Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน “เป็นเด็กแม่พาเข้าวัด”

      เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีกว่าที่แล้ว  ตอนเป็นเด็กชั้นประถมศึกษาจำได้ว่า บ่อยครั้ง (ทุกวันพระและวันอื่นๆ ) คุณแม่จะพาไปทำบุญที่วัดเหนือสุพรรณวราราม (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าไปวัดเพื่ออะไร แต่ที่แน่ๆ คือ ณ ที่ศาลาการเปรียญของวัดเหนือฯ สิ่งที่ต้องเห็นเป็นประจำทุกครั้งที่ไปวัดแห่งนี้ คือ รูปภาพที่น่ากลัวของการตกนรกขุมต่างๆ (คุณแม่เล่าให้ฟังตอนนั้น)

     ทำให้รู้ว่าเป็นภาพที่ติดต่างมาถึงปัจจุบัน  ซึ่งก็เป็นข้อดีเหมือนกันที่ทำให้คนเราสามารถจดจำอะไรที่ภาพแล้วบันทึกอยู่ในสมองไว้ได้นาน  นอกจากนั้น การไปวัดแต่ละครั้งจะต้องนั่งให้เรียบร้อยห้ามพูดคุยส่งเสียงดัง และฟังเสียงสวดมนต์ โดยขณะนั้นเป็นเด็กก็ยังไม่เข้าใจหรอกว่าแปลว่าอะไร หมายถึงอะไรกันแน่  ได้แต่นั่งในอาการหูก็ฟัง ตาก็ดูที่พระสงฆ์ และรูปภาพภายในศาลาฯ ไปด้วย  ยิ่งตามองดูภาพนานเท่าไร ยิ่งทำให้มีความรู้สึกกลัวมากเท่านั้น ว่าถ้าหากเราเป็นดั่งในภาพ แล้วตัวเราจะเป็นอย่างไร (คิดถึงเมื่อตอนนั้น น่ากลัวจริงๆ ครับ)  

(ขอขอบพระคุณรูปภาพจาก http://larnbuddhism.com/godgram/nr/03.html)
(ขอขอบพระคุณรูปภาพจาก http://www.t3surat.ac.th/webboard.php?id=20&wpid=0031)
(ขอขอบพระคุณรูปภาพจาก http://larnbuddhism.com/godgram/nr/04.html)

     และเช่นเดียวกัน สมัยก่อนจะมีงานวัดจำไม่แน่ชัดว่าเป็นงานอะไร โดยในช่วงกลางคืนคุณแม่จะพาไปวัดเหนือฯ เช่นกัน  ท่านพาไปกราบไหว้พระพุทธรูปพระประธานในพระอุโบสถ งานดังกล่าวน่าจะบุญเดือนสี่ “บุญผะเหวด” บุญพระเวสสันดร หรือบุญมหาชาติ ซึ่งจะมีการนำผ้าที่มีภาพพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในภพชาติต่างๆ ๑๐ ชาติ มาแสดง (พร้อมทั้ง มีการเทศน์ที่มีลักษณะดังตัวอย่างต่อไปนี้  พระเวสสันดรชาดก เทศน์แหล่อีสาน
https://www.youtube.com/watch?v=q9eFBy9RyaI  หรือ https://www.youtube.com/watch?v=0EOzZO49SyQ  https://www.youtube.com/watch?v=AGdXvEk1Apg )  ทั้งนี้ จำได้ว่าเมื่อได้เข้าฟังเทศน์ในลักษณะดังกล่าวแล้ว มีความประทับใจน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเป็นมีทำนองที่ไพเราะอย่างมาก  ดังนั้น การไปวัดในตอนเย็นในโอกาสบุญผะเหวดในเดือนสี่ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพ ๑๐ ภพชาติของพระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะตรัสรู้เป็น “พระพุทธเจ้า” พร้อมทั้งได้ยินเสียงเทศน์แหล่อีสานที่หาฟังได้ยากมาก  

    สรุปได้ว่า การที่แม่พาเข้าวัดเมื่อตอนยังเยาว์วัย นับว่าเป็นผลดีอย่างยิ่ง ทำให้เห็นภาพของการตกนรกที่ยังติดตามาถึงปัจจุบันนี้  ยิ่งทำให้ตัวเราตระหนักยิ่งขึ้นว่า ในชาตินี้ชาติปัจจุบันจะต้องไม่ทำอะไรที่เป็นสิ่งทำให้ตัวเราตกนรก  นอกจากนั้น การเข้าวัดในเทศกาลบุญต่างๆ ทำให้ได้ยินเสียงเทศน์ที่ทำให้ตัวเราได้คิดตาม ทำให้เกิดสมาธิในการฟังเป็นอย่างดียิ่ง  ดังนั้น  แสดงว่าอวัยวะของมนุษย์เราในการรับข้อมูลจากการเห็นและการฟังเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เห็นภาพทำให้เกิดสตินึกคิดในสิ่งที่ดีๆ การฟังทำให้เกิดสมาธิได้รับสิ่งดีๆ ประทับในจิตใจของเราไปตลอดชีวิต  ด้วยเหตุนี้ หากเป็นไปได้ วัดวาอารามต่างๆ ในปัจจุบันคงจะได้อนุรักษ์รูปภาพขุมนรกต่างๆ  เพื่อให้เด็กพุทธศาสนิกชนคนรุ่นหลังได้เห็นภาพเหล่านั้นอันจะเป็นสิ่งเตือนใจในการทำดี (ละเว้นความชั่ว) พร้อมทั้ง อนุรักษ์รักษาประเพณีบุญต่างๆ เทศน์ต่างๆ เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รับฟังเกิดสมาธิความคิดจิตสร้างสรรค์นำปัญญาที่มีคุณค่าในที่สุด

