประมาณ ๘​ นาฬิกา ซึ่งทำงานดังกล่าวก็ร้อนมากๆ เพราะจะต้องเผชิญแดดที่แรงกล้าแผดเผาใบหน้าและร่างกาย  คนงานเหล่านี้จะต้องสวมหมวกบางครั้งก็ต้องสวมหมวกที่เรียกว่า หมวกไหมพรม (เพราะเขาต้องการที่จะปัองกันแสงแดดนั่นเอง) คนในมหาวิทยาลัยไม่เคยรู้เลยว่าเขามีหน้าตาอย่างไร เขาทำงานเหนื่อยหรือไม่ เขาได้รับค่าจ้างเพียงพอต่อการดำรงชีวิตหรือไม่ ทั้งที่ชีวิตอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์ทั้งการเรียน การสอน การทำงาน  แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการ คือ ต้องการให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีความสวยงาม มีภูมิทัศน์ที่น่าอยู่ แต่ทุกคนไม่เคยคิดเลยว่า จะทำมหาวิทยาลัย (บ้านของเรา) ให้น่าอยู่ได้อย่างไร มีแต่อ้างว่าไม่มีงบประมาณ ไม่มีคน ไม่มีสาระพัด แต่ไม่เคยคิดเลยว่า มีคนบางคนบางตำแหน่งที่จะต้องสู้แดดสู้ฝน เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยน่าอยู่... เขาเหล่านั้นอยู่เบื้องหลัง เวลามีงานใหญ่ๆ เป็นหน้าเป็นตาของมหาวิทยาลัยพวกเขาไม่เคยได้มีส่วนร่วม..."


ที่จริงแล้วในองค์กรหนึ่งๆ นั้น อาจจะมีหลายๆงาน หลายๆ ฝ่าย หลายๆ คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ พวกเขาเหล่านั้นไม่เคยมีโอกาสที่จะได้ ...​(เสนอหน้า) แต่ไม่ผู้เขียนคิดว่าไม่เป็นไรหรอกครับ เราทำงาน ปิดทองหลังพระต่อไป แล้วมันจะล้นออกมาข้างหน้าเอง  


และขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันปิดทอง...​ โดยปิดที่พระ และ ....​ปิดที่หลังขององค์พระต่อไป นะครับ


มนูญ​ ศรีวิรัตน์

ขอขอบพระคุณ ท่านที่กรุณาส่งบทสัมภาษณ์พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร ให้ได้อ่านนับว่าเป็นการปิดทองหลังพระช่วยกันต่อไป

วันอังคารที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553

น้ำท่วม น้ำตา และน้ำใจ

ช่วงเวลาการเปลี่ยนฤดูกาลระหว่างฤดูฝนและฤดูหนาว เรามักจะเห็นและประสบกับภัยตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำฝนที่บางปีก็แห้งแล้ง บางที่ก็มีปริมาณมากมายมหาศาล นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ไม่มีความแน่นอน แต่ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่สิ่งที่มาจากธรรมชาติมันมากมายเกินธรรมชาติของมัน เราก็มักจะประสบกับภัยของธรรมชาติดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่อง น้ำ ถ้าหากว่ามันมากมาย มันก็จะกลายเป็น น้ำท่วม ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภัย ทำให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดน้ำตาของผู้ประสบภัย รอยน้ำตาดังกล่าวทำให้เราชาวไทยไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลล้วนก็ทุกข์ไปด้วย ที่เราได้เห็นความเดือนร้อนของเพื่อนชาวไทยด้วยกัน น้ำตา สำหรับความทุกข์เป็นที่สิ่งเราทุกคนไม่ต้องการ แต่บางครั้งความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำท่วมดังกล่าว มันก็เกินไป ทำให้ผู้ประสบภัยต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เป็นสิ่งที่เราทุกคนคนไทยที่ไม่ประสบด้วยตนเอง จะต้องหาหนทางเยี่ยวยาบริจาคสิ่งของ ข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีพ



