Nuffnang Ads

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้

ตอนแรกที่ผู้เขียนได้คิดจะเขียนเกี่ยวกับยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ นั้น ก็คิดเหมือนกันว่าจะเขียนอย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการสื่อความหมายให้ได้ดีมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะ ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ กับ ยิ่งได้ ก็ยิ่งให้ นั้นจะให้ความหมายที่ใกล้เคียงกัน

ยิ่งให้ เป็นอย่างไรกันแน่ ให้ การให้ เป็นสิ่งที่เรามนุษย์ทุกคนควรจะต้องมีประจำตัวเอง เพราะให้เป็นสิ่งที่เรามีอะไรอยู่ เราเอาออกจากตัวเรานำไปสู่คนอื่นๆ เพื่อคนอื่นได้รับประโยชน์ (ผู้เขียนขอเน้นนะครับ ว่าได้รับประโยชน์เกิดความสุข) ไม่ใช่เรามีอะไรแล้วเอาออกจากตัวเราไปสู่คนอื่นแล้วผู้ที่ได้รับเขาไม่ได้ประโยชน์เกิดความเดือดร้อน

ให้ ยิ่งให้เท่าไรเราก็จะรู้สึกเองว่า มันเกิดความสุขที่ไม่รู้ตัว ยิ่งเราฝึกให้บ่อยๆ ทุกเวลาๆ ทุกสถานที่ๆ การให้ดังกล่าวก็จะกลาย เป็นการได้ ซึ่งการได้ที่ว่านั้น คือ การได้ความสุขที่เป็นความสุขจริงๆ เกิดกับจิตของเรา และเมื่อไรก็ตามที่เราให้ หรือ เกิดการให้อีก จิตของเราจะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่า การให้ดังกล่าว เราจะต้องทำแล้วทำอีก จึงเป็นที่มาของ ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ (ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นๆ ก็จะได้ความสุขกับคืนมา ให้มาก ก็ยิ่งได้มากเท่านั้น) แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากเราให้ความทุกข์แก่คนอื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งจะได้รับความทุกข์กลับคืนมาเท่าเดิม และอาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ ดั่งที่มีกล่าวไว้ว่า "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" ดังนี้แล้ว ผู้เขียนก็เลยคิดว่า เราทุกคนน่าจะฝึกปฏิบัติ "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัวเรา"

ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนประสบพบมา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวกับข้างต้นหรือไม่ แต่เป็นความจริงที่ผู้เขียนพึ่งจะประสบมา กล่าวคือ ผู้เขียนไปติดต่อทำธุรธรรมเกี่ยวกับที่ดิน (ณ สำนักงานที่ดินแห่งหนึ่งในประเทศไทยของเรา) สำนักงานนี้มีขนาดเล็ก แต่มีผู้คนมาใช้บริการจำนวนมาก ไม่มีความสมดุลกันเลยระหว่างจำนวนเจ้าหน้าที่ และผู้มาใช้บริการ ผู้เขียนก็ใช้บริการตามปกติตามแถวคิวที่กำหนดไว้ ในใจก็สงสารเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ได้หยุดพัก ไม่ได้แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ เพราะผู้เขียนก็เผ้าสังเกตอยู่ตลอดเวลา ยิ้มให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ จิตก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เพราะผู้มาใช้บริการต่างๆ คนก็ต่างๆ จะให้เอกสารของตัวเองเสร็จสิ้นกระบวนการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีทั้งเจ้าหน้าที่บริษัท เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มารับจำนอง บรรยากาศภายในสำนักวุ่นวายมากๆๆๆ ผู้เขียนก็ได้แต่ใจเย็นและคอยให้กำลังทุกคนเอาใจช่วยทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ในจิตใจของผู้เขียนรู้สึกสงสารเจ้าหน้าที่ที่ดินเป็นอย่างมาก (เพราะไม่รู้จะฟังใคร) และคิดว่า เจ้าหน้าที่ที่ดินน่าจะเป็นข้าราชการที่มีความเครียดเป็นอย่างมากเลยที่เดียว ผู้เขียนได้แต่นั่งรอ เอาใจช่วย ยิ้มให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน และแล้วในที่สุด เอกสารของผู้เขียนเสร็จสิ้นกระบวนความด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า การที่เราให้กำลังใจแก่ใคร ยิ้มให้กับใคร เอาใจช่วยเขา น่าจะเป็นพลังอย่างหนึ่งเหมือนกันในการช่วยเขาเหล่านั้นให้มีพลังเช่นกัน การให้ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนไม่ต้องเป็นทุกข์กับการนั่งคอย เกิดความสุขในการให้ ตัวอย่างเช่นนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า หากเราสามารถทำได้ต่อเหตุการณ์ต่างๆ เราก็จะเกิดความสุข ต่อทั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สถานการณ์รอบข้างเรา ก็ขอให้ผู้อ่านได้ลองดูนะครับ

