Nuffnang Ads

วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หนังสือดีๆ "คนหยั่งรู้"


ก่อนอื่นผู้เขียนขอบอกเลยว่า ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่จะถึงนี้ หากผู้อ่านมีเวลาว่างไม่มีอะไรทำ ลองไปร้านหนังสือแล้วถามหาหนังสือ "คนหยั่งรู้" โดยท่าน ดร.วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังเลยครับ  

ซึ่งเมื่อผู้เขียนได้อ่านแล้ว อดไม่ได้ที่จะขออนุญาตนำบางส่วนมาเผยแพร่เพื่อจะได้ข้อคิดดีๆ ในการดำรงชีวิตนี้ (ซึ่งชีวิตคนเรานั้นสั้นนัก อ่านเพิ่มเติมเรื่อง "ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก")  ดังนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านลองอ่านบางส่วนในหนังสือเล่มนี้ครับ (อ่านแล้วต้องไปซื้อเล่มจริงด้วยนะครับ)













ครับ ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เราในปัจจุบันอย่างยิ่ง  ซึ่งหากว่าเราสามารถหยั่งรู้เข้าใจในความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับธรรมะ ผู้เขียนเชื่อว่าชีวิตนี้คงจะมีความสุขอย่างยิ่ง 

หากเป็นคนหยั่งรู้  คงต้องรู้ในเรื่องดี
หลายสิ่งไม่รู้ดี  อาจอวดดีว่าเข้าใจ

ต้องฝึกมีสติ  สมาธิที่เป็นใหญ่
หยั่งรู้ในทันใด รู้อะไรให้รู้ดี

หยั่งรู้ต้องฝึกฝน พร้อมอดทนสู้ชีวี
หยั่งรู้ให้มากมี พบสิ่งดีเกิดพลัง

หยั่งรู้ให้มากมาย ก่อนจะตายใจต้องสั่ง
จิตรู้เป็นที่ตั้ง จนกระทั่งหยั่งรู้เอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com






วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันคณิตศาสตร์ => สุข หรือ ทุกข์ เลือกเอาเอง

ชื่อเรื่องของวันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ว่า "ฟังก์ชันคณิตศาสตร์ => สุข หรือ ทุกข์ เลือกเอาเอง" ท่านผู้อ่านคงจะต้องเลือกเอาเองนะครับ 

อาจจะมีผู้คนเคยถามว่า "วิทยาศาสตร์ (และคณิตศาสตร์) เกี่ยวพันสัมพันธ์กับพุทธศาสนาหรือไม่" อันนี้ผู้เขียนไม่มีความสามารถที่ตอบได้  เพียงแต่ทราบว่า "ทำดี ได้ดี" "ทำไม่ดี ได้ไม่ดี" ซึ่งก็อาจจะเกี่ยวกับฟังก์ชันคณิตศาสตร์ได้เช่นกัน กล่าวคือ 

f (ทำดี)  = ได้ดี 

หรือ 

f (ทำไม่มี) = ได้ไม่ดี

ซึ่งฟังกชันข้างต้น ในทางคณิตศาตร์ เป็นความสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง

f (x) = y

ที่นี้ ขออนุญาตวกกลับมาที่เกี่ยวกับชื่อเรื่องข้างต้น ผู้เขียนได้ลองเขียนเล่นๆ ตามรูปภาพดังต่อไปนี้


ซึ่งก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอออกตัวเสียก่อนนะครับว่า รูปภาพข้างต้นอาจจะไม่ถูกต้องก็เป็นได้ (คงจะต้องให้ผู้รู้ผู้เชียวชาญได้กรุณาอีกครั้งหนึ่ง) 

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนคิดว่า เรื่องของ ความสุข ความทุกข์ และความอยาก ย่อมจะมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ทั้งสามตัวแปร (ความสุข ความทุกข์ และความอยาก) ย่อมจะอยู่คู่โลกนี้ไปอีกนานแสนนาน เพียงเมื่อไรก็ตามที่ตัวเราต้องการเป็น "1" ที่มีความสุขที่แท้จริงคงจะต้องพิจารณาไตร่ตรองกันเอาเองนะครับผม 


