Nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

STEM Education


หลายๆ ท่านคงอาจจะเคยได้ยินได้รู้จักเกี่ยวกับ STEM Education มาบ้าง ทั้งนี้  STEM Education คือการสอนแบบบูรณาการข้าม กลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration) ระหว่าง ศาสตร์สาขาต่างๆ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science: S) เทคโนโลยี (Technology: T) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineer: E) และ คณิตศาสตร์ (Mathematics: M) โดยนำจุดเด่นของธรรมชาติ ตลอดจนวิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชามาผสมผสานกันอย่างลงตัว เพื่อให้ผู้เรียนนําความรู้ทุกแขนงมาใช้ในการแก้ปัญหา การค้นคว้า และการพัฒนาสิ่งต่างๆ ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน
  (ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Link ต่อไปนี้ นะครับ  http://www.se-edlearning.com/wp-content/uploads/2013/11/stem.education.in_.21thcentury.pdf )

          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนจะนำเสนอต่อไปนี้นั้น อาจจะเป็น STEM Education อีกรูปแบบหนึ่งที่วงการศึกษาอาจจะลองพิจารณานำไปใช้  โดยที่

S =  Social สังคม

T =  Thai ความเป็นไทย

E =  Environment  สิ่งแวดล้อม

M = Mental จิตใจ
            ซึ่งหมายความว่า การศึกษาของไทยจากที่เป็น STEM Education แบบ วิทยาศาสตร์ (Science: S) เทคโนโลยี (Technology: T) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineer: E) และ คณิตศาสตร์ (Mathematics: M) แล้ว ก็ควรจะกลับมามองถึงแบบที่เป็น สังคม (Social :S) ความเป็นไทย (Thai : T) สิ่งแวดล้อม (Environment :E) และ จิตใจ (Mental :M)  อันหมายถึง “การศึกษาที่เน้นการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมด้วยความเป็นไทยใส่ใจ (จิตใจ) สิ่งแวดล้อม”

            โดยที่การศึกษาจะต้องให้ความสำคัญของการดำรงคงอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขที่ยั่งยืนทำอย่างไรที่จะให้คนไทยประเทศไทยของเราเป็น “สังคมความเป็นไทย” อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะต้องเน้นหนักในเรื่องของหลักพุทธธรรมคำสอนให้ลึกซึ้งของเด็กนักเรียนตั้งแต่ปฐมวัยจนไปสู่ระดับที่สูงขึ้นตามลำดับ คือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ จะต้องมีจิตใจที่รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ให้ความสนใจในการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกๆ ด้านอย่างสมดุล 


           ครับ กล่าวสำหรับ “สังคม (Social :S)  หากว่าการศึกษาทำให้เกิดการเรียนรู้ความเข้าใจการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขย่อมจะทำให้เกิดประเทศไทยของเราน่าอยู่ยิ่งๆ ขึ้น  และเช่นเดียวกันกับ ความเป็นไทย (Thai : T) ซึ่งเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัส แก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๗  ณ วังไกลกังวล หัวหิน ความตอนหนึ่งที่ว่า ข้อสำคัญ จะคิดจะทำสิ่งใด ให้นึกถึงส่วนรวม และความเป็นไทยไว้เสมอ  งานของตน และงานของชาติ  จักได้ดำเนินก้าวหน้าไป โดยถูกต้อง เที่ยงตรง ไม่ติดขัด และบรรลุถึงประโยชน์  เป็นความสุข  ความเจริญ และความสงบร่มเย็น  ดังที่ทุกคนตั้งใจปรารถนา
            และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (Environment :E) นับวันจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่กระทบการดำรงชีพของคนเราในทางที่ไม่ดีเท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอากาศ น้ำ ป่า หรือ อื่นๆ ที่เป็นสิ่งแวดล้อมกระทบต่อตัวเรา คนไทยก็ควรจะต้องอย่างยิ่งตระหนักให้ความสำคัญในการศึกษาเรียนรู้ว่าทำอย่างไรที่จะให้สิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ ของเราน่าอยู่มีความสมดุลตามหลักธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเราทำได้แล้วย่อมจะเกิดผลดีต่อจิตใจ (Mental :M)  และหากว่าจิตใจของเราดีย่อมจะดีในทุกๆ ด้านตามมาในที่สุด
            ครับ สุดท้ายนี้ หากว่าเรานำ STEM education ทั้ง ๒ แบบมาบูรณาการในการเรียนการสอนในการศึกษาทุกระดับ ผู้เขียนเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาการศึกษาอย่างยั่งยืน
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗



วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

กาลามสูตร กับ การจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการศึกษา ?