แต่บางครั้ง น้ำตา ก็หลั่งออกมาอันเนื่องมาจากพระกรุณามหาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ​ สมเด็จพระราชินีฯ​ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ โปรดกระหม่อม ฯ พระราชทาน สิ่งของเครื่องใช้ให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน ซึ่งน้ำตาดังกล่าวเป็นน้ำตา ที่แสดงถึงความตื้นตันใจอย่างหาที่สุดมิได้ที่ได้รับพระราชทาน น้ำตาดังกล่าวเป็นความรู้สึกที่ถึงแม้ว่าผู้ประสบภัยจะเดือดร้อนเพียงใด แต่เมื่อได้รับพระราชทานสิ่งของและเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินได้เสด็จมาเยี่ยมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน น้ำตาดังกล่าวก็เป็นน้ำตาที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เราชาวไทยต่างเทิดทูนไว้เหนือหัว



นอกจากเรื่อง น้ำท่วม น้ำตา ที่เราได้เห็นแล้ว เราชาวไทยยังเห็นความมี น้ำใจ ในการช่วยเหลือกันในยามที่คนไทยด้วยกันได้รับความเดือดร้อน น้ำใจ ดังกล่าวได้หลั่งออกมาจากทุกที่ทุกสถาน ทุกแห่งทุกหน คนที่ร่ำรวย คนที่มีฐานะดี ก็อาจจะช่วยเหลือมากหน่อย หน่วยงานใดที่มีปัจจัยพร้อม มีงบประมาณพร้อม ก็ต้องแสดงความมี น้ำใจ ต่อคนไทยด้วยกัน เราคนไทยถ้าหากไม่แสดงน้ำใจในเวลาที่คนไทยเดือดร้อนแล้ว เราคนไทยจะไปแสดงความมีน้ำใจตอนไหน น้ำใจ ถึงแม้ว่าบางท่านจะมีสักเล็กน้อยตาอัตภาพฐานะที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า เราคนไทยไม่ทิ้งกัน เราคนไทย จะช่วยเหลือกัน ดังนั้น น้ำใจ เป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมากที่ เราควรจะปลูกฝังใหเยาวชนลูกหลานของเราได้ตระหนักถึงเรื่อง การมีน้ำใจ ต่อไปในอนาคต มหาวิทยาลัยอาจจะรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ เข้าเรียนต่อ โดยวัดจากความมีน้ำใจ หรือบางครั้งอาจจะเรียกว่า จิตสาธารณะ ซึ่งถ้าหากนักศึกษามีน้ำใจ ทั้งเวลาเรียน เวลาจบสำเร็จการศึกษาออกไปทำงาน ก็มีน้ำใจต่อสังคม ต่อประเทศชาติ เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำใจ จะทำให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในทุกๆๆ ด้าน



ถึงแม้ว่า จะมีน้ำท่วม มีน้ำตา และถ้าหากเราคนไทยทุกคนมีน้ำใจ ผู้เขียนเชื่อว่า น้ำท่วมจะลดลงไปอย่างรวดเร็ว น้ำตาจากความเดือดร้อนก็จะจางหายไปโดยเร็วจากผู้ประสบภัย ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรามาช่วยกันให้มีน้ำใจ เพื่อทำให้น้ำท่วมและน้ำตา ลดลง กันเถอะครับ ผู้มีจิต มีน้ำใจ สามารถร่วมบริจาค น้ำ ข้าวสาร อาหารแห้งได้ที่ อาคารสำนักงานอธิการบดี (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานนี) ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป (๒๖​ ตุลาคม ๒๕๕๓)



มนูญ​ ศรีวิรัตน์






วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2553

I my mine and me (มันเรื่องของฉัน ของเรา ของผม หรือของกู)