ความอยากนั้นมันง่าย หากไม่ตายย่อมอยากมาก
ความสุขนั้นหายาก หากสุขมากต้องอยากน้อย

ความทุกข์สัมพันธ์กัน เกิดทุกวันไม่ต้องคอย
ความทุกข์นั้นจงปล่อย ให้เกิดน้อยยิ่งจะดี

ความสุขอาจจะเป็นหนึ่ง จะต้องพึ่งธรรมอย่างดี
ความทุกข์จากชีวี เกิดผลดีสุขนิรันดร์

ความสุขหรือความทุกข์ เกิดทุกยุคผ่านมากัน
ความสุขปัจจุบัน น้อมธรรมนำจิตสุขเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๗




เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๓


และเช่นเดียวกันวันนี้ (๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗) เป็นเรื่องดีๆ เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี โชติปาโล เช่นกัน 

เมื่อวานวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ณ วัดสระประสานสุข มีพิธีวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปูบุญมี โชติปาโล (Click ดูรูปภาพได้ที่ https://www.facebook.com/LuangPuBoonmee)

ซึ่งผู้เขียนมีส่วนร่วมเล็กๆ เท่านั้น และที่สำคัญที่ช่วงหนึ่งได้ฟังพิธีกรของงานฯ ได้กล่าวถึงพระพุทธรูป ๒ องค์ (ขนาดประมาณหน้าตัก ๑๒๐ นิ้ว) โดยที่แต่ก่อนนั้น พระพุทธรูป ๒ องค์นี้ ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ของหลวงปู่บุญมี ตามรูปภาพดังต่อไปนี้



เมื่อมีการปรับปรุงพื้นที่ที่จะรองรับการวางศิลาฤกษ์ฌาปนสถาน (เมรุ) คณะกรรมการจัดงานได้เห็นพร้องต้องกันว่า ควรจะย้ายองค์พระทั้งสองไปไว้บนโบสถ์เรือสุพรรณหงส์ไปพลางก่อน โดยได้ความอนุเคราะห์ประสานงานขอกำลังทั้งรถยกและกำลังพลจากกองบินที่ ๒๑ (อุบลราชธานี)

ปรากฏว่าเมื่อทำการเคลื่อนย้ายมาถึงบริเวณด้านหน้าของโบสถ์เรือสุพรรณหงส์  ตำแหน่งตามรูปภาพต่อไปนี้

"ยางรถยกของกองบินที่ ๒๑ ได้แบนลงเหมือนกับยางรั่วไม่สามารถที่จะทำการเคลื่อนย้ายต่อไปได้ นายทหารพลขับเลยต้องนำรถยกกลับที่กองบินเพื่อทำการซ่อมตรวจสอบรอยรั่วว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อนำไปตรวจสอบเติมลมจนเต็มเหมือนปกติ แล้วตรวจสอบก็ไม่ปรากฎมีการรั่วใดๆ เกิดขึ้น  จึงได้แจ้งคณะกรรมการทราบ ซึ่งเวลานั้นก็เป็นเวลามืดค่ำแล้ว คณะกรรมการเลยตัดสินว่า ในเมื่อเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์ซึ่งเป็นไปได้ว่าหลวงปู่อาจจะไม่ต้องการให้นำพระพุทธรูปทั้ง ๒ องค์ ไปไว้บนโบสถ์เรือสุพรรณหงส์ก็เป็นได้ จึงยุติการเคลื่อนย้ายเพียงเท่านี้"

ครับ นั่นเป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนได้ยินจากพิธีกรของงานวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าสำคัญอย่างยิ่ง คือ "บางสิ่งบางอย่างไม่สามารถใช้วิทยาศาสตร์อธิบายในสิ่งนั้้นได้" แน่นอนว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็นเป็นสิ่งที่ทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพลังแห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ พลังแห่งจิตที่ใฝ่ธรรม พลังแห่งความดีที่ได้ร่วมกันทำ

