Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "บวชกาย บวชใจ ท่านปัญญานันทภิกขุ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "บวชกาย บวชใจ ท่านปัญญานันทภิกขุ" ท่านปัญญานันทภิกขุ ได้ปาฐกถาธรรมเรื่องเกี่ยวกับ "บวชกาย-บวชใจ" เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ กรกฏาคม ๒๕๒๗ ซึ่งสามารถหาอ่านได้จาก หน้า ๓๔ หนังสือ "ชีวิตเพื่อธรรม ธรรมเพื่อชีวิต" พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ)


พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกบวช อย่าเข้าใจว่าได้นุ่งเหลืองห่มเหลืองแล้วก็เป็นใช้ได้ ให้รู้ว่าที่เราให้ลูกบวชเพื่อเข้ามาศึกษาพระศาสนาอบรมบ่มจิตใจ ให้มีหลักธรรมะเพื่อเป็นพื้นฐานทางจิตใจ เมื่อออกไปอยู่บ้านก็จะได้ใช้หลักธรรมะที่เราได้เล่าได้เรียน เอาไปเป็นเครื่องมือป้องกันตนไม่ให้ตกต่ำไปสู่อบายคือความชั่วความร้าย

เพราะฉะนั้นการบวชต้องใช้เวลา ถ้ายังไม่มีเวลาที่่จะบวชนานก็เก็บไว้ก่อน เมื่อใดว่างจึงมาบวช หรือบางทีก็ บวชหน้าศพ บวชเช้าเย็นสึกแล้ว อาตมาก็ไม่รับบวชให้เหมือนกันนอกจากเด็กตัวน้อยๆ เอามาเล่นละครกันหน่อย ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่มาขอบวชหน้าศพ บอกว่า เธอไม่ต้องบวชหน้าศพ เธอไปยืนหน้าศพคุณพ่อ แล้วก็พูดดังๆ เอาไหม พูดดังๆ ว่า
         "ต่อหน้าไฟที่เผาศพคุณพ่อ ข้าพเจ้าขออธิษฐานใจว่า จะไม่เล่นการพนันตลอดชีวิต จะไม่ดื่มของมึนเมาตลอดชีวิต จะไม่คบเพื่อนชั่วตลอดชีวิต จะไม่เที่ยวกลางคืนตลอดชีวิ จะไม่ใช้จ่ายทรัพย์สุรุ่ยสุร่ายโดยไม่จำเป็นตลอดชีวิต จะไม่เกียจคร้านการงานตลอดชีวิต"

เอาเท่านี้ก็เหลือกินแล้ว พอกินแล้ว เหลือกินเหลือใช้ ไม่เอา มันจะเอาแต่แต่งตัวเล่นละครให้คนดูตอนเผาศพเท่านั้นเอง ให้บวชจริงอย่างนี้ไม่เอา อย่างนี้ละบวชแท้ แล้วไม่ใช่บวช ๓ วัน ๗ วัน บวชกันตลอดชีวิต

เพราะคำว่า "บวช" หมายความถึงว่า "งดเว้นจากการกระทำความชั่ว" ในภาษาบาลีว่า บัพพชา หรือ บวชเป็นอุบายงดเว้นจากการกระทำเรื่องชั่ว งดเว้นจากการคิดเรื่องชั่ว การพูดเรื่องชั่ว กระทำสิ่งชั่ว การไปสู่สถานที่ชั่ว การคบหาสมาคมด้วยคนชั่วๆ งดเว้นหมด

งดเว้นหมออย่างนี้มันก็ประเสริฐแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องโกนหัวขูดคิ้วก็ได้ เราไปยึดถือในรูปแบบมากเกินไป ไม่ได้เพ่งเอาเนื้อแท้ของการบวชว่าคืออะไร ถ้าเราจะบวชตามรูปแบบมันต้องมีเวลา มีโอกาสเหมาะที่เราจะบวชอย่างนั้น แต่ถ้าเรายังไม่มีเวลา ไม่มีโอกาสก็บวชทางจิตใจไปก่อนก็ได้