สืบเนื่องจากที่ได้อ่านหนังสือ เดินสู่อิสระภาพ (ดร.ประมวล เพ็งจันทร์) แล้วจึงเลือกวันที่ 23 ตุลาคม 2553 (เลขรวมกันเป็น 30 คือวันเกิด 03 เดือนเกิดขอบคุณมากครับ สำหรับวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ที่ทำให้ได้เข้าใจหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างในชีวิตมากยิ่งข้น ถึงแม้ว่ามันเป็นอะไรที่น้อยนิดที่เริ่มต้นในเรียนรู้  และเป็นวันเริ่มต้นที่อยากจะบอกตัวเองว่าอะไรที่ทำให้เป็นทุกข์... เราจะทำให้มันยุติ เราจะเดินหน้าต่อไปเพื่อปลดเปลื้องความทุกข์ และหาความสุขที่ยั่งยืน ขอบพระคุณทุกท่านที่จะสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้


แต่กล่าวสำหรับวันนี้ ผู้เขียนตั้งใจเขียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่ว่า I my mine and me

I              ฉัน                           เรา                             ผม                            กู

my         ของฉัน                      ของเรา                       ของผม                     ของกู

mine      ซึ่งเป็นของฉัน            ซึ่งเป็นของเรา             ซึ่งเป็นของผม          ซึ่งเป็นของกู

me          ตัวฉันเอง                  ตัวเราเอง                    ตัวผมเอง                 ตัวกูเอง 

 

เอาละซิ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไงดี แต่มีความคิดเพียงว่า ไม่ลองเขียนก็ไม่รู้ ไม่ลองดูก็ไม่รู้เช่นกัน

อยากจะมันเป็นเรื่องที่ฉัน (เรา ผม หรือ กู) เขียนแล้วรู้สึกว่ามันทำให้เกิดความสุขแก่ทั้งตัวเอง

และแก่ผู้อื่นก็เท่านั้น 

 

สำหรับ ฉัน (เรา ผม หรือ กูบางครั้งจะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการกระทำใดๆ ทั้งเป็นผู้กระทำผู้เดียวและร่วมกับคนอื่น แต่ในทางตรงกันข้าม ฉัน (เรา ผม หรือ กูก็อาจจะถูกกระทำจากคนอื่นๆ หรือหลายๆ คน   ซึ่งเวลาที่เราเป็นผู้กระทำ เราจะมีความรู้สึกว่าเรานี่แหละมีความเป็นใหญ่ที่สุด ใครหน้าไหนก็อย่าได้มาขัดขวาง ถ้าหากไม่ได้อย่างใจของเรา เราก็เป็นทุกข์เสียเอง  หรือ เมื่อไรก็ตามที่เราถูกกระทำ เราก็มีความรู้สึกว่าโลกนี้ทำไมไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย มีแต่เราที่โดนเราที่เป็นทุกข์


ของฉัน (ของเรา      ของผม   ของกู) ซึ่งเป็นของฉัน มันเป็นสิ่งที่เรายึดเอาไว้ถือเอาไว้ว่าเป็นของๆ เรา เมื่อไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเป็นเจ้าของ เราจะมีควาาห่วงแหนเป็นอย่างมาก คอยเฝ้าดู คอยดูแลว่ามันจะเป็นอย่างไร และเช่นกันถ้ามีใครมาทำร้ายสิ่งที่เป็นของเรา เราก็จะมีความโกรธ เป็นทุกข์ เป็นแค้น  และประการสำคัญ คือ เราจะรู้สึกว่า จะต้องหาทาง เอาคืน แก้แค้นให้ได้   เมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็จะเป็นทุกข์ไปตลอด  


สำหรับตัวฉันเอง  (ตัวกูเอง) หากว่าเมื่อไรก็ตามที่เราคิดได้ว่า ตัวเราเอง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำให้เกิดความทุกข์ ทำให้เกิดความเดือดร้อน เรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาล้วนเกิดจากตัวเราเองที่เป็นผู้กระทำ  เราอาจจะต้องกลับถามหาว่า แล้วเรา (ฉัน​)​ ทำอะไรลงไป มีสติ สมาธิ กลับไปทบทวน เพื่อให้เกิดปัญญาด้วยตัวของเราเอง ว่า สิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้น มันดีหรือไม่ดี หากไม่ดี เราก็จะต้องหาหนทางแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น สิ่งใดที่ดีอยู่แล้วก็จะต้องรักษาความดีไว้ และทำให้ดีมากขึ้นกว่าเดิมอีก 