เมื่อแม่พาเข้าวัด กิจวัตรอันดีงาม
ไปด้วยไม่เคยถาม คอยติดตามทุกท่วงที

ตาดูในรูปภาพ จะสามารถเห็นสิ่งดี
จดจำทำความดี เพื่อหลีกหนีนรกภัย

หูฟังในเสียงเทศน์  สิ่งวิเศษฟังเข้าใจ
ตาดูหูฟังไป จิตผ่องใสเข้าใจธรรม

ทุกอย่างเริ่มตอนเด็ก กลเม็ดแม่พาทำ
ทำให้จิตน้อมนำ เลยมีธรรมประจำเอย

ปภาวีร์
๔ มกราคม ๒๕๕๘







วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน “เมื่อพ่อบวชเป็นพระ”

เย็นวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๘ ได้นั่งคุยกับกับหลานสาว (ติ๊ก) และคุณตาอ้วน ศรีวิรัตน์ “เกี่ยวกับชีวิตและการทำบุญ” ซึ่งคุณตาอ้วนได้เล่าว่าดีใจที่ในชีวิตได้ถวายพระประธานแก่วัดต่างๆ ในอำเภอสุวรรณภูมิไปแล้ว ๙ องค์  และได้เตรียมตัวเพื่อจะไปจากโลกนี้ไว้แล้วเช่นกัน โดยคุณตาอ้วนบอกว่า “ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย จะเร็วหรือจะช้าก็แล้วแต่ละคน หากไม่อยากตายก็ไม่ต้องเกิด”

ที่นี้ขอวกเข้าเรื่องเกี่ยวกับคุณตาอ้วนและการบวช ซึ่งท่านมีโอกาสเรียนไม่สูง คือ เรียนถึง ป.๒ และมีโอกาสเรียน ป.๒ ได้เพียง ๕๐ วันเท่านั้น ต้องออกจากโรงเรียนเพื่อตามแม่ไปทำมาหากิน จนกระทั่งเมื่ออายุ ๒๒ ปี ได้มีโอกาสบวช พรรษาแรก ณ วัดสว่างโพธิ์ทอง (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) พอพรรษาที่ ๒ ได้ย้ายไปจำพรรษา ณ วัดเหนือสุพรรณวราราม (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) ซึ่งพรรษานี้สามารถที่สอบผ่านนักธรรมตรี และต่อมาพรรษาที่ ๓ ต้องกลับไปจำพรรษา ณ วัดสว่างโพธิ์ทอง อีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งนี้ ต้องมาทำหน้าที่ในตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสว่างโพธิ์ทอง (เนื่องจากท่านเจ้าอาวาสได้ไปจำพรรษาอยู่ที่ตำบลหัวโทน ในฐานะเจ้าคณะตำบลหัวโทน) แต่เมื่อพ้นพรรษาที่ ๓ แล้ว ปรากฏว่าได้ตัดสินใจลาสิกขา เนื่องจาก ด้วยเหตุผล คือ “ไม่อยากเป็นเจ้าอาวาส เพราะคิดว่ายังมีความรู้น้อย”