ที่นี้ เราลองมาดูเรื่องยิ่งได้ ยิ่งให้ อาจจะเป็นเรื่องของเศรษฐีมีสตางค์ที่ยิ่งได้มีเงินทองมากมาย แล้วพวกเขายิ่งให้บริจาคกับผู้ยากไร้ ดังตัวอย่างเช่น เจ้าของ Microsoft เจ้าของ Facebook เป็นต้น พวกเศรษฐีดังกล่าวยิ่งเขาได้เงินทองมากมายจากธุรกิจของเรา แล้วพวกเขาก็ให้กลับคืนสู่สังคมผู้ยากไร้ การยิ่งได้ ยิ่งให้ ดังกล่าวก็ยิ่งจะทำให้เกิดความสุขได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่ท่านผู้อ่านได้ (เงินทอง) มามากๆ แล้ว ก็ลองให้มากๆ นะครับ แล้วท่านจะประสบพบกับความสุขที่หาซื้อด้วยเงินทองไม่ได้

ปีใหม่ใกล้จะถึงนี้ ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านลองทำ ยิ่งให้ ก็จะยิ่งได้ และ ลอง ยิ่งได้ ก็จะยิ่งต้องให้ ดูนะครับแล้วท่านจะมีความสุขในปีใหม่ ปีกระต่ายทองคำ

มนูญ ศรีวิรัตน์

เขาใหญ่ (แต่เราเล็ก)





วันนี้ ที่เขาใหญ่ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์รุ่นเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา (แต่เป็นบางส่วนเท่านั้น) เขาใหญ่วันนี้เปลี่ยนไปอย่างมากเพราะมีการปรับพื้นที่ให้มีสถานที่พักผ่อน (รีสอร์ท) จำนวนมากมาย ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์

เขาใหญ่อาจจะใหญ่สำหรับสิงสาลาสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยเขาใหญ่เป็นที่พักอาศัย เป็นแหล่งที่พิงพักให้เจริญเติบโตให้เป็นสิ่งที่คู่กันกับเขาใหญ่ แต่เขาใหญ่ในวันนี้อาจจะเล็กไปแล้วสำหรับมนุษย์เรา เพราะมีการก่อสร้างตัดถนนหนทางจัดสร้างรีสอร์ทเพื่อให้บริการ บางพื้นที่มีการจัดให้บริการในรูปแบบที่ทันสมัย เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น

เขาใหญ่เป็นสถานที่ แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใจกลางของเมืองจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน คือ จังหวัดปราจีนบุรี สระบุรี ชัยภูมิ นครนายก เขาใหญ่เป็นสถานที่สร้างแหล่งต้นน้ำให้กับแม่น้ำหลายสายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำมูล (ซึ่งผู้เขียนได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ มูล มาแล้ว ที่นี้)

นับวันมนุษย์เรายิ่งทำให้เขาใหญ่เล็กลง เพราะถนนทุกสายชุมชนทุกทิศทุกทางรอบเขาใหญ่ต่างก็ช่วยกันทำให้เขาใหญ่เล็กลง เล็กลงที่ว่าหมายความว่า แทนที่พื้นที่เขาใหญ่จะมีต้นไม้ธรรมชาติที่มีพื้นที่จำนวนมากยิ่งๆ ขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามการตัดถนนการสร้างรีสอร์ทต่างๆ การบุกรุก ทำให้เขาใหญ่ไม่มีการขยายตัว มีแต่ขนาดพื้นที่ธรรมชาติลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์เข้าถึงแหล่งธรรมชาติมากขึ้นเท่าไร ก็อาจจะเกิดมูลพิษในด้านต่างๆ (ถ้าหากมนุษย์เราไม่ช่วยกันดูแล) มลพิษที่ว่าก็อาจจะเป็นเรื่องของก๊าซคาร์บอนฯ ขยะของเสียต่างๆ ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์

แทนที่เขาใหญ่จะใหญ่ขึ้น มีต้นไม้จำนวนมากยิ่งขึ้น มีพื้นที่ป่าไม้มากขึ้นเพื่อช่วยสภาวะโลกร้อน เขาใหญ่ไม่ใหญ่สมชื่อเสียแล้ว ที่นี้เราจะทำอย่างไรเพื่อจะให้เขาใหญ่ มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำได้ คือ การที่เราทุกคน (คนไทย) ได้ช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญของ เขาใหญ่ (ในทางแหล่งต้นน้ำ แหล่งพืชพันธุ์สัตว์ที่หายาก) และประการสำคัญ คือ การไม่บุกรุก และถ้าหาก เศรษฐีท่านใดที่มีพื้นที่ในเขตใกล้ๆ พื้นที่เขาใหญ่จะช่วยเสียสละในการปลูกป่าในมีจำนวนมากๆ แทนที่จะสร้างรีสอร์ทที่พัก ที่ประกอบด้วยตัวอาคารที่พักทันสมัย ท่านเศรษฐีดังกล่าวก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการสร้างรีสอร์ทแบบธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก และเน้นที่พักที่เป็นแบบธรรมชาติให้มากที่สุด ผู้เขียนขอเน้นว่า ธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้น ในแต่ละปีที่พื้นที่บางส่วน (ภูเขา) ที่ไม่มีต้นไม้ เราคนไทยน่าจะช่วยกันไปปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น ณ บริเวณพื้นที่ภูเขาที่เรียกว่า ภูเขาหัวโล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีมหามงคลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา บริเวณเขาใหญ่น่าจะมีการปลูกต้นไม้ ๘๔ ล้านต้น (ถ้าเป็นไปได้ โดยบริษัทต่างๆ ร่วมมือกัน เช่น ปตท. ปูนซีเมนต์ เอไอเอส ดีแทค ทรู โตโยต้า ฮอนด้า เบียร์สิงห์ หรืออื่นๆ อีกมากมาย) เมื่อเป็นอย่างนั้น เขาใหญ่ ก็จะใหญ่สมชื่อจริงๆ