บางสิ่งมองไม่เห็น อาจจะเป็นเรื่องที่ดี
หลายสิ่งล้วนแต่ดี เข้าใจดีต้องศรัทธา

บางสิ่งที่มองเห็น อาจไม่เป็นดั่งที่ว่า
ทุกสิ่งที่ผ่านมา มีที่มาพร้อมเหตุผล

บางสิ่งไม่เคยเห็น คงต้องเป็นเรื่องน่าสน
ทุกสิ่งคงต้องค้น เห็นกับตนย่อมจะดี

บางสิ่งไม่เคยมอง มัวแต่จ้องเรื่องไม่ดี
เพราะหลวงปู่บุญมี มีเรื่องดีที่สุดเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com


 


วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๒

ครับ ผู้เขียนวันนี้โชคดีอีกครั้งที่ได้พบรู้จักกับภรรยาท่านถวัลย์ เรียนวิริยะกิจ (ประธานคณะกรรมการฝ่ายเหรัญญิกพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล  อ่านเรื่องราว เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๑ )

โดยท่านถวัลย์ได้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักภรรยาของท่าน โดยที่ท่านถวัลย์ได้เกริ่นนำเกี่ยวกับพระที่ห้อยคอที่เป็นเหรียญของหลวงปู่บุญมีรุ่นที่ ๑ หายจากคอ


ผู้เขียนได้ยินท่านถวัลย์กล่าวไปก็นึกในใจว่า "เรื่องอะไร" "เป็นไปได้อย่างไร"

และเมื่อผู้เขียนยกมือไหว้แฟนท่านถวัลย์ (คือ ท่านพิราวรรณ เรียนวิริยะกิจ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุบลราชธานี) ท่านพิราวรรณ ได้กรุณาเล่าต่อเกี่ยวกับเรื่องของพระที่ห้อยคอหายว่า 
 

 
"เป็นเหรียญของหลวงปู่บุญมีรุ่น ๑ ที่ใส่กรอบเหลี่ยมทองอย่างดี อยู่ดีๆๆ ปรากฏว่าองค์พระดังกล่าวได้หายจากกรอบโดยไม่รู้ว่าหายไปเมื่อไร ทั้งที่กรอบพระก็ไม่ได้แตกแยกออกจากกัน ทำให้ต้องรีบมาหาหลวงปู่บุญมี โชติปาโล ที่วัดฯ เมื่อมาพบท่านหลวงปู่บุญมี ท่านได้มีเมตากรุณา และบอกว่า เมื่อสามีภรรยามีแต่ทะเลาะกัน พระท่านก็ไม่อยู่ด้วยหรอก หากเลิกทะเลาะกันเดียวก็กลับได้มาเหมือนเคย"

"หลังจากนั้นมา พี่กับเฮีย ก็ไม่ทะเลาะกัน แต่ในใจคิดว่าแล้วจะได้องค์พระกลับมาได้อย่างไร"

"เวลาผ่านไป เมื่อคุณแม่พี่ได้แบ่งของมีค่าให้ลูกๆ โดยการจับฉลาก พี่ก็ไม่คิดอะไรมากและมีสิ่งที่เห็นแล้วอยากได้เช่นกัน แต่ปรากฏว่า ผลการจับฉลากพี่ได้สิ่งที่เล็กทีสุด เป็นกล่องที่เล็กที่สุด และไม่ทราบว่าข้างในเป็นอะไร  และเมื่อเปิดกล่องออกมาปรากฏว่า เป็นเหรียญองค์พระหลวงปู่บุญมีรุ่น ๑ ทำให้พี่ดีใจอย่างยิ่งที่ได้สิ่งที่ต้องการมีค่ากลับคืนมา และทำให้ชีวิตครอบครัวของพี่ได้พบเจอสิ่งดีๆ เรื่อยมา"

ครับ นั่นเป็นเพียงบางส่วนที่ได้รับฟังจากกัลยาณมิตรผู้ที่จิตศรัทธาต่อหลวงปู่บุญมี โชติปาโล อย่างแท้จริง โดยทั้งครอบครัวเรียนวิริยะกิจมีจิตศรัทธาที่เปี่ยมล้นและมีความพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อถวายแด่หลวงปู่ฯ