เมื่อลาสิขาแล้ว พ.ศ.๒๔๙๕ ได้ตัดสินใจไปทำงานที่กรุงเทพ พักกับญาติที่ท่าเรือคลองเตยโดยประกอบอาชีพที่ใช้กำลัง คือ “ถีบสามล้อ” ทั้งนี้ ได้ทำมาหากินแถวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยจอดสามล้อประจำที่ตลาดสามย่าน และหาปั่นสามล้อหากินแถวหน้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (แสดงว่าครั้งหนึ่งพ่อเคยเป็นเด็ก “สามย่าน”)  สำหรับค่าเช่าสามล้อวันหนึ่ง ๑๐ บาท (สำหรับรถใหม่) และประมาณ ๗ บาท (สำหรับรถเก่า)  วันหนึ่งๆ สามารถเหลือหักค่าเช่าแล้วประมาณวันละ ๒๐-๓๐ บาท โดยที่ค่ารถสามล้อเริ่มจากราคา ๑ บาท ถึงประมาณ ๑๐ บาท (ระยะทางจากท่าเรือคลองเตยมาถึงหัวลำโพง ๘ - ๑๐ บาท) อย่างไรก็ดี มีครั้งหนึ่งเกือบตายที่จะต้องปั่นสามล้อพร้อมคนนั่งผ่านสะพานยศเส (สะพานยศเส คือ สะพานกษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นสะพานที่ให้รถไฟผ่านซึ่งสูงชันมาก) ด้วยค่าจ้างผ่าน ๕ บาท (ระยะทางจากเจริญผลไปโรงพยาบาลหัวเฉียว)  และเมื่อครั้งหนึ่งจำได้ว่าในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๕ เวลา ๒๐ น. จอดรถ (สามล้อ) เพื่อนั่งฟังข่าววิทยุ (เสียงตามสายเสาไฟฟ้า) ดีใจอย่างอย่างยิ่งที่ได้ยินว่ามีพระประสูติกาลพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ต่อมา เพื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์อีกครั้งหนึ่งในวันเพ็ญเดือนหก โดยได้จำพรรษา ณ วัดเหนือสุพรรณวราราม (อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด) โดยการบวชครั้งที่สองนี้ได้สอบผ่านนักธรรมโท และ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ เจ้าคณะอำเภอสุวรรณภูมิได้แต่งตั้งให้มีฐานานุกรม “พระสมุห์อ้วน ปิยะธรรมโม”  ได้รับมอบหมายเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะอำเภอสุวรรณภูมิ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับพระวินัยของสงฆ์และเป็นคณะกรรมการด้านดังกล่าว  อย่างไรก็ตาม ก็พยามยามสอบนักธรรมเอกอยู่ ๓ ปี แต่ก็ไม่ผ่าน เนื่องจาก ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เพราะต้องทำหน้าที่ปฏิบัติวัด ดูแลพระ ดูแลเณร รวมทั้งเด็กวัดที่พ่อแม่นำมาฝากพักที่วัดเพื่อโรงเรียน ช.วิทยา (ปัจจุบันยุบไปแล้ว)  โรงเรียนสามัญ (ปัจจุบันคือโรงเรียนสุวรรณภูมิวิทยาลัย) โดยมีเด็กวัดมีประมาณแต่ละปี ๒๐ คน การที่จะต้องปฏิบัติวัดเลยไม่ได้เรียนอ่านหนังสือเพื่อสอบนักธรรมเอกได้ไม่เต็มที่ และในที่สุดก็หมดความเพียรทางศาสนา จึงได้ลาสิกขา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ เพื่อออกมาครองฆราวาสประกอบสัมมาชีพปกติ



นั่น เป็นบุญของคุณตาอ้วนที่ได้เข้าสู่ร่มกาสาพัสตร์ ๒ ช่วงของชีวิต รวมเป็นจำนวน ๑๒ พรรษา ซึ่งท่านก็ได้ทำเต็มกำลังความสามารถของท่านแล้ว และที่สำคัญคือ ผลบุญที่ท่านเคยบวชมาแล้ว ทำให้ท่านได้เข้าถึงธรรมะได้ไม่ยาก โดยผ่านการอ่านหนังสือธรรมะ การได้ฟังธรรม (จาก mp3 หรือ ทางโทรทัศน์) ทำให้ท่านได้ซาบซึ้งรสพระธรรมได้ง่าย  ไม่มีข้อสงสัยในพระรัตนตรัย รักษาศีล ๕ อย่างมั่นคง จิตใจระลึกถึงพระคุณพระศรีรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) อยู่เป็นประจำ และที่สำคัญคือ คิดเสมอว่าตัวเองต้องตาย และเตรียมตัวตายไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเช้าวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๘ ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ณ วัดสว่างโพธิ์ทอง  ท่านได้บอกลูกและหลานๆ ไว้เมื่อตายแล้วให้เอากระดูกมาไว้กับองค์ธาตุของญาติๆ บริเวณแถวซุ้มประตูโขงของวัดฯ

ดังนั้น สรุปได้ว่า “เมื่อพ่อบวชเป็นพระ” ท่านได้พยายามเต็มที่ในหน้าที่ของตน และเมื่อพิจารณาด้วยจิตของตนว่าไม่ไหวท่านก็หยุด แต่ก็ไม่เคยหยุดในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา รวมถึงระลึกตนอยู่เสมอว่าเมื่อขณะที่มีชีวิตอยู่ให้หมั่นทำความดี ไม่ต้องกลัวตาย ความตายจะมาถึงเมื่อไรไม่ทราบ แต่ที่ทราบคือ เตรียมตัวตายไว้แล้ว  ชีวิตคนเราก็มีเพียงแค่นี้แหละครับท่านทั้งหลาย (อ่านเพิ่มเติมต่อ เรื่อง “บันทึกของพ่อ ... ลูกขอบันทึกต่อ” ได้ที่  http://msrivirat.blogspot.com/2014/06/blog-post.html)

ปภาวีร์
๔ มกราคม ๒๕๕๘



ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ข้อคิดดีๆ จาก เจ้าคณะภาค ๑๐ ธ."