เมื่อเขาใหญ่ เป็นอย่างนั้นแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า เขาใหญ่ จะเป็นแหล่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยทุกคน เป็นแหล่งต้นน้ำให้กับแม่น้ำหลายๆ สายทั้งภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติอย่างแท้จริงสมกับเป็นมรดกของโลก เป็นสถานที่บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตหายากจะมารวมตัวกันอยู่ที่เขาใหญ่ อีกร้อยปีพันปี เขาใหญ่ก็จะเป็นแหล่งที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืนตลอดกาลเท่านาน

ครับ เขาใหญ่ จะใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าคนไทยช่วยกัน ไม่บุกรุก ไม่รุกรานเขาใหญ่ และคนไทยทุกคนช่วยกันส่งเสริมบำรุงเขาใหญ่ให้ใหญ่กว่าเดิม โดยการช่วยกันปลูกช่วยกันรักษาป่าไม้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเขาใหญ่ของเรา ก็จะใหญ่สมชื่อ โดยทำให้เขาใหญ่ แต่ตัวเราเล็ก (เล็กๆ ลงให้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่รบกวนธรรมชาติ

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันเสาร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฝัน จะเป็นจริงได้หรือไม่

เมื่อคืนที่ผ่านมา (คืนวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓) ผู้เขียนฝันว่า
ได้รับมอบหมายให้ไปร่วมพิธีใดสักอย่างหนึ่งของ ตชด.๒๒ ขณะที่รออยู่นั้น พ่อของผู้เขียนก็มานั่งในพิธีด้วย อีกสักพักปรากฏว่าท่านอธิการบดี (รศ.ดร.นงนิตย์ ธีระวัฒนสุข) ก็เดินเข้ามาในพิธีแล้วก็บอกว่า "ไม่ต้องร่วมพิธีก็ได้ ให้อาจารย์ (อธิการบดี) เข้าร่วมแทน และให้อาจารย์พาคุณพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพราะท่านป่วยอยู่" ผู้เขียนก็ขับรถพาคุณพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาล (ซึ่งน่าจะเป็นโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิ์ฯ วารินชำราบ) ฝนก็ตกเปียกปอนกันหมด ขณะเดียวกันนนั่นเองมีคนมาตามให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมฯ ด่วนที่ค่ายทหาร (น่าจะเป็นค่ายที่วาริน)เมื่อเข้าเฝ้ากราบพระองค์ท่านนั่งก้มหน้า และพระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า "มีอะไรอีกหรือไม่" ผู้เขียนก็เงยหน้าได้กราบบังคมทูลฯ ว่า "ขอพระราชทานราชานุญาตพระองค์ทรงเสด็จโรงเรียนเก่าโรงเรี่ยนเบ็ญจะมะมหาราช พระพุทธเจ้าข้า" ซึ่งขณะที่ผู้เขียนเงยหน้านั้น พระพักตร์ของพระองค์ท่านทรงสดชื่นมีแสงบารมีให้เห็นเป็นเด่นชัด หลังจากนั้นพระองค์ท่านทรงเสด็จไปที่โรงเรียนดังกล่าวโดยทรงขี่ม้า ส่วนผู้เขียนแบกปืนยาววิ่งตามเสด็จไปที่โรงเรียน (บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี หลังเก่า) เมื่อไปถึงพระองค์ท่านทรงเสด็จไปยังอาคารทั้งชั้นล่างและชั้นบน และทรงตรัสถามว่า "จะทำอะไรกัน" ซึ่งขณะนั้นในฝันมีคุณนิกร วีสเพ็ญ (ประธานส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) อยู่ด้วยและก็ได้กราบบังคมทูลว่า "จะทำเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุบลฯ พระพุทธเจ้าข้า" จำได้แค่นี้ครับ