เรื่องราวดังกล่าวข้างตนเป็นข้อคิดอันดีอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตครอบครัวที่จะต้องมีความเมตตากรุณาต่อกันเป็นมิตรต่อกันไม่ทะเลาะกัน และเมื่อทุกคนมี "เมตตา กรุณา" ต่อกันไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว ในชุมชน ในหมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด ในประเทศ และในโลกใบนี้ย่อมจะเกิดสันติสุขมีความสุขอย่างยั่งยืนในที่สุด

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗
Facebook: www.facebook.com/mpsrivirat
Blog : msrivirat.blogspot.com


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องดีๆ (เกี่ยวกับหลวงปู่บุญมี) ๑

บ่ายเมื่อวาน (๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗) ณ วัดสระประสานสุข ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังเตรียมงานพิธีวางศิลาฤกษ์ฌาปนาสถาน (เมรุ) สำหรับพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๗ ผู้เขียนได้มีโอกาสนั่งคุยกับท่านถวัลย์ เรียนวิริยกิจ ประธานคณะกรรมการฝ่ายเหรัญญิกฯ (งานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่บุญมี โชติปาโล) ท่านเล่าให้ฟังว่า 


“ที่ผ่านมาได้เข้ามารับใช้หลวงปู่บุญมีขณะที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ นับว่าเป็นบุญวาสนาอย่างยิ่ง  แล้วท่านก็เล่าต่อไปว่า “ผมเองมีความศรัทธาพระสายวัดป่า  เมื่อ ๔ ปีที่แล้วผมได้สร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมสำนักสงฆ์ เริ่มจากซื้อที่ดิน ๑๐ กว่าไร่ และซื้อต่อเพิ่มเติมเป็น ๓๐ ไร่ ตอนนี้ มีศาลาปฏิบัติธรรม ห้องน้ำ โรงทาน ที่เป็นแบบมาตรฐานเรียบง่ายตามรูปแบบของวัดหนองป่าพง ซึ่งสถานที่ดังกล่าวนี้จะมีพระสงฆ์สายวัดหลวงป่าพงมาปฏิบัติธรรมและญาติโยม  ซึ่งผมคิดว่าเสร็จเรียบร้อยพร้อมแล้ว ผมเลยต้องกลับมาช่วยงานหลวงปู่บุญมี”

เมื่อท่านถวัลย์ได้เล่าถึงตอนนี้ ผู้เขียนนึกในใจว่า คนแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่ง มีเงินมีทองแล้วทำเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยไม่หวังผลตอบแทนใด  ผู้เขียนสังเกตใบหน้าของท่านถวัลย์ว่าเมื่อท่านเล่าไปท่านก็มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสดูมีความสุขอย่างยิ่ง

ท่านถวัลย์ได้เล่าต่อว่า

“เมื่อตอนหลวงปู่บุญมียังมีชีวิตอยู่นั้น ได้มีโอกาสเข้ามาหาหลวงปู่หลังจากที่เลิกงาน และเมื่อวาระสุดท้ายของหลวงปู่บุญมี ก็ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ๆๆ กับหลวงปู่ โดยวันนั้น (วันศุกร์ที่ ๔ มิถุนายน  พ.ศ ๒๕๔๗) เมื่อพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุเสด็จเยี่ยมอาการอาพาธของหลวงปู่ แล้วพระองค์ได้เสด็จกลับโดยภรรยาของผมตามส่งเสด็จฯ ไปด้วย ส่วนผมนั่งรอภรรยาที่กุฏิของหลวงปู่  สักครู่ภรรยาของผมได้โทรศัพท์มาสอบถามผมว่าหลวงปู่เป็นอย่างไรบ้าง ผมตอบว่า ท่านเข้านอนพักผ่อนเหมือนปกติ ซึ่งผมไม่ได้คิดอะไรมาก แต่อีกสักครู่ คุณหมอกวี ไชยศิริ ผู้อำนวยการ รพ. สรรพสิทธิประสงค์อุบลฯ (ขณะนั้น) ได้บอกผมว่าหลวงปู่ได้ละสังขารแล้ว” 