"ธรรมะเพื่อชีวิต"ในวันนี้ ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอการบันทึก "การประชุมพระสังฆาธิการคณะสงฆ์ธรรมยุต" (ระหว่างวันที่ ๑๕- ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ วัดหนองบัว อุบลราชธานี) ซึ่งสามารถรับชมในส่วนของท่านเจ้าคณะภาค ๑๐ ธ. (พระธรรมฐิติญาณ(ศรีจันทร์) เจ้าอาวาสวัดบึงพระลานชัย จ.ร้อยเอ็ด) ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=t9tNnOtvNSY



       ซึ่งท่านเจ้าคณะภาค ๑๐ ธ. ได้มีเมตตาอย่างยิ่งในการประชุมดังกล่าว โดยข้อคิดที่สำคัญที่ท่านคณะภาค ๑๐ ธ. ได้ฝากไว้คือ "เกี่ยวกับการเป็นผู้บริหาร" จะต้องคำนึงถึงคือ ต้องเสียสละ พร้อมทั้ง 
     ๑. ไวต่อปัญหา 
     ๒. กล้าหาญเด็ดเดี่ยว
     ๓. เชี่ยวคล่องการงาน
     ๔ .วิชาการก้าวหน้า
     ๕. เข้าหามวลชน

ครับ คำว่า "เสียสละ" เป็นคำสั้นๆ แต่บางครั้งทำยากเหลือเกิน เนื่องจากว่าตัวเราอาจจะมีความห่วง มีความหวง มีความเป็นเจ้าของในสิ่งนั้นๆ (ทั้งรูปธรรม และหรือ นามธรรม ก็เป็นได้)  หรืออาจจะกล่าวง่ายๆ คือ "มีความยึดติด" อยู่นั่นเอง ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังยอมรับเลยครับว่าเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ แต่หากว่าเราลองเริ่มต้นที่จะสละ ไม่ยึดติดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ใกล้ตัวของเรา (คิดเสียว่ามันไม่มีประโยชน์ต่อตัวเรา) ผู้เขียนเองไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำว่า "เสียสละ" และ คำว่า "บริจาค" เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร แต่คิดว่าทั้งสองคำน่าจะเป็นเรื่องที่ดี (ทั้งนี้ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องราว บริจาค ได้เลย) ด้วยเหตุนี้ หากว่าตัวเราเริ่มต้นด้วยการ "เสียสละ" หรือ "บริจาค" ได้ยิ่งมาก น่าจะเป็นผลดีต่อตัวเราและผู้อื่น เพราะทำให้จิตของเราเริ่มได้ฝึกการไม่ยึดติด ได้ลดความอยาก ได้ลดความเป็นห่วง ได้ลดความหวงเป็นเจ้าของลงไปได้ เมื่อจิตไม่ยึดติด ความทุกข์ก็ย่อมน้อยลงไปตามลำดับ ไม่วุ่นวายในเรื่องดังกล่าวอีกต่อไป 

กล่าวสำหรับ "ธรรมะ" ของท่านเจ้าคณะภาค ๑๐ ธ. ที่ได้กล่าวถึง "ผู้บริหาร" ข้างต้นนั้น ผู้เขียนคงไม่ขอก้าวล่วงเนื่องจากเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่งต่อผู้บริหารทุกระดับ โดยฝ่ายฆราวาสเองสามารถที่จะนำประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  อย่างไรก็ดี หากว่าตัวเรานำมาประยุกต์ใช้กับตัวของเรา (ถึงแม้จะไม่ได้เป็นผู้บริหาร) ผู้เขียนคิดว่าน่าจะสามารถประยุกต์ได้เช่นกันครับ โดยที่หากตัวเราประสบปัญหาเรื่องใดๆ ก็ให้ใช้สติจิตคิดไตร่ตรองให้รู้ถึงสาเหตุปัญหาอย่างแท้จริง แล้วใช้ความกล้าของเราในการตัดสินใจแก้ปัญหาดังกล่าวให้จบสิ้นโดยพลันทันที  ส่วนความเชี่ยวชาญการงานของเราก็ต้องอาศัยความเพียรขยันหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่างๆ (ซึ่งปัจจุบันสามารถที่ค้นคว้าหาความรู้ได้จาก Internet เป็นอย่างดี) ส่วนการเข้าหามวลชน อันนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากหากว่าเรารู้อะไรดีแล้ว ในปัจจุบันเราสามารถใช้เครื่องมือของ Social Media ในการเผยแพร่ความรู้หรือสิ่งดีๆ ของเราให้เพื่อนๆ เราก็จะสามารถได้มวลชนกัลยาณมิตรที่ร่วมกุศลกันมากยิ่งๆ ขึ้น 

จงไวต่อปัญหา  พร้อมต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
การงานต้องคล่องเชี่ยว พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์

ชีวิตต้องเรียนรู้  จะได้รู้วิชาการ
ก้าวหน้าประสานงาน  พร้อมสืบสานหามวลชน

บริหารเป็นงานใหญ่ ต้องเข้าใจและอดทน
เสียสละเพื่อผู้คน อุทิศตนสนเรื่องดี

ชีวิตเสียสละ พร้อมลดละลงทุกที
รับรองเกิดผลดี ส่งชีวีมีสุขเอย

ปภาวีร์
๓ มกราคม ๒๕๕๘ 










วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ปีใหม่ชีวิตใหม่"