เพราะว่าการบวชนั้นมีอยู่ ๒ แบบ คือบวชทางร่างกาย และ บวชทางจิตใจ
บวชกาย นี่คือบวชตามรูปแบบ โกนหัว ขูดคิ้ว นุ่งเหลือง ห่มเหลือง
บวชใจ คืออธิษฐานใจ ตั้งใจงดเว้น ไม่กระทำอะไรที่เป็นการขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

ทุกคนมีโอกาสบวชด้วยกันทั้งนั้น แล้วบวชใจนี่แหละได้อานิสงส์มาก ได้ประโยชน์มาก เพราะว่าบวชนาน ไม่ได้บวช ๓ เดือน หรือ ไม่ได้บวช ๑๕ วัน แต่ว่าบวชกันไปตลอดชีวิตทีเดียว ตั้งใจงดเว้นจากเรื่องชั่วร้าย เช่น งดเว้นอบายมุขตลอดชีวิตไปเลยแล้วอานิสงส์มันจะมีขนาดไหน ก็ลองคิดดู

ปาฐกถาธรรมของท่านปัญญานันทภิกขุ ข้างต้นเกี่ยวกับเรื่องของการ "บวช" หากว่าทุกท่านไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง (ที่บางครั้งคิดว่าตัวเองไม่สามารถจะบวชได้) ได้อ่านหลายๆ รอบแล้ว เชื่อว่าทุกท่านจะสามารถ "บวช" ได้ในที่สุด

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้เมตตาพิจารณาแนะนำว่ามีส่วนใดที่จะต้องปรับแก้ไขเพื่อการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

บวชกายหรือบวชใจ  ต้องเข้าใจให้มากมี
บวชใจเป็นเรื่องดี  ทำชีวีมีเรื่องธรรม

งดเว้นในเรื่องชั่ว  เรื่องเมามัวตัวไม่ทำ
ทำดีมีประจำ  จิตจดจำธรรมสู่ใจ

บวชใจให้นานๆ จิตเบิกบานสานธรรมไว้
เด็กเล็กหรือผู้ใหญ่  ล้วนทำได้ใจรู้ดี

บวชกายเต็มรูปแบบ  จิตใจแนบธรรมมากมี
บวชใจก็เข้าที  นำชีวีดีทุกทาง

หากว่าจะคิดบวช จิตคอยตรวจหาหนทาง
จิตดีมีแบบอย่าง ธรรมส่องทางสว่างใจ

บวชจิตชิดธรรมะ  จิตเป็นพระมานะไว้
บวชได้ย่อมสุขใจ  เมื่อตายไปใจสุขเอย

ปภาวีร์ 
๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘


วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "วจนธรรม : ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด - สมเด็จพระสังฆราช"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "วจนธรรม : ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด - สมเด็จพระสังฆราช"  คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "ความฉลาด" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือ "วจนธรรม" ดังนี้ 




โดยเฉพาะหน้า ๑๙  ที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จปฏิบัติศาสนกิจ ณ แก่งสะพือ จังหวัดอุบลราชธานี 

"... โดยมากอุปสรรคต่างๆ เป็นเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยไม่มีสาระ แต่มักจะรับเข้ายึดเป็นอารมณ์กวนใจให้เดือดร้อนไปเอง จนถึงให้ทอดทิ้งความดี ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เป็นความฉลาด..."

คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชข้างต้น บอกได้คำเดียวว่า "โดน" คือ โดนใจเป็นอย่างยิ่ง ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ที่เราพุทธศาสนิกชนคนไทยน่าจะไตร่ตรองลองคิดพิจารณาว่าตัวของเรานั้น "มีความฉลาด" หรือไม่อย่างไร 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้เมตตาพิจารณาแนะนำเพื่อการปรับแก้ไขให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