ท่านถวัลย์ยังได้เล่าต่ออีกดังนี้

“ในวันสุดท้ายที่หลวงปู่บุญมีจะละสังขารนั้น มีคนบอกผมว่า ขณะที่หลวงปู่นอนอยู่นั้นท่านได้ชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า ๓ ครั้ง ซึ่งผมไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่คิดว่าคงจะมีอะไรสักอย่าง ครับ  ในวาระสุดท้ายของหลวงปู่ผมได้อยู่ใกล้ท่าน นับว่าเป็นบุญของผม  และงานพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผมจะทำอย่างเต็มกำลังความสามารถในส่วนที่ได้รับผิดชอบ”

นั่นเป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนได้รับฟังจากท่านถวัลย์ เรียนวิริยกิจ จึงขออนุญาตบันทึกไว้เพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับลูกศิษย์ลูกหาทุกท่านของหลวงปู่บุญมี โชติปาโล

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗




วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หลวงปู่คำคนิง แสดงฤทธิ์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค



 เมื่อหลวงปู่คำคนิงเดินธุดงค์ผ่านเข้าเขตเชียงตุงในเขตป่าใหญ่เทือกเขาแห่งหนึ่งเป็นภูเขาคิน  มีอุโมงค์พอที่จะเป็นที่พักพิง  หลวงปู่ท่านจึงคิดในใจว่าจะเอาที่ตรงนี้เป็นที่ตายโดยจะไม่ให้ใครเห็นแม้แต่ซากศพของท่านเอง  หลวงปู่ท่านได้อยู่มาถึงหนึ่งพรรษา  หลังจากผ่านไปประมาณเดือนห้าหรือเดือนหก  หลวงพ่อปานวัดบางนมโค  อำเภอเสนา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้พาคณะธุดงค์ผ่านมาในเขตเชียงตุง  มาพบหลวงปู่คำคนิงในป่าลึก

         ครั้นเมื่อพบกัน  หลวงพ่อปานก็พูดขึ้นว่า
         “ เออ...นี้พระหรือคน ”
หลวงปู่คำคนิงได้ยิน  ก็เกิดโมโหเดือดดาลขึ้นมาทันที  แล้วพูดขึ้นว่า
         “ ได้พระนะมันอยู่ที่ไหน  เฮ้ย...พระมันอยู่ที่ไหนวะ ”
หลวงพ่อปานท่านก็ย้อนตอบว่า
         “ อ้าว...ก็เห็นผมยาว  ผ้าก็อีหรุปุปะสีเหลืองก็ไม่มี  แล้วใครเขาจะรู้ว่าพระหรือคน ”
หลวงปู่คำคนิงท่านก็ถามหลวงพ่อปานว่า
         “ พระมันอยู่ที่ผมหรือวะ ”  หลวงพ่อปานตอบว่า  ไม่ใช่
หลวงปู่คำคนิงท่านก็ถามหลวงพ่อว่า
        “ พระมันอยู่ที่ผ้าเหลืองหรือวะ ”  หลวงพ่อปานตอบว่า  ไม่ใช่
หลวงปู่คำคนิงก็ถามอีกว่า
       “ แล้วพระมันอยู่ที่ไหนเล่า ”
หลวงพ่อปานก็ตอบว่า
        “ พระน่ะอยู่ที่ใจสะอาดนะซี ”
หลวงปู่คำคนิงท่านก็เลยหันมาตะคอกเข้าใส่เอาว่า 
        “ ถ้าอย่างนั้นก็เสือกถามทำไมล่ะวะพระหรือคน ”
หลวงพ่อปานท่านก็เลยตอกกลับให้ว่า
        “ เห็นผมเผ้ายาวรุงรังอย่างนั้นนี่ใครจะไปรู้เล่า ”
หลวงปู่คำคนิงก็ยังไม่หายโมโห  เลยกระแทกให้ว่า 
        “ ก็ในเมื่อพระไม่ได้อยู่ที่ผม  ไม่ได้อยู่ที่ผ้าแล้ว  เสือกมาถามทำไม  ทำไมไม่ดูใจคน  ไอ้พระบ้านพระเมือง  พระกินข้าวชาวบ้านแบบนี้อวดดีมันจะต้องเห็นดีกัน ”