เรื่องฝันด้งกล่าว อาจจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อวาน (คือวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๓)เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. ผู้เขียนได้เข้าพบท่านอธิการบดีเพื่อรายงานเกี่ยวกับพิธีเปิดอาคารเทพรัตนสิริปภา และได้พูดถึงงานพิธีเปิดอาคารโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช (หลังเก่าอายุเกือบ ๑๐๐ ปี) เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองอุบลฯ และตอนเย็นผู้เขียนก็ได้โทรศัพท์คุยกับคุณนิกร วีสเพ็ญ (ประธานส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ดังนั้น ผู้เขียนสงสัยว่า เหตุการณ์ดังกล่าว อาจจะทำให้ผู้เขียนนำไปฝันโดยที่ไม่รู้ตัว แต่อย่างไรก็ตาม ฝันข้างต้นจะเป็นจริงได้ ถ้าเราตั้งใจทำให้เป็นจริงด้วย ตั้งมั่น ตั้งเป้าหมายร่วมกัน ตั้งจิตร่วมกันในการทำให้เป็นจริง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาว่าในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา เราชาวอุบลฯ ม.อุบลฯ ควรจะพัฒนาอาคารเก่าโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช หลังเก่า ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองให้ได้ โดยอาจจะขอพระราชทานนามอาคารว่า
"อาคาร พิพิธภัณฑ์เมืองอุบลราชธานี เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา มหาราชา เพื่อเป็นแหล่งศูนย์ข้อมูลด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานี (เน้นเฉพาะศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดอุบลราชธานี ) และแสดงข้อมูลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสด็จทรงเยี่ยมจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งแต่วันที่ ๑๙ พฤศิจกายน ๒๔๙๓ เป็นต้นมา เช่น พระองค์ทรงเสด็จฯ เปิดเขื่อนสิริธร เป็นต้น"
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนขออาสาเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของการทำฝันให้เป็นจริงของชาวจังหวัดอุบลราชธานี
ฝันทุกคนนั้นฝันได้ ไม่มีใครรู้ว่าเราฝันอย่างไร แต่ถ้าหากต้องการทำให้ฝันเป็นจริง ประการแรก คือ จะต้องขายฝัน ขายความคิดในเรื่องนั้นๆ (ซึ่งขายความคิดนี้แหละสำคัญ เพราะเป็นการหาแนวร่วมในการทำงาน) เมื่อขายความคิดแล้ว ก็จะต้องลงมือทำโดยมีการวางแผนที่ดีทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญ คือ เน้นการบูรณการและการมีส่วนร่วม ซึ่งก็เหมือนกันการที่จะเป็น "อาคารพิพิธภัณฑ์เมืองอุบลราชธานี เฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา มหาราชา" ประชาชนจังหวัดอุบลราชธานีทุกคนทุกท่านจะต้องมีส่วน ส่วนราชการ เทศบาล อบจ. จะต้องให้การสนับสนุน ร่วมทั้งศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนเบ็ญจะมะฯ ทุกคนจะต้องช่วยกัน โดยจะต้องช่วยทั้งแรงใจและแรงกาย เพื่อให้งานดังกล่าวสำเร็จลุล่วง
ฝัน จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ผู้เขียนคิดว่าเป็นจริงได้ทุกเรื่อง ถ้าหากเราตั้งใจตั้งสติเพื่อให้เกิดสมาธิปัญญา เกิดพลังจิตพลังใจ และเกิดพลังกายในการผลักดันทำงานให้สำเร็จ เราทำได้ครับ ถ้าเราจะทำ และถ้าหากทำแล้วเกิดประโยชน์และความสุขต่อทุกคน เรายิ่งควรจะรีบทำ
มนูญ ศรีวิรัตน์