อุปสรรค์ย่อมจะมี  ทางที่ดีมีแก้ไข
หยุมหยิมมากเกินไป  น่าเศร้าใจในจิตตน

เล็กน้อยไร้สาระ  แต่มักจะละอดทน
กวนใจในกมล  นี่หนอคนอารมณ์ร้าย

เดือดร้อนกันไปเอง  ไม่รีบเร่งน่าเสียดาย
ธรรมะยังไม่สาย  อย่าเอียงอายทิ้งความดี

อารมณ์ที่กวนใจ  จะเผาไหม้ในฤดี
เดือดร้อนทุกนาที  นำชีวีดีไม่ได้

ถ้าเป็นอยู่อย่างนี้  คงไม่ดีมีทุกข์ใจ
ธรรมะมากเอาไว้  ฉลาดได้ในทันกาล

หยุมหยิมและเล็กน้อย  ธรรมจากน้อยมากประสาน
มีธรรมอีกไม่นาน   จิตเบิกบานนิพพานเอย

ปภาวีร์ 
๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๘

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ผลของกรรมนั้นแน่นอน ไม่มีข้อยกเว้น - สมเด็จพระสังฆราช"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ผลของกรรมนั้นแน่นอน ไม่มีข้อยกเว้น - สมเด็จพระสังฆราช"  คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "ผลของกรรมนั้นแน่นอน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากโครงการแผยแพร่ธรรมะยุคดิจิตอล "เสียงธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" น่าหาฟังเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็น File mp3 แบ่งเป็นตอนๆ รวมความยาวเสียงธรรมในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชทั้งสิ้นประมาณ ๕๐๐ ชั่วโมง ซึ่งในหน้า ๓ ของหนังสือดังกล่าวน่าสนใจ ตามรูปภาพต่อไปนี้


"     เมื่อใดมีความคิดว่าเราทำดีไม่ได้ดี หรือเขาทำดีไม่ได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง... ทำดีต้องได้ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น
      เมื่อใดมีความคิดว่าเราทำไม่ดีแต่กลับได้ดี หรือเขาทำไม่ดีแต่กลับได้ดี ก็พึงรู้ว่าเมื่อนั้นกำลังหลงคิดผิดจากความจริง กำลังเข้าใจผิดจากความจริง... ทำไม่ดีต้องได้ไม่ดีเสมอ ไม่มียกเว้นด้วยเหตุผลใดทั้งสิ้น"

คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชข้างต้น เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งที่เราทุกคนควรจะต้องน้อมเข้าไว้ในจิตใจให้ดีๆ เพื่อได้ระลึกอยู่เสมอว่า "จะต้องทำดี" 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้เมตตากรุณาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

ทำดีย่อมได้ดี  ทำไม่ดีมีทุกข์ใจ
ดีนั้นออกจากใจ  ดีหรือไม่ใจรู้ดี

ทำดีอาจจะยาก แต่สามารถหากอยากดี
ทำได้ทุกนาที  ยิ่งทำดีมีผลบุญ

ทำดีดีที่จิต  ที่ละนิดคิดเป็นทุน
ทำได้ธรรมเกื้อกูล  จะเป็นคุณหนุนต่อไป

ทำดีทุกเวลา  ธรรมนำพาค่ายิ่งใหญ่
ทำดีอย่าเสียใจ  ต้องเข้าใจว่าได้ดี 

ทำดีจิตแจ่มใส  อยู่ข้างในใจรู้ดี
ใครว่าเราไม่ดี  ยิ้มทุกทีที่ได้ทำ

ทำดีแล้วสุขใจ  ไม่ว่าใครใจมีธรรม
ใครจะใหญ่เกินกรรม  ดีแล้วทำนำต่อไป

ทำดีอยู่ที่เรา  ไม่มีเศร้าเมาทุกข์ใจ
ต้องทำทุกวันไป  สุขฤทัยนิรันดร์กาล

ทำดีดีที่สุด  ธรรมอย่าหยุดสุดเบิกบาน
เข้าสู่แดนนิพพาน  สุขสำราญกาลสิ้นเอย

ปภาวีร์ 
๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๘

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ผู้ไม่ปรารถนาทุกข์ พึงหลีกเลี่ยงกรรมชั่ว - สมเด็จพระสังฆราช"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ผู้ไม่ปรารถนาทุกข์ พึงหลีกเลี่ยงกรรมชั่ว - สมเด็จพระสังฆราช"  คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "ผู้ไม่ปรารถนาทุกข์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือพระนิพนธ์ "ธรรมเพื่อความสวัสดี" หน้า ๓๕ ดังรูปภาพต่อไปนี้ 