เรื่องของ เรา ตัวของเรา  มันเป็นของเรา และตัวเราเอง เป็นส่ิงที่น่าสนใจเป็นอย่างมากที่เราควรจะเรียนรู้ตัวของเราเองให้เข้าใจ ให้รู้รายละเอียดโดยเฉพาะรายละเอียดของจิตใจของตัวเรา  เหมือนกับเนื้อหาของเพลงๆ หนึ่งที่ว่า


ทุกชีวิตดิ้นรนค้นหาแต่จุดหมาย
ใจในร่างกายกลับไม่เจอ
ทุกข์ที่เกิดซ้ำ เพราะใจนำพร่ำเพ้อ
หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข


(ถ้าหากท่านใดอยากจะฟังเพลงดังกล่าว ก็เชิญเลยครับ)


อย่างไรก็ดี เมื่อเรียนรู้ตัวเอง หาหัวใจตัวเองให้เจอแล้ว  ตัวเรา เรา ก็จะต้องปรับเปลี่ยน เพราะเราไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยนจิตใจคนอื่นๆ ได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสุขในการเรียน การทำงาน และการอืนๆ เราก็ควรจะเรียนรู้เพื่อจะเป็น I my mine and me ให้มากที่สุด


มนูญ​​ ศรีวิรัตน์


....  ทำอะไรก็ผิด    

.....ทำอะไรก็ไม่ผิด

ฉัน  ทำอะไรก็ผิด    

เธอ ทำอะไรก็ไม่ผิด

ซึ่งที่จริง มันอาจจะถูกเรียกว่า ๒  มตฐ (ไม่ตามฐานะ) 



วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

โสด

ที่จริง เรื่องของคำว่า โสด มีน้องที่ทำงานเขาบอกว่าให้เขียนให้อ่านหน่อยจะได้หรือไม่ เพราะเขามีความรู้สึกว่าจะเป็นโสดหรือไม่เป็นโสดดี ผู้เขียนเองก็คงออกตัวเสียก่อนว่าไม่มีประสบการณ์เหมือนกันแต่ก็จะพยายามเขียน เพราะมีความรู้สึกว่า ถ้าเขียนแล้วทำให้เขาได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยก็คงจะดี

โสด ผู้เขียนไม่รุ้ว่าความหมายว่าแท้จริงว่าเป็นอย่างไร  แต่ที่เรารู้กันดี คือ โสด คือ คนที่ยังไม่ได้มีคู่ครอง อยู่คนเดียว โดยส่วนมากคำว่า โสด มักจะใช้กับคนที่มีอายุพร้อมที่จะมีครอบครัว เช่น อายุประมาณจบสำเร็จระดับอุดมศึกษา (คือระดับปริญญา) ซึ่งส่วนมากอายุก็คงจะราวๆ ประมาณ ๒๐ กว่าปี อย่างไรก็ตาม บางครั้งก็อาจจะมีคนที่ต้องการมีครอบครัวเมื่อเขามีความพร้อมโดยไม่ต้องจบปริญญาตรีก็ได้  ซึ่งคำว่า โสด นี้ สามารถได้ถึงกับคนที่มีอายุมากๆ ก็ได้ที่ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว อาจจะอายุ ๖๐​ ๗๐​ ๘๐​ หรือ มากกว่า จนบางครั้งอาจจะมีคนถามว่า อยู่เป็นโสด ทำไม 