หลวงปู่คำคนิงพูดจบ  ท่านเดือดโมโหจัดก็เลยหันไปคว้าเอาหวายอันยาวร่วมวา  ขว้างผลุงไปตรงหน้าหลวงพ่อปาน      อัศจรรย์เป็นที่สุด  ไม้หายไปกลายเป็นงูตัวยาวใหญ่พุ่งฉกเข้าหากลุ่มพระธุดงค์หลวงพ่อปานแตกฮือหลบฉากไปแอบอยู่ข้างหลังพ่อปานกันหมด  ต่างก็แปลกใจไปตาม ๆ กันไม้ไหงกลายเป็นงู

      อัศจรรย์มาก  ใบไม้ของหลวงพ่อปานก็กลายเป็นนกตัวใหญ่โฉบเอางูของหลวงปู่คำคนิงหายไปทั้งงูแลนกใหญ่  พองูตกลงมาถึงพื้นดินงูนั้นก็กลายเป็นช้างใหญ่  ส่วนของหลวงพ่อปานก็กลายเป็นเสือต่อสู้กันต่างฝ่ายต่างก็บันดาลให้เป็นสัตว์ร้าย  ต่อสู้กันเต็มไปหมด  ยังไม่มีใครแพ้  ชนะ  ต่างคนต่างบันดาลลมพายุฝนเข้ากระหน่ำกันจนทำให้ฝุ่นตลบไปหมดในบริเวณนั้น  เวลาผ่านไปครึ่งค่อนวัน  ก็หามีใครแพ้ชนะไม่  จนต่างฝ่ายต่างเหนื่อยอ่อน  ทำอะไรกันไม่ได้

      ในที่สุดหลวงปู่คำคนิงและหลวงพ่อปานต่างก็นั่งลงหัวเราะกันด้วยความขบขัน  หลังจากนั้นหลวงปู่คำคนิงก็บอกคณะธุดงค์ของพ่อปานว่าข้าสองคนนี้เป็นเพื่อนกัน  พระธุดงค์ลูกศิษย์หลวงพ่อปานก็เข้าไปกราบหลวงพ่อคำคนิง  ท่านก็เอามือลูบศรีษะพระทุกองค์ด้วยความเมตตา  หลวงพ่อปานก็บอกกับหลวงปู่คำคนิง  ว่าพระพวกนี้เขาอยากเห็นของจริงก็เลยพาเขามาให้เห็นเสีย  พระพวกนี้เขาก็เป็นคนจริงเสียด้วย

      หลวงปู่คำคนิงก็เลยบอกว่า  ข้าน่ะไม่ได้เก่งอะไรหรอก  อาจารย์แกเขาเก่งอยู่แล้ว  เมื่อพูดจบหลวงพ่อปานก็บอกว่าตัวท่านเองไม่เก่งหรอกสู้หลวงปู่คำคนิงไม่ได้  ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม  ให้ใครเป็นอาจารย์กันผลสุดท้ายตกลงเป็นเพื่อนกันในระหว่างพักแรมด้วยกัน  ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบถามธรรมะแก่กันทั้งฝ่ายถามฝ่ายแก้ก็หาได้แพ้ชนะกันไม่  สลับถามตอบกันไปกันมา  จนต่างฝ่ายเลิกถามกันไปเอง  หลวงพ่อปานและคณะธุดงค์ได้พักอยู่กับหลวงปู่คำคนิงหลายวันพอสมควร  จึงได้แยกย้ายจากกัน

อ้างอิง 


หมายเหตุ หลวงพ่อปานวัดบางนมโค คือ พระอาจาย์ท่านหลวงพ่อฤาษีลิงดำ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ศ.ดร.ปริญญา นุตาลัย เล่าเรื่อง “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ”)