วันศุกร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เส้นตาย

เส้นตาย หรือ ภาษาอังกฤษ ที่เรียกว่า Deadline นั้น เป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่ต้องไปถึงเหมือนกับเส้นชัย เพราะเส้นชัยเป็นสิ่งเป้าหมายของแต่ละคนที่กำหนดไว้ว่าจะไปให้ถึง เส้นชัยเป็นสิ่งที่เมื่อเราไปถึงแล้วเราจะพบกับความสุขที่ตั้งใจไว้ เหมือนกับทีมกรีฑาหญิง 4 x 100 ของไทยในเอเซียนเกมส์ที่เข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง

เส้นตายเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าหลายๆ ท่านกลัว เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราไปถึงเส้นดังกล่าวจะพบกับความตาย ซึ่งแน่นอนการตายความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะรวยจะจน เป็นหญิงหรือชาย อาชีพใดก็ตามต่างก็หลีกหนีไม่พ้นความตายอย่างแน่นอน สำหรับ เส้นตาย เป็นสิ่งที่เราคิดว่าเป็นช่วงของเวลาที่จะต้องทำงานหรือทำสิ่งใดให้เสร็จสิ้นก่อนเวลาที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น เรากำหนดว่างานปรับปรุงพื้นที่เพื่องานพิธีใดๆ (ซึ่งเราไม่สามารถเลื่อนวันเวลาของพิธีได้) จะต้องให้เสร็จก่อนวันงาน ๑ วัน ถ้าหากว่างานที่ทำอยู่ยังล่าช้าก็จำเป็นต้องการทีมีการเร่งงาน ซึ่งการเร่งงานด้งกล่าวนั้นจะเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการเร่งงาน โดยทรัพยากรที่ว่า คือ คน และ เงิน หากงานใดหรือหน่วยที่รับผิดชอบมีคนและเงินเพียงพอ ก็จะสามารถเร่งงานได้ตามกำหนดเวลา และจะไม่เกิดเส้นตายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ความตายเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างที่เราทุกคนทราบกันดี ดังนั้น หากเราไม่กลัวความตาย เส้นตายก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะเราจะสามารถข้ามพ้นความตายไปได้ สิ่งหนึ่งที่จะสามารถทำให้ไม่กลัวความตาย คือ ฝึกตาย (ผู้เขียนก็ยังทำไม่ได้หรอก) คิดเสมอว่าชีวิตนี้ไม่รู้ว่าจะไปเมื่อไร ดั่งคำที่เขาว่า สามารถรู้วันเกิดได้ (คือ ให้คุณหมอกำหนดวันผ่าคลอด) แต่วันที่จะตายนั้น เราไม่สามารถกำหนดได้ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อไร แต่สิ่งที่ผู้เขียนคิดว่าจะลงมือทำ คือ รู้ว่าเราสามารถตายได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ลองฝึกนะครับ โดยการกำหนดให้ตัวเองมีสติอยู่ตลอดเวลา เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เราจะไม่กลัวความตาย และไม่มีเส้นตายสำหรับเรา
ที่นี้ ขอกลับมาที่ เส้นตาย ในการทำงาน หากเราไม่อยากให้มีเส้นตายเกิดขึ้น เราก็ควรจะวางแผนในเรื่องที่เราจะทำให้ดีที่สุด และลงมือทำด้วยสติปัญญาความตั้งใจที่มีอยู่ให้อย่างเต็มที่ความสามารถที่เรามีอยู่ตามทรัพยากรที่เรามี นอกจากนั้น ถ้าหากเราพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทำงาน เราก็จะต้องปรึกษาผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจในการสั่งการเพื่อเร่งงานเพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นการเร่งงานที่ดี คือ เร่งงานด้วยจิตที่ตั้งมั่นในงานมุ่งให้งานสำเร็จเสร็จสิ้นตามเวลาที่กำหนดไว้ การเร่งด้วยจิตที่ว่าเป็นสิ่งที่เราทุกคนด้วยจะต้องฝึกปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็ตามแต่
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านอย่าพยายามให้เกิดเส้นตายในเรื่องต่างๆ ในชีวิตนะครับ เพราะเราอาจจะตายจริงๆ ก็ได้
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โดน

โดน เป็นสิ่งที่เราทุกท่านทราบกันดีและรู้จักกันดี เนื่อง โดน หมายถึง การกระทบกระทั่ง กระทบกระแทก การสัมผัสถูกต้อง หรือ ถูก

สำหรับ คำว่า โดนดังกล่าว อยู่ตัวเดียวโดดๆ มักจะไม่มีความหมายสักเท่าไร แต่ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่มีคำอื่นๆ มาอยู่ด้วยแล้วละก็ จะทำให้โดนมากยิ่งขึ้น เช่น โดนต่อย (ถูกคนอื่นชกต่อย) โดนตี (ถูกคุณครูลงโทษโดยการตี) เป็นต้น

แต่วันนี้ผู้เขียนอยากจะเขียนเกี่ยวกับ โดน + ใจ = โดนใจ ซึ่งโดนใจน่าจะหมายถึง การที่กระทำใดๆ สักอย่างแล้วเกิดความสนใจประทับใจพอใจในการกระทำสิ่งนั้น ตัวอย่างเช่น นักศึกษานำเสนอผลงานเพื่อขอสำเร็จการศึกษาได้ประทับใจอาจารย์ที่ปรึกษา ก็อาจจะเรียกว่า “โดนใจ” ก็ได้ หรือ วัยรุ่นแถวสยามแต่งตัวซะแบบทำให้เป็นที่สนใจสำหรับผู้คนที่พบเห็น ก็อาจจะเรียกว่าได้ว่า “โดนใจวัยรุ่น”

สำหรับการที่เราจะกระทำเพื่อให้เกิด โดนใจ สำหรับคนอื่นนั้น เป็นเรื่องที่เราทุกคนควรจะทำเพราะจะทำให้คนอื่นที่ว่านั้นเกิดความสนใจพอใจประทับใจและมีความสุขในสิ่งที่เราได้กระทำ คนที่เป็นลูกหากประพฤติปฏิบัติตัวให้เป็นที่พอใจประทับใจสำหรับพ่อแม่ ก็จะเป็นที่โดนใจสำหรับพอใจ เช่นเดียวกัน นักเรียนทำหน้าที่ของตัวเองในการศึกษาเล่าเรียนได้อย่างดียิ่งทั้งการเรียน การกีฬา การช่วยเหลือกิจกรรมโรงเรียนด้วยจิตอาสา ก็เป็นที่โดนใจสำหรับคุณครู หรือ ลูกน้องทำงานด้วยความตั้งใจใส่ใจในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทำงานด้วยจิตที่แน่วแน่และจิตบริการ ก็จะเป็นที่โดนใจสำหรับเจ้านาย หรือ แม้กระทั่งเจ้านายทำงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นมิตรเอื้อเฟื้อใส่ใจลูกน้อง ก็จะเป็นที่โดนใจให้กับลูกน้องเช่นกัน