กรรมนั้น เป็นความสำคัญแก่ทุกชีวิต ทั้งทางดีและทางร้าย คือ ทั้งมีคุณและมีโทษ.
กรรมดี... ก็มีคุณ กรรมไม่ดี...ก็มีโทษ การรู้จักกรรมให้ถูกต้อง จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง แม้การรู้จักรรมจะเป็นเรื่องยาก เพราะลึกซึ้งและสลับซับซ้อนมาก แต่ก็ควรที่จะพยายามทำความเข้าใจเรื่องกรรมและการให้ผลของผลให้ถูกต้อง จะได้ไม่ได้รับผลร้ายหรือโทษของกรรม จะได้ได้รับแต่ผลดีหรือคุณของกรรมเท่านั้น.


คติธรรมคำสอนข้างต้นในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนคนไทยจะได้น้อมนำทำตาม คิดตาม แล้วจะได้ "ไม่มีกรรม" ในที่สุด (ลองหาอ่านต่อสำหรับหนังสือพระนิพนธ์ เรื่อง "ธรรมเพื่อความสวัสดี")

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้โปรดเมตตากรุณาพิจารณาชี้แนะเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

กรรมนั้นสำคัญยิ่ง  เป็นความจริงยิ่งปรากฎ
ทุกคนประสบหมด  จะต้องพบร้ายหรือดี

มีคุณและมีโทษ  มีประโยชน์หากกรรมดี
ผลร้ายกรรมไม่ดี  ยิ่งมากมีดีไม่ได้

กรรมดีก็มีคุณ  เป็นผลบุญหนุนต่อไป
กรรมร้ายตายทุกข์ใจ  เวียนวนไปไม่สิ้นสุด

เข้าใจให้ลึกซึ้ง  ธรรมที่พึ่งพึงอย่าหยุด
ผลกรรมมีทุกจุด  ดีที่สุดธรรมให้มี

กรรมใดที่เราก่อ  จะเฝ้ารอต่อชาตินี้
เลือกทำแต่กรรมดี  นำชีวีดีต่อไป

อาจยากรู้จักกรรม  จิตใฝ่ธรรมทำดีไว้
กรรมดีจิตฝั่งใจ  เมื่อตายไปใจสุขเอย

ปภาวีร์ 
๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๘

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "จิตจะผ่องใส - สมเด็จพระสังฆราช"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "จิตจะผ่องใส - สมเด็จพระสังฆราช"  คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "จิตจะผ่องใส" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากหนังสือพระนิพนธ์ "ธรรมเพื่อความสวัสดี" หน้า ๓๑ ดังรูปภาพต่อไปนี้ 



ดังนั้น การทำจิตให้ผ่องใส จึงอยู่ที่การพยายามไม่นำจิตเข้าไปอยู่ในแวดวงของกิเลส พยายามนำจิตออกให้ไกลกิเลสให้มากที่สุด พยายามให้สม่ำเสมอ แม้จิตจะถอยไกลบ้างใกล้บ้างกับกิเลส ก็จะมีเวลาหนึ่งที่จะไกลได้โดยไม่กลับถอยเข้าไปกิเลสอีก กิเลสจะไม่อาจปกคลุมจิตให้เศร้าหมองได้อีก ความผ่องใสประภัสสรอ้ันเป็นธรรมชาติแท้ของจิต จะไม่ถูกบดบัง จะปรากฎรุ่งเรืองงดงาม พร้อมด้วยความสิ้นร้อน สิ้นเศร้ามอง.

คติธรรมคำสอนข้างต้นในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่พุทธศาสนิกชนคนไทยจะได้น้อมนำทำตาม คิดตาม แล้วจะได้ "สิ้นร้อน" ในที่สุด (ลองหาอ่านต่อสำหรับหนังสือพระนิพนธ์ เรื่อง "ธรรมเพื่อความสวัสดี"

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ผู้อ่านทุกท่านได้โปรดเมตตากรุณาพิจารณาชี้แนะเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