จากข้อมูลข้างต้น ย่อมทำให้ทราบว่า พระเกจิอาจารย์ทั้งสองท่านนั้น เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศึกษาธรรมะเพื่อค้นหาทางหลุดพ้นอย่างแท้จริง 

ดังนั้น ผู้อ่านสามารถอ่านประวัติพระอาจารย์ทั้งสองท่านได้ที่ "ประวัติหลวงพ่อปาน"  และ "ประวัติหลวงปู่คำคะนิง " ตามลำดับ


พระอาจารย์ทั้งสอง สร้างครรลองปฏิบัติดี
ธรรมะนำชีวี สร้างวิถีหลุดพ้นภัย

ท่านแสดงเดชฤทธิ์ เป็นเพื่อนมิตรที่ยิ่งใหญ่
ธรรมะมีน้ำใจ สร้างเหลือไว้เพื่อรุ่นหลัง

เกจิศึกษาธรรม พระพุทธนำเกิดพลัง
ทำดีเป็นที่ตั้ง เกราะกำบังเรื่องไม่ดี

พวกเราต้องทำตาม เรื่องงดงามในเรื่องดี
สองท่านพระที่ดี สอนทำดีมีสุขเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๗



วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

(ร่าง) โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการข้อมูลความรู้ หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี

(ร่าง)
โครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการข้อมูลความรู้
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานี

หลักการและเหตุผล
              พระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายในหัวข้อ “แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า” ในการสัมมนาวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า”  ณ โรงแรม บีพี สมิหลา จังหวัดสงขลา  วันที่ 23 กันยายน 2542  ความตอนหนึ่งว่า “...แนวโน้มความรู้ในทศวรรษหน้าจะมีหลายอย่าง   ดังนี้  ประการแรก   ความรู้สากล คือความรู้ที่จะสามารถเปรียบเทียบกันได้ทั้งโลก ประการที่  2  ความรู้ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศ  ที่เราจะกำหนดว่าคนไทยควรต้องรู้อะไร ประการที่  3   ความรู้ท้องถิ่น  ทำให้เรารู้ความเป็นมาและศักยภาพของท้องถิ่น ที่สำคัญคือ จะต้องสามารถโยงความรู้ทั้ง 3 ระดับนี้ให้เข้ากันได้...”  (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. (2542). รัตนพินิจ นิทิศการศึกษา : รวมปาฐกถาด้านการศึกษา ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.  กรุงเทพมหานคร มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ศูนย์มนุษยวิทยาสิรินธร)  ดังนั้น จะเห็นว่าความรู้ท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดการโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อความรู้ดังกล่าวสามารถที่เผยแพร่ให้ความรู้กับประชาชนทั่ว อันจะนำไปสู่ความรู้ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศ และความรู้สากลในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมเป็นสิ่งสำคัญของประเทศชาติที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๕๗ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พุทธศักราช ๒๕๕๗  (อ้างอิง  ๑)  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จากการที่เฝ้ารับเสด็จฯ     สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับสั่งด้วยว่า "หลังจากมีการสร้างอาคาร หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติใหม่แล้ว ควรจะมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการแก่ประชาชนให้มีมาตรฐาน อีกทั้งควรจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดเก็บเอกสารหายากให้สามารถสืบค้นและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ส่วนงานด้านจดหมายเหตุ ควรมีความร่วมมือกับหอจดหมายเหตุชาติของต่างประเทศ เพื่อขอสำเนาเอกสารมาให้คนไทยศึกษาค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ด้วย"  (อ้างอิง  ๒)   สำหรับจังหวัดอุบลราชธานีในด้านศิลปวัฒนธรรมนั้น จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองราชธานีที่มีประวัติอันยาวนานเกี่ยวข้องกับศิลปะมาตั้งแต่โบราณกาล ตามคำขวัญของจังหวัดที่ว่า "เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์" โดยที่ผาแต้มนั้นเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศไทย  นอกจากนั้น จังหวัดอุบลราชธานีได้กำหนดวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาจังหวัด คือ “ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่ เป็นประตูการค้าและการท่องเที่ยว การเกษตรมีศักยภาพ” พร้อมทั้งกำหนดนโยบาย ๔ นคร ประกอบด้วย "นครแห่งธรรม นครแห่งเทียน นครแห่งการพัฒนา นครแห่งความฮักแพง" ซึ่งจะเห็นว่าวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ว่า “เมืองน่าอยู่” นั้น จะต้องประกอบด้วยด้านการพัฒนาศิลปวัฒนธรรม อันจะสอดคล้องกับนโยบาย ๔ นคร เช่นกัน  เมื่อกล่าวถึงศิลปวัฒนธรรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเชื่อมโยงกับพื้นที่ต่างๆ ทั้งใกล้และไกลของจังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน โดยที่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ว่า "หุ้นส่วนเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน” โดยที่หุ้นส่วนเศรษฐกิจหากมีการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศเพื่อนบ้านแล้ว จะเกิดการพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อพร้อมที่เป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ซึ่งในปีดังกล่าวอยู่ในช่วงระยะของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑  โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ที่จะเป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับการเป็นประชาคมอาเซียนที่ประกอบด้วยเสาหลัก คือ (๑)ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community–ASC) (๒) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community-AEC)  และ (๓) ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community-ASCC) ด้วยเหตุดังกล่าว การดำเนินงานที่เกี่ยวข้องความรู้ด้านต่างๆ นอกจากด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งหน่วยงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานีมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญในการติดต่อประสานงานกับทุกส่วนราชการในการถือปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ.๒๕๒๖ โดยเฉพาะในเรื่อง การรับมอบเอกสารราชการที่มีอายุครบ ๒๕ ปี การฝากเก็บเอกสารราชการ และการทำลายเอกสารราชการ รวมทั้งการได้มาของเอกสารที่เก็บรักษาไว้เป็นเอกสารสำคัญของชาติ หรือเอกสารจดหมายเหตุ ดังนั้น หากว่านำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ในการจัดการข้อมูลของหอจดหมายเหตุฯ พัฒนาในรูปแบบสื่อดิจิตอล จะสามารถทำให้ข้อมูลดังกล่าวเป็นสารสนเทศความรู้ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศและความรู้สากลในที่สุด
                 