เริ่มต้นปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๘ มาได้เป็นวันที่สอง หลายๆ ท่านมีกิจกรรมหลายอย่างที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสมความชอบ ตามจริตของตนเองอย่างมีความสุข  แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะขาดไม่ได้คือ ทุกคนอย่างได้สิ่งดีๆ สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเป็นสิริมงคลต่อตัวเองและครอบครัวญาติมิตรสหาย  บางท่านก็ท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นก่อนใครในสยาม ชมธรรมชาติที่หนาวเย็นได้สัมผัสธรรมชาติอย่างมีความสุข อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ “ปีใหม่ชีวิตใหม่” หากว่าเราคนไทยตั้งใจตั้งจิตต้องที่จะเปลี่ยนตัวเองให้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น พร้อมกับน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีแด่ปวงชนชาวไทยเนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๘ ความตอนหนึ่งที่ว่า “ขอให้ประชาชนชาวไทยตั้งใจให้เที่ยงตรงแน่วแน่ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใดให้คิดให้ดีให้รอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้การกระทำนั้นบังเกิดผลเป็นความสุขความเจริญที่แท้จริงและยั่งยืนทั้งแก่ตนเองและประเทศชาติ” มาปฏิบัติตนในปีใหม่เพื่อให้มีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น เชื่อว่าเราทุกคนจะประสบแต่ความสุขความเจริญในที่สุด

กล่าวสำหรับปีใหม่ในปีนี้มีกิจกรรมดีๆ คือ “สวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๘” ซึ่งจากการรายงานของ กระทรวงวัฒนธรรมทราบว่ามีผู้เข้าร่วมโครงการกว่า ๑๗ ล้านคน นับได้ว่าสิ่งที่บ่งบอกถึงสิ่งดีๆ สำหรับประเทศไทยของเรา เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีจิตใจที่ผ่องใสสดชื่นพร้อมที่รับสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ทำให้ชีวิตมีคุณภาพที่ดีโดยอาศัยพลังจิตที่ดีเป็นตัวนำ ซึ่งเหมือนกับคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว” เพราะเมื่อไรก็ตามที่จิตของเรามีความสุข มีความเข้มแข็ง มีความผ่องใสบริสุทธิ์ ย่อมจะส่งผลดีต่อร่างกายของเราในที่สุด ดังนั้น ปีใหม่ชีวิตใหม่ ๒๕๕๘ สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ “การรักษาจิตดูแลจิตให้ดี” แล้วจะส่งผลให้มีชีวิตร่างกายในปีใหม่มีความสุขแน่นอน

เมื่อกล่าวถึงชีวิตใหม่ บางท่านอาจจะบอกว่าคงจะต้องรอถึงภพหน้าชาติหน้าเพื่อจะได้ชีวิตใหม่ แต่จริงๆ แล้ว ตัวเราสามารถที่จะเปลี่ยนตัวเองให้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเก่าได้ทุกเวลาทุกขณะที่ตราบใดที่เวลานาฬิกายังคงเดินไปข้างหน้า โดยไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าก็ได้  เรามาเริ่มชีวิตใหม่กันได้เลย โดยเริ่มที่จิตใจที่ใหม่ ละความโกรธ มีความเมตตากรุณาต่อกัน ที่สำคัญคือ อภัยต่อสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต เชื่อว่าปีใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ เราจะมีชีวิตใหม่จะดีที่สุดอย่างยิ่ง จะเห็นว่าเมื่อไรก็ตามที่เรานำ “ธรรมะ” มาไว้ที่จิตของเรา ชีวิตเรา (กาย) จะมีความสุขปิติขึ้นมาทันที 

ดังนั้น ในเมื่อช่วงรอยต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่เราได้สวดมนต์ข้ามปีไปแล้ว  เราได้น้อมธรรมะมาสู่ตัวเราผ่านจิตของเรา หากว่าต่อไปในปี พ.ศ.๒๕๕๘ เราลองหาเวลาในการสวดมนต์ข้ามวัน (จากวันเก่าไปสู่วันใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่เหมาะสมกับจริตของเรา เช่น ๐๕.๐๐ น ถึง ๐๖.๐๐ น. หรือ๒๐.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น.เป็นต้น) เชื่อว่าจะเป็นการทำให้จิตของเรามีธรรมะมากยิ่งๆ ขึ้น แล้วตอนนั่นกายของเรา (ที่เป็นบ่าวของจิต) จะเป็นชีวิตใหม่ที่มีความสุขตลอดปี พ.ศ.๒๕๕๘ และตลอดไปในที่สุด

ปภาวีร์
๓ มกราคม ๒๕๕๘

ปีใหม่ชีวิตใหม่ ศึกษาใจคิดเรื่องดี
นำธรรมสู่ชีวี เกิดผลดีมาสู่ตน

ปีใหม่ต้องกล้าเปลี่ยน พร้อมพากเพียรและอดทน
เรื่องดีจะต้องสน เรื่องหมองหม่นลืมสิ้นไป