อันจิตจะผ่องใส  ธรรมมากไว้ในทุกวัน
ธรรมะจะเสกสรรค์  ชั่วนิรันดร์สุขกมล

กิเลสอย่าเข้าใกล้  หนีให้ไกลไปให้พ้น
สั่งจิตให้อดทน  ตอนเป็นคนสนธรรมไว้

จิตคิดถอยให้ห่าง  เป็นหนทางสร้างบุญใหญ่
กิเลสเผามอดไหม้  ธรรมที่ใจให้มากมี

ผ่องใสประภัสสร  ได้ทุกตอนสิ้นร้อนที
เศร้าหมองหมดทันที  สุขฤดีมีสุขเย็น

ต้องฝึกจิตผ่องใส  ธรรมเข้าใจไม่ยากเย็น
ธรรมะจิตจะเห็น  ทุกเช้าเย็นเป็นแน่นอน

ปลายทางของจุดหมาย  เมื่อจะตายประภัสสร
ดับทุกข์หมดสิ้นร้อน  อำนวยพรนิพพานเอย

ปภาวีร์ 
๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๘

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "สติปัญญาดังกระจก - สมเด็จพระสังฆราช"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "สติปัญญาดังกระจก - สมเด็จพระสังฆราช"  คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่องของสติปัญญาเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง ขอเชิญรับฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้



เมื่อมีสติกับปัญญามาเป็นกระจกส่องดูจิตขอ­งตนเอง ก็ย่อมจะรู้จักจิตของตนเองว่าเป็นอย่างไร

สองสิ่งข้างต้นคือ "สติกับปัญญา" เป็นที่สิ่งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชได้เมตตาไว้เชื่อว่าจะเป็นคำสอนย้อนให้ทุกท่านได้คิดว่า ตัวของเรานั้น มีสติและปัญญากันหรือยัง ซึ่งหากว่ามีแล้ว ย่อมจะสามารถรู้จักจิตของเราว่าเป็นอย่างไรในที่สุด

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดกรุณาเมตตาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขให้ดีขึ้นต่อไป ดังนี้

สติกับปัญญา  สิ่งมีค่าพาส่องจิต
สมาธิที่ละนิด  สติคิดติดตามมา

สองสิ่งเป็นกระจก  จะต้องยกส่องค้นหา
ส่องจิตด้วยปัญญา  แล้วพบว่าเป็นอย่างไร

ต้องหมั่นภาวนา  เกิดปัญญาพาเข้าใจ
ส่องจิตดูรู้ไว้  นิ่งหรือไม่ใจรู้ดี

ต้องรู้จิตของตน  เรื่องใดสนค้นให้ดี
สติมากเรื่องดี  สมาธิดีมีทุกตอน

กระจกที่ส่องจิต  ธรรมใกล้ชิดคิดกลับย้อน
ไม่ดีมีมาก่อน  รีบตัดรอนก่อนสายไป

ตั้งใจในสติ  สมาธิมากเข้าไว้
ปัญญาเกิดทันใด ส่องจิตได้ในทันที

จิตจะพบธรรมะ  ยิ่งมานะจะรู้ดี
ปัญญาพาเรื่องดี  นำชีวีมีสุขเอย

ปภาวีร์ 
๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน เกี่ยวกับ "สมเด็จพระสังฆราชฯ"

รวม Link ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน เกี่ยวกับ "สมเด็จพระสังฆราชฯ" 


http://msrivirat.blogspot.com/2015/03/blog-post_2.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/03/blog-post_29.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/03/blog-post_90.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/03/blog-post_55.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/03/blog-post_53.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/05/blog-post_7.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/05/blog-post_26.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_38.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_32.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_69.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_64.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_23.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_71.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/07/blog-post_39.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/08/blog-post_31.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/09/blog-post_4.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/09/blog-post_6.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/09/blog-post_12.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/09/blog-post_18.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/09/blog-post_38.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/10/blog-post_0.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/11/blog-post_71.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/11/blog-post_22.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/11/blog-post_28.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/11/blog-post_29.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/11/blog-post_30.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_1.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_2.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_3.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_5.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_6.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_7.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_8.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_9.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_10.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_11.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_12.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_13.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_14.html

http://msrivirat.blogspot.com/2015/12/blog-post_15.html

ปภาวีร์ 
๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๘