กล่าวโดยสรุป คือ โสด เป็นคนที่อยู่คนเดียว ไม่มีคู่ครอง ซึ่งอาจจะมีคำถามว่า ดีหรือไม่  ผู้เขียนคิดว่าตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเขาเองว่ามีความรู้สึกอย่างไร บางท่านก็ไม่อยากจะเป็นโสดสักเท่าไร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะหาคู่ได้อย่างไร บางท่านอาจจะต้องการเป็นโสด แต่ก็มีผู้คนเข้ามาหา ซึ่งบางครั้ง การเป็นโสด หรือไม่เป็น​โสด เขาก็อาจจะเรียกว่า บุญเก่าที่ได้สร้างได้ทำมาตั้งแต่ชาติที่ผ่านมา หลายๆ ท่านอาจจะไม่เชื่อในชาติก่อนหน้านี้ที่เราเกิดมา แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน  แต่ท่านอาจจะเชื่อผู้เขียนว่า ทำไมชาตินี้ เราถึงต้องโสด เราถึงต้องไม่โสด  สิ่งหนึ่งที่เป็นไปได้ คือ ถ้าเป็นโสด ก็มักจะไม่มีใครสนใจและไม่สนใจใคร  ส่วนการไม่โสด ก็มักจะสนใจใครและมีคนมาสนใจเรา  ซึ่งความสนใจและไม่สนใจนี้แหละเป็นต้นเหตุของการจะโสดหรือไม่โสด

ถ้าหากว่าท่านใดที่ต้องการเป็นโสด ท่านก็ไม่ต้องไปสนใจใครทั้งสิ้น เขาเรียกว่า ไม่ต้องหาบ่วงกรรมมาใส่ตัวเอง ไม่ต้องหาความเป็นห่วงมาใส่ตัวเอง สำหรับไอ้ห่วงเนี้ย มันเป็นอะไรที่ไม่จบไม่สิ้น เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่ามันเป็นลักษณะวงกลมที่ไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหน จุดหมายปลายทางอยู่ที่ไหน ดังนั้น บางครั้งการเป็นโสดก็ดีเหมือนกัน คือ ไม่ต้องมีห่วง  ด้วยเหตุนี้ ผู้อ่านก็คงสรุปได้ด้วยตัวเองนะครับ

ครับ ไม่เป็นไร เรื่องโสด อาจจะทำให้หลายๆ ท่านเครียด เรามาลองเอาบางตัวบางอักษร บางสระ ออกจากคำว่า โสด จะดีหรือไม่ครับ

โสด ถ้าไม่มี สระโอ โอ้อวด โสด ก็จะกลายเป็น สด ซึ่งหมายถึง เรามีความสดชื่นในการใช้ชีวิต ในการดำรงชีวิต ดังนั้น ถ้าหากเรามีชีวิตที่เป็นโสด แล้วไม่โอ้อวด เราก็อาจจะมีความสดชื่นมีความสุขในการดำรงชีวิตในการทำงานของเรา  

อย่างไรก็ดี โสด ถ้าไม่มี ด.เด็ก ก็จะกลายเป็น โส ซึ่ง โส ทางภาคอีสาน มักจะใช้ในทางที่ไม่ดี เช่น โสตาย โสทิ้ง เป็นต้น อันหมายถึง จะทำอะไรโดยที่ไม่มีสตินั้นเอง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว จะเห็นว่า โสด และไม่มีเด็ก ก็ไม่ดีอย่างแน่แท้ 

สุดท้ายนี้ ก็อยากจะให้กำลังทุกๆ คนที่เป็นโสด และให้กำลังใจสำหรับท่านใดที่ไม่เป็นโสด การที่จะโสดหรือไม่โสด ไม่ใช้เรื่องที่สำคัญ เรื่องที่สำคัญ คือ เมื่อเป็นโสดแล้ว เราจะเป็นคนดีได้อย่างไร เมื่อไม่เป็นโสด เราจะเป็นคนดีได้อย่างไร เรื่องที่ดี สำหรับคนโสด และ ไม่โสด ที่ผู้เขียนจะขออนุญาตนำเสนอ คือ ให้เข้าใจตัวเองให้มากที่สุด และเข้าใจคนรอบข้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนโสดก็ต้องเข้าใจตัวเอง และคนอืนๆ ที่อยู่ใกล้ๆ เรา คนไม่โสดก็ต้องเข้าใจตัวเองและคนอืนๆ ที่อยู่กับเราและรอบๆ ข้างเรา และถ้าหากเป็นอย่างนั้นแล้ว ทั้งคนโสดและไม่โสด ก็จะ สด (ชื่น) ตลอดไป

มนูญ​ ศรีวิรัตน์