วัตถุประสงค์
๑.      เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ๖๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๘  (ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๘ รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันพระ ราช สมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น “วันอนุรักษ์มรดกไทย”)
๒.      เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในประเด็นการเชื่อมความรู้ ๓ ระดับ คือ ความรู้ท้องถิ่น ความรู้ระดับประเทศและความรู้สากลให้เข้ากันได้โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 
๓.      เพื่อพัฒนาข้อมูลจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานีเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับนักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา และประชาชนทั่วไปในรูปแบบสื่อดิจิตอล

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑.      ทำให้ประชาชนสำนักในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ๖๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ 
๒.      ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์เชื่อมต่อข้อมูลความรู้ ๓ ระดับ คือ ความรู้ท้องถิ่น ความรู้ระดับประเทศและความรู้สากลให้เข้ากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓.      ทำให้มีแหล่งเรียนรู้จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯ อุบลราชธานีด้านศิลปวัฒนธรรมให้กับนักเรียนประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา และประชาชนทั่วไปในรูปแบบสื่อดิจิตอล

อ้างอิง

ที่มาของภาพ http://www.finearts.go.th/promotion/ข่าวประชาสัมพันธ์/ข่าวประชาสัมพันธ์/item/สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ-สยามบรมราชกุมารี-เสด็จฯ-ทรงเปิดนิทรรศการพิเศษเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย-พุทธศักราช-๒๕๕๗.html



ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้เดินทางไปเยี่ยมชมอาคารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (หลังเก่า) โดยมีท่านสุรพล สายพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับและนำเสนอเกี่ยวกับอาคารดังกล่าว