โดนใจ ที่ว่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ เราทำสิ่งใดก็ตามแต่ด้วยในหน้าที่ที่กำหนดไว้อย่างถูกต้องเป็นระเบียบระบบ ไม่ทำให้ใครได้รับความเดือดร้อนและที่สำคัญ คือ ทำแล้วเกิดความสุขทั้งกับตัวเรา คนรอบข้างคนอื่นๆ และประการสำคัญ คือ จะต้องทำด้วยจิตที่มีสาธารณะจิตอาสาเพื่อส่วนร่วมเพื่อผลประโยชน์ของหน่วยงาน ของสังคม ของประเทศชาติ โดยการทำด้วยจิตดังกล่าวนั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์ไม่หวังผลตอบแทนใด (แล้วจะมีหรือไม่เนี้ย คนแบบนี้) ดังนี้แล้ว ถ้าหากจะให้โดนใจกับใคร เราก็ควรจะโดนใจกับตัวของเราเสียก่อน นั้นคือ เราควรจะทำในสิ่งที่น่าสนใจที่ทำให้ตัวเราพอใจประทับและมีความสุข เมื่อเป็นอย่างนั้น ค่อยขยายผลไปสู่งานที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วเราจะเป็นที่โดนใจของทุกคนที่อยู่ใกล้ๆ ตัวของเรา

ที่นี้ เนื่องจากผู้เขียนเป็นคนอีสาน (คนบ้านเดียวกัน) ถ้าหากเมื่อไรก็ตามที่เราคนอีสานพูดว่า โดนเหลือเกิน จะหมายความว่า ใครหรือเรากระทำการใดๆ ด้วยเวลาที่นานเหลือเกิน กล่าวคือ ใช้เวลาหรือสูญเสียเวลาในการทำงานเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น บักจ่อยเจ้านายใช้ให้พิมพ์งานหนังสือเชิญประชุมหัวหน้าส่วนราชการ บักจ่อยใช้เวลาไปประมาณ ๓ ชั่วโมง เจ้านายก็อาจจะบอกว่า “โดนเหลือเกิน” ซึ่งเรียกว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เวลาทำงานก็อย่าให้ “โดน” นะครับ เพราะเดี๋ยวท่านจะโดนอีกแล้ว (เหมือนกับใครบางคนที่เจ้านายบ่นให้ ก็มักจะพูดว่า “โดนอีกแล้วเรา”) บางครั้งก็มีคำที่เรียกว่า “โดนทั้งขึ้นและทั้งล่อง” (น่าจะเป็น ขึ้นเหนือและล่องใต้) ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามโดนตลอด แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ เราก็เปลี่ยนจากโดนดังกล่าวให้เป็นที่ “โดนใจ” สำหรับเจ้านายหรือหัวหน้าให้ได้ แล้วเราก็จะไม่โดนอีก สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนเป็นที่โดนใจของทุกๆ คนนะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันพุธที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หนักเหมือนหิน แต่เบาเหมือนปุยนุ่น

เมื่อคืนได้ดูละคร มงกุฎดอกส้ม (ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อเรื่องหมายความว่าอย่างไร ก็เนื้อหาของเรื่องก็ดีและไม่ดี เช่น เจ้าสัวมีภรรยาได้หลายคน มีแต่เรื่องแตกความสามัคคี ไม่ขอวิจารณ์ดีกว่า) มีอยู่ตอนหนึ่งที่ว่า หากทำตัวหนักเหมือนก้อนหิน เดี๋ยวก็หล่นลงมาเอง ผู้เขียนก็เลยลงมือเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับหิน แต่เป็น หนักเหมือนหิน แต่เบาเหมือนปุยนุ่น

แน่นอนครับหินเป็นวัตถุที่มีขนาดมีน้ำหนัก หากก้อนขนาดใหญ่ก็ย่อมมีน้ำหนักมากตามไปด้วย หากเปรียบกับมนุษย์เราถ้าท่านใดที่มีจิตใจที่หนักแน่น ก็มักจะถูกเรียกว่า จิตใจหนักแน่นดั่งกะหิน หรือ จิตใจที่แข็งแกร่งพร้อมจะผ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ ในทางตรงกันข้ามหากท่านใดมีจิตใจที่ไม่หนักแน่น ก็อาจจะเรียกว่า จิตใจที่บางเบาเหมือนกับปุยนุ่น

อย่างไรก็ดี หากที่เรามีจิตที่หนักเหมือนหินบางครั้งอาจจะไม่ดีหนัก เพราะจิตที่หนักแน่นดังกล่าวหนักไปด้วยกิเลสความต้องการต่างๆ ที่ไม่มีวันจบสิ้น การหนักเหมือนหินดังกล่าวไม่ได้เกิดประโยชน์แต่อย่างไร มีแต่จะเกิดความทุกข์ในจิตใจไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ถ้าปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนานไปก็ยิ่งจะหนักไปเรื่อยๆ การหนักดังกล่าวก็จะทำให้เรานั้นดิ่งด่ำลงไปสู่สิ่งที่เรียกว่า เกิดนรกในใจ