ปีใหม่เปลี่ยนวิถี ทำเรื่องดีด้วยหัวใจ
ทำสิ่งที่ตั้งใจ สุขฤทัยอย่างแน่นอน

ปีใหม่ตั้งใจมั่น ทำดีกันอย่างถาวร
ธรรมะอย่าตัดรอน กราบขอพรมีสุขเอย

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะเพื่อชีวิต "ทางโลก + ทางธรรม"

หลายปีที่ผ่านในชีวิตผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะ อ่านคำสอนของพระอริยะสงฆ์ (สายวัดป่า ธรรมยุต และ พระนักปฏิบัติ) นับว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีผู้ชี้แนะให้อ่านหนังสือของหลวงพ่อจรัญ(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://msrivirat.blogspot.com/2014/01/blog-post_18.htmlหรือที่ http://msrivirat.blogspot.com/2014/06/blog-post_23.html )



  พร้อมทั้งมีบุญที่ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลืองานโครงการบูรณะเส้นทางธรรมะสู่ความเป็นหนึ่ง  (หลวงปู่เสาร์ กันติสีโล http://msrivirat.blogspot.com/2012/10/blog-post.html  หรือ https://www.facebook.com/groups/529791813717687) และมีโอกาสไปรับใช้งานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จาม มหาปุญโญ (http://msrivirat.blogspot.com/2014/01/blog-post.html) โดยในครั้งนั้นผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือของหลวงปู่จามเกือบทุกเล่ม ทำให้ได้มีสติคิดว่า “ชีวิตคนเราก็เพียงเท่านี้”



 นอกจากนั้น หลายปีที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพร่วมทำบุญกฐินสามัคคี  (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://msrivirat.blogspot.com/2014/04/blog-post_17.html หรือ https://www.facebook.com/groups/kathin)ในหลายวัดทำให้ทราบว่า “การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง” ทำให้ชีวิตเริ่มคิดว่า “จริงๆ แล้ว เราต้องการอะไรกันแน่” ซึ่งทำให้ผู้เขียนต้องหาอ่านหนังสือธรรมะที่เกี่ยวข้องหลายๆ เล่ม จำได้บางไม่ได้บาง ทำให้เกิดความคิดว่า รู้อะไรควรจะเขียนบันทึกเอาไว้ เลยเป็นที่มาว่าหลายปีที่ผ่านมาได้เขียนเรื่องราวบันทึกไว้ใน Blog ทั้ง http://msrivirat.blogspot.com หรือ อื่นๆ http://hlifebym.blogspot.com รวมทั้ง อยู่ดีๆ เมื่อประมาณปลายปี ๒๕๕๕ ได้เริ่มแต่งกลอนเล่น http://handwriting-ojt.blogspot.com/ ทั้งนี้ ในชีวิตไม่เคยคิดจะแต่งกลอนอะไรเลย (ก็คงจะแต่งไปเรื่อยๆ ครับ ดีไม่ดี ก็ทำให้เกิดสติ และมีสมาธิกับผู้เขียน)

   อย่างไรก็ดี เป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่อยู่ดีๆ ผู้เขียนได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://msrivirat.blogspot.com/2014/03/blog-post.html หรือ  http://msrivirat.blogspot.com/2014/04/youtube.html) การที่อ่านการที่เขียนก็อาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการบันทึกเผยแพร่ให้เพื่อนๆ กัลยาณมิตรทาง Social Media ให้ท่านใดที่สนใจได้ทราบเพื่อขยายสิ่งดีๆ ให้เพิ่มขึ้นไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งคำสอนของพระพุทธองค์ และ พระอริยสงฆ์ ผู้เขียนก็ได้เคยเขียนรวบรวมไว้เช่นกัน (แต่อาจจะเป็นเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง http://msrivirat.blogspot.com/2014/04/blog-post_8.html) 

   นอกจากนั้น ผู้เขียนเองชีวิตได้เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือ (ส่วนเล็กๆ น้อยๆ) ให้แก่วัดต่างๆ เช่น วัดหนองบัว อุบลฯ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://msrivirat.blogspot.com/2014/01/blog-post_9.html หรือ https://www.facebook.com/watnongbua.ubon ) และ วัดสระประสานสุข (อ่านเพิ่มเติมได้ที่  http://msrivirat.blogspot.com/2014/08/blog-post_23.html  หรือ  https://www.facebook.com/LuangPuBoonmee ) หรือ วัดหลวง (พระพุทธบุษยรัตนมงคล และ โครงการพระพุทธนวคุณ )เป็นต้น

    ซึ่งคิดเสมอว่า สิ่งที่ผู้เขียนได้ทำข้างต้น (บางส่วน) นั้น เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ จะทำให้หลุดพ้นหรือเปล่า ทำให้ผู้เขียนต้องคิดว่า หากเราไม่หยุดมัวหลงในลาภยศสรรเสริญและสิ่งอื่นๆ แล้วเมื่อไรละที่จะสามารถหลุดพ้นได้ แน่นอนว่า “การบวช” เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ครับ

  อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า หลายปีที่ผ่านมาได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติตน เกี่ยวกับธรรมะ (เพียงบางส่วนเล็กๆ น้อยๆ) ซึ่งก็มีหนังสือที่น่าสนใจหลายเล่มเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
๑. ตามรอยอริยเจ้าเข้านิพพาน โดย พศิน อินทรวงศ์
๒. นิพพานฉับพลัน โดย นิโรธ จิตวิสุทธ์
๓. อยู่บ้านนิพพานได้ โดย แปลง สุวรรณกาญจน์
เป็นต้น (ลองหาโอกาสอ่านกันนะครับ)ซึ่งนั่นเป็นส่วนของหนังสือ (ที่เป็นประสบการณ์แนวปฏิบัติของผู้ที่รู้ทางโลก)

    ส่วนทางธรรม ทางวัด โชคดีเหลือเกินที่เมื่อช่วงวันนี้ ๑๕-๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปที่วัดหนองบัว (อุบลฯ) ซึ่งมีการประชุมพระสังฆาธิการคณะสงฆ์ธรรมยุต (https://www.youtube.com/watch?v=t9tNnOtvNSY) ซึ่งมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้พบเจอแล้วต้องกลับมาถามใจตัวเองว่า เหมาะสมกับจริตของเราหรือไม่อย่างไร ก็ยังเป็นคำถามที่คั่งค้างคาใจอยู่เช่นเคย (ยังหาคำตอบไม่ได้)  

     และโชคดีอีกอย่างหนึ่ง คือ สองสามวันต่อมา ณ ห้องสมุดคณะวิทยาศาสตร์ (บ่ายของวันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๗) มีกัลยาณมิตรอีกท่านได้มานั่งคุยกับผู้เขียน (เป็นเวลาเกือบสามชั่วโมง)  ประโยคแรกที่ท่านถามเขียน คือ “จะไป บวช เมื่อไร และที่วัดไหน” ผู้เขียนได้แต่ยิ้มแล้วตอบไปว่า “ยังไม่ได้กำหนดครับ”  

     ท่านดังกล่าว ท่านยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้ยินคำตอบจากผู้เขียนและแววตาของท่านบ่งบอกถึงความจริงใจอย่างยิ่ง พร้อมมีน้ำตานิดๆๆ (ที่ลูกตา) หลังจากนั้น ท่านได้เล่าให้ฟังมากมายว่า ดังนี้
“เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ท่านตามหาธรรมะจากสายวัดป่าไม่ว่าจะเป็นดินแดนจังหวัดต่างๆ ในอีสานไม่ว่าจะเป็นสกลนคร นครพนม รวมถึงอุบลราชธานี และท่านก็ฝึกปฏิบัติตนไปทำบุญที่วัดเป็นประจำในทุกโอกาส จนเพื่อนๆ คิดว่าท่านไม่ปกติ  และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ท่านได้กลับมาฝึกดูจิตของตน ได้พบว่าสิ่งที่ได้ทำที่ผ่านมาอาจจะไม่เหมาะกับจริตของตน ในที่สุดได้ฝึกจิตให้มากยิ่งขึ้นโดยให้เข้าใจเกี่ยวกับกฎไตรลักษณ์ และจะพบกับจิตที่แท้จริง ซึ่งทุกวันนี้วัดวาอารามได้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยหาที่เข้าถึงคำสอนคำปฏิบัติตามพระสายป่าอย่างแท้จริงอาจจะยากนิดหน่อย”
            ซึ่งจริงๆ แล้วกัลยาณมิตรท่านได้กล่าวให้เล่าให้ผู้เขียนฟังมากกว่านี้ แต่ผู้เขียนจำได้แต่นี้ แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่งสำหรับคำแนะนำที่ล้ำค่า ที่ท่านจะได้กรุณาเสียสละเวลามานั่งคุยด้วย และประโยคสุดท้ายท่านยังได้ย้ำเน้นว่า “ขอให้คิดดีๆ ให้หาสิ่งที่เหมาะกับจริตของตนให้เจอ”
   กล่าวสำหรับการ “บวช” นั้น คุณพ่อของผู้ขียนได้ขอเพียงว่าอย่าบวชนาน เพราะอายุยังน้อยอยู่ (ซึ่งเราเป็นลูกก็ต้องฟังผู้เป็นพ่ออย่างยิ่ง) แต่จริงๆ แล้วชีวิตของคนเรานั้น ไม่ทราบว่าเมื่อไรจะไปจากโลก เพราะ “ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก” (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://msrivirat.blogspot.com/2014/10/blog-post_27.html)  ดังนั้น ทำให้ผู้เขียนต้องคิดสิ่งดีที่สุดให้เหมาะกับจริตของตนมากที่สุด โดยคงจะต้องลองถามจิตของเรา เพราะจิตของเราผ่านภพชาติมานานแสนนาน ผ่านความวุ่นวายมาหลายภพชาติ ไม่สามารถที่สงบนิ่งได้โดยใช้เวลาเพียงน้อยนิด
           