หากท่านใดที่สามารถปล่อยวางจิตให้เบาโดยละเว้นกิเลสที่ทำให้เกิดความทุกข์ ทำจิตใจให้เบาเสมือนปุยนุ่นและยิ่งเบาเท่าไรยิ่งดี นั้นหมายความว่า การทำให้จิตเบานั้น คือ การที่เราฝึกปฏิบัติตนไม่ให้ถืออะไรให้หนักโดยเฉพาะในจิตใจแล้วเราก็จะยิ่งรู้สึกว่าเบาไปทุกส่วนของร่างกายเกิดความสุขในการไม่ต้องยึดถือไม่ต้องแบกอะไร อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร (แม้แต่ผู้เขียนก็ยังทำไม่ได้)

ที่นี้ขอกลับมาที่ชื่อของเรื่องอีกครั้งที่ว่า หนักเหมือนหิน แต่เบาเหมือนปุยนุ่น ผู้เขียนขอขยายความเพิ่มเติม ดังนี้
หนักเหมือนหิน หมายความว่า เราจะต้องมีจิตใจที่มั่นคงแน่วแน่ในเรื่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการใดๆ ก็ตามแต่ การหนักเหมือนหินดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นถึงที่มีจิตความตั้งใจตั้งมั่นที่มั่นคงในเป้าหมายที่ตั้งไว้

ส่วนเบาเหมือนปุยนุ่น หมายความว่า เราจะต้องทำจิตใจให้ปล่อยวางในกิเลสในสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ในการดำรงชีวิต ยิ่งเราฝึกปฏิบัติให้จิตไม่ยึดอะไรเป็นของเรา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีใครในโลกนี้ที่จะอยู่รอดคงกระพัน ไม่มีใครที่จะสามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ไปกับตัวเราได้เมื่อเราจากโลกนี้ไป ดังนั้น การที่เราทำจิตใจให้เบาเหมือนปุยนุ่นได้มากเท่าไรก็ยิ่งจะเป็นการดี การเบาในจิตใจเป็นเรื่องที่เราจะต้องฝึกและจะต้องพยายามฝึกให้เบาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ครับ หนักเหมือนหิน แต่เบาเหมือนปุยนุ่น หากผู้อ่านท่านได้สามารถทำได้ ผู้เขียนคิดว่าจะทำให้ผู้นั้นได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิต ที่สำคัญ คือ การหนักเหมือนหินจะต้องหนักให้สิ่งที่ดีๆ และพยามเบาเหมือนปุยนุ่นในสิ่งที่ไม่ดีเอาออกจากจิตใจของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น การหนัก และการเบา จะเกิดความสมดุลตามหลักของธรรมะและธรรมชาติ

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้กำลังใจผู้อ่านทุกท่านว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ยากเย็น ขอให้ทุกท่านมีจิตที่หนักเหมือนหินในการไปสู่เป้าหมายของท่าน และมีจิตที่เบาเหมือนปุยนุ่นในการไม่ยึดถืออะไรไว้ที่เป็นทุกข์นะครับ

มนูญ ศรีวิรัตน์
สัญญาว่า ถ้ามีเวลาว่างจะเขียนเรื่องราวต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับทุกท่าน

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขึ้น เข้า ไป

วันนี้วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ ขออนุญาตผู้อ่านที่เคารพทุกท่านว่า ผู้เขียนขอเขียนในสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์และแง่คิดในการเป็นคนไทย ครับ
ขึ้น หมายถึง วัตถุสิ่งของเคลื่อนที่จากที่ต่ำไปตำแหน่งที่สูง
เข้า หมายถึง วัตถุสิ่งของเคลื่อนที่จากข้างนอกไปสู่ข้างใน
ไป หมายถึง เคลื่อนที่จากตำแหน่งหนึ่งสู่ตำแหน่งหนึ่งโดยเกิดระยะทางมาเกี่ยวข้อง

ช่วงวันสองวันที่ผ่านมา (น่าจะตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๓) ผู้อ่านคงจะได้ยินข่าวหรือได้อ่านข่าวเกี่ยวกับของเงินเดือน ท่าน ส. ท่าน ข. ท่าน อ. ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ เมื่อวานนี้ที่มีการขึ้นเงินเดือนของท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายใน... สะพา

แต่สำหรับวันนี้ ผู้เขียนขอนำเสนอ ขึ้น เข้า ไป (รวมกัน คือ ขึ้นเข้าไป)
การที่เงินเดือนขึ้นดังกล่าวจะกระทบอะไรบ้าง ผู้เขียนไม่ได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ แต่รู้เพียงแต่ว่าเงินดังกล่าวที่จะใช้สำหรับการขึ้นเงินเดือนจะต้องนำมาจากภาษีของประชาชนของบริษัทห้างร้านต่างๆ แล้วบริษัทห้างร้านต่างๆ จะเอาเงินมาจากไหนจ่ายภาษีจำนวนมากขึ้น ก็นำมาจากการขึ้นราคาสินค้า แล้วสินค้าจะมาจากนั้นก็มาจากโรงงานต่างๆ หรืออาจจะเป็นเกษตรชาวนาชาวไร่ แต่ความเป็นจริงค่าแรงก็ยังต่ำและราคาสินค้าทางการเกษตรก็ยังต่ำ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นครับท่าน ปัญหาดังกล่าวก็ตกอยู่กับคนใต้ดิน (ผู้เขียนไม่ขอเรียกว่ารากหญ้า เพราะเป็นประชาชนคนชั้นต่ำที่ไม่มีโอกาสที่จะเรียกร้องใดๆ ทั้งสิ้น

ขึ้น หรือ การขึ้นดังกล่าว ก็จะนำไปสู่การเข้า ซึ่งการเข้าที่ว่านี้ คือ การเข้าสู่ปัญหาของคนด้อยโอกาสคนประชาชนที่ไม่รู้ว่าจะไม่เรียกร้องกับใครหน้าไหน ที่จะเข้าใจพวกเขาเหล่านั้น ดังนั้น
เข้าดังกล่าว คือ การเข้าสู่ปัญหา และการเข้าใจว่า ไม่มีใครช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้นได้ ท่านใดที่เป็นมีอาชีพเงินเดือนเป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ พนักงานของรัฐอาจจะไม่เข้าใจ อาจจะไม่รู้สึกเดือดร้อนมากมายเท่าไรนัก เพราะสิ้นเดือนก็มีคนจ่ายเงินเดือนให้ในการใช้จ่าย แต่กล่าวสำหรับคนที่ระดับใต้ดินพวกเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่า สิ้นเดือดแล้วพวกเขาจะเอาเงินทองมาจากไหนเพื่อประทังชีวิต และถ้าหากปัญหาดังกล่าวทิ้งไว้เนิ่นนานแล้ว จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประเทศบ้านเมืองนี้ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย และการเข้าดังกล่าวยิ่งจะทำให้เข้าไปสู่ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

กล่าวสำหรับ ไป แล้ว ก็จะยิ่งไปกันใหญ่เหมือนที่ผู้เขียนได้กล่าวมาข้างต้น ไป การไป ดังกล่าวจะทำให้เกิดระยะทางระยะห่างของสังคม ระหว่างท่าน ส. ท่าน ข. ท่าน อ. ต่างๆ กับคนระดับใต้ดิน ไปดังกล่าวจะทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทำไมความห่างของกลุ่มคนในสังคมช่างมีระยะทางที่มากเหลือเกิน เมื่อเกิดระยะห่างระยะทางช่องว่างมาก ก็จะทำให้เกิดความห่างเหินกัน และในที่สุด สังคมของเราก็จะเกิดการแยกออกจากกันในที่สุด

ดังนั้น วันนี้ผู้เขียนขอเรียกร้องให้เราทุกคนลองมาทำอะไรให้ตรงกันข้ามกับ ขึ้น เข้า ไป จะดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นคำที่ว่า ลง ออก มา (เนื่องจาก ขึ้น คู่กับ ลง เข้า คู่กับ ออก และ ไป คู่กับ มา)

ลงที่ว่า หมายความว่าอย่างไร ลง คือ การที่เราทุกคนที่มีโอกาสลองลงมาสัมผัสกับเพื่อนมนุษย์ที่ด้อยโอกาส สอบถามทุกข์สุขพวกเขาว่า พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง อยู่ดีสบายหรือไม่อย่างไร ลงจากตำแหน่งต่างๆ ที่สมมติขึ้นมา ลงจากหน้าที่แต่งเติมเสริมแต่งให้มีหน้ามีตา เพื่อลงมารับรู้ปัญหาของเพื่อนๆ เหล่าชาวใต้ดิน

สำหรับ ออก คือ ออกจากที่สุขสบาย ออกจากที่เป็นเรื่องสมมติ ออกจากความลุ่มหลงต่างๆ ที่ทำให้เกิดความโลภ

และ มา คือ มาสู่ธรรมชาติของชีวิตทั่วไป มาสู่ธรรมะ มาสู่ความเป็นจริงที่แท้จริงของพวกเราที่ว่า ในที่สุด เราก็หลีกหนีความตามไปไม่พ้น มาสู่ความเป็นตัวตนของเราตั้งแต่แรกเกิด คือ เราไม่ได้มีอะไรมากับตัวเรา

ดังนั้น หากเราลองทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกับ ขึ้นเข้าไป ให้กลายเป็น ลงออกมา ตามที่ผู้เขียนได้ลองเสนอตามข้างต้น ผู้เขียนเชื่อว่าสังคมของเรา ประเทศของเราจะมีแต่ความสุข ไม่เกิดระยะห่างช่องว่างระหว่างความเป็นมนุษย์ด้วยกัน แล้วเราก็จะพบกับความสุขที่มีความเสมอภาคกัน ด้วยเหตุนี้ ก็อยากจะให้ท่าน ส. ท่าน ข. หรือ ท่านอื่นๆ (ที่มีเงินเดือนกันสูงๆ มากๆ ที่ขึ้นกันไปตั้ง ๑๔ เปอร์เซ็นต์) ลอง ลง (ลงจากตำแหน่ง) ออก (ออกจากหน้าที่) และ มา (มาอยู่กับพวกเราชาวใต้ดิน) แล้วท่านจะเข้าใจว่า ลงออกมา จะเป็นอย่างไร
มนูญ ศรีวิรัตน์