ความวุ่นวายที่ยุ่งเหยิง 
ต่างเป็นเพลิงเผาผลาญใจ
วุ่นวายมีต่อไป 
แล้วเมื่อไหร่จะสิ้นลง

วุ่นวายไม่สงบ 
ไม่รู้จบหากไม่ปลง
วุ่นวายคงคำรง 
ยั่งยืนยงคงต่อไป

วุ่นวายเพราะความอยาก 
ยิ่งมีมากทุกข์เรื่อยไป
วุ่นวายในจิตใจ 
ทำอย่างไรคิดให้ดี

วุ่นวายจะสิ้นสุด 
หากว่าหยุดวุ่นฤดี
วุ่นวายหมดเสียที 
จิตคิดดีมีหยุดเอย
            
    ครับ ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อไรก็ตามที่เราให้ความสำคัญกับจิตของเรามากยิ่งขึ้น และตั้งมั่นว่าเราจะต้องหลุดพ้น แล้วค้นหาหนทางที่ว่า “อะไรที่น่าจะเป็นสิ่งที่ดีในตอนนี้” เพราะอย่างไรก็ตามแต่ การจัดการจิตให้ได้ตามหนังสือที่กล่าวไว้ข้างต้นทั้ง ๓ เล่มนั้น เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเข้าใจให้ท่องแท้  โดย “การบวช” ผู้เขียนต้องขอเริ่มต้นโดยการเริ่มที่ใจ บวชใจให้ได้เสียก่อน ฝึกปฏิบัติตน ปฏิบัติธรรมให้จิตนิ่งมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติใจให้ได้ก่อน ค่อยๆ เป็นไป บวชใจให้ได้ แล้วค่อยบวชกาย ครับ การบวช "จิต" คือ อะไร
----------------------
ต้องบวชเริ่มที่จิต 
ที่ละนิดในทุกวัน
บวชจิตยากเหมือนกัน 
ลงมือพลันในทันใด

บวชจิตคิดให้ดี 
เข้าใจดีธรรมเรื่องใหญ่
บวชจิตอยู่ที่ใจ 
ไม่ว่าใครควรลองดู

บวชจิตเริ่มที่ตน 
จิตใจสนใฝ่เรียนรู้
บวชจิตไตร่ตรองดู 
แล้วจะรู้ดีให้สุด

บวชนั้นเริ่มที่ บ. 
จิตต้องพอบริสุทธิ์
ว.เว้นให้สิ้นสุด 
พร้อมจะหยุดสิ่งไม่ดี

ช.ชอบในธรรมะ 
มีมานะยิ่งจะดี
บวชจิตเริ่มทันที 
ส่งผลดีต่อตัวเรา

บวชจิตได้ทุกคน 
ฝึกกมลไม่มัวเมา
ไม่ดีไม่ต้องเอา 
ลืมเรื่องเก่าเศร้าทิ้งไป

บวชจิตเป็นประจำ 
จะเห็นธรรมอันยิ่งใหญ่
บวชจิตทุกเพศวัย 
ย่อมสุขใจนิรันดร์เอย

 ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือ จะต้องรีบตัดความวุ่นวายทั้งหลายลงให้ได้ เนื่องจาก ความวุ่นวายเป็นสิ่งที่ผกผันกับความสงบนิ่ง อันความวุ่นวายคือ “ความอยาก” อยากมากทุกข์มาก น่าจะเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องเสมอ



ทางโลกหรือทางธรรม 
ใช้จิตนำถูกจริต

ทุกทางล้วนต้องคิด 
เพื่อให้จิตสู่นิพพาน


ได้อย่างต้องเสียอย่าง 
หาหนทางใจประสาน
ธรรมนำอีกไม่นาน 
จิตก่อการสงบเย็น

เป้าหมายไปให้ถึง 
ต้องคำนึงสิ่งที่เป็น
นิพพานไม่ยากเย็น 
สิ่งจำเป็นฝึกจิตใจ

ศีลห้าต้องมั่นคง  
ตามประสงค์อย่างตั้งใจ
พระรัตนตรัย 
น้อมจิตใจกราบบูชา

ความตายต้องมาแน่ 
สิ่งจริงแท้ไม่คอยท่า
นับวันถึงเวลา 
ไม่รอช้าเราทุกคน

ทางหนึ่งที่ต้องไป 
เตรียมจิตใจอย่างอดทน
ธรรมะให้มากล้น 
จิตสู้ทนทางพ้นภัย

ไม่ขอกลับมาอีก 
ไม่ต้องรีบต้องได้ไป
ศึกษาธรรมเข้าใจ 
เสร็จเมื่อไรไปแน่นอน

ตั้งมั่นในทุกวัน 
จิตสั่งพลันตัดนิวรณ์
นำธรรมเข้ามาก่อน 
ย่อมได้พรนิพพานเอย