หลักกาลามสูตร หรือ หลักความเชื่อ ๑๐ ประการ (http://th.wikipedia.org/wiki/กาลามสูตร ) ในพระพุทธองค์

๑.       มา อนุสฺสวเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
   ๒.     มา ปรมฺปราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
   ๓.      มา อิติกิราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
   ๔.      มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
   ๕.      มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก
   ๖.       มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
   ๗.      มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
   ๘.      มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
   ๙.       มา ภพฺพรูปตา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าจะเป็นไปได้
๑๐.   มา สมโณ โน ครูติ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา
      จะเห็นว่าหลักกาลามสูตรจะเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการศึกษา นั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเป็นอย่างไร แต่ในเบื้องต้นลองอ่านบทกลอนที่ผู้เขียนได้แต่งไว้ข้างล่างนี้ ก่อนนะครับ

หลักความเชื่อ เมื่อรู้ ดูแจ่มชัด
ให้รู้จัก มักคุ้น ตุนให้มาก
ความเป็นจริง ยิ่งค้น สนใจมาก
ไม่ได้ยาก หากทน ค้นเรื่องดี
 

เชื่อไม่คิด จิตตก รกหัวใจ
เชื่อตามใคร ไม่ดู รู้ให้ดี
เชื่อเพราะเชื่อ เมื่อไร ไม่ค่อยดี
เชื่อใน "ดี" มีหนึ่ง จึงเชื่อเอย


     สำหรับการจัดการความรู้นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นจอมปราชญ์ของแผ่นดินกับการจัดการความรู้ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.opdc.go.th/english/9rama/rama9_details_05.html )  

    นอกจากนั้น เกี่ยวกับเรื่องของ "ความรู้" ความในพระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงบรรยายในหัวข้อ แนวโน้มการจัดการเรียนการสอนเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้าในการสัมมนาวิชาการ เรื่อง เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ในทศวรรษหน้า ณ โรงแรม บีพี สมิหลา จังหวัดสงขลา  วันที่  ๒๓ กันยายน  ๒๕๔๒

แนวโน้มความรู้ในทศวรรษหน้าจะมีหลายอย่าง    ดังนี้ 
ประการแรก   ความรู้สากล    คือความรู้ที่จะสามารถเปรียบเทียบกันได้ทั้งโลก
ประการที่     ความรู้ที่เป็นมาตรฐานระดับประเทศ    ที่เราจะกำหนดว่าคนไทยควรต้องรู้อะไร
ประการที่     ความรู้ท้องถิ่น  ทำให้เรารู้ความเป็นมาและศักยภาพของท้องถิ่น
     ที่สำคัญคือ จะต้องสามารถโยงความรู้ทั้ง ๓ ระดับนี้ให้เข้ากันได้”

(สามารถอ่านบทความที่ผู้เขียนให้นักศึกษา ม.อุบลฯ เขียนส่ง ได้ที่ http://knowledgemanagementbypipat.blogspot.com/2013/11/blog-post_25.html)


    สำหรับผู้เขียนแล้วคิดว่าการที่จัดการความรู้ให้มีประสิทธิภาพนั้น บางสิ่่งที่ควรจะต้อง "รู้" และเข้าใจเสียก่อน คือ "KNOW" ซึ่งอาจจะเป็นตามล่างนี้ ครับ




    ซึ่งแน่นอนครับว่าเมื่อเรารู้แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง "คิด" ดังนั้น ลองคิดมาข้างล่างนี้ลองดูนะครับ 



     และที่สำคัญสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิด "รู้" มากๆ คือ จะต้องมีการอ่าน "READ"


      ด้วยเหตุดังกล่าว หากว่าเราจะเชื่อสิ่งใดก็ให้ใช้หลักกาลามสูตร ทั้ง ๑๐ ประการ แล้วก็ต้อง "KNOW" ให้มากๆ โดยการ "THINK" และพร้อมด้วยการ "READ"  ก็จะนำไปสู่การมีความรู้ และเมื่อมีความรู้แล้วก็ต้องมีการจัดการความรู้ที่มีประสิทธิภาพ (สามารถอ่านรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับ "การจัดการความรู้" ได้ที่ KM) และเมื่อการจัดการความรู้ที่ดีก็จะเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การศึกษา" ในที่สุด 



      อย่างไรก็ดี สุดท้ายนี้ ผู้เขียนมีคำถามว่า จะทำอย่างไรที่จะให้ "การจัดการความรู้" สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาด้านการศึกษาในทุกระดับได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราทุกคนน่าจะช่วยกันหาคำตอบร่วมกัน เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เป็นการ "จัดการกับสิ่งที่ยังไม่รู้" เพื่อให้เป็น "การจัดการให้รู้" ในที่สุด


 ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗





วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557

รวบรวมหนังสือเกี่ยวกับหลวงพ่อจรัญ

เพื่อเป็นง่ายต่อการอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับหลวงพ่อจรัญ (บางส่วน บางเล่ม) จึงขอรวบรวมจาก Facebook ตาม Link ข้างล่างนี้ 

ท่านหลวงพ่อจรัญ พระสร้างสรรค์สอนสิ่งดี
หลวงพ่อพาทำดี เสริมชีวีให้เป็นสุข

หลวงพ่อมากบารมี ทำความดีเพื่อพ้นทุกข์
หลวงพ่อพาหาสุข ห่างจากทุกข์ทำอย่างไร

หลวงพ่อสอนให้เห็น ไม่ยากเข็ญอยู่ที่ใจ
หลวงพ่อพร้อมจะให้ ขอกราบไหว้บูชาเอย


อจต.
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์


https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.645978845448424.1073742050.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.636081719771470.1073742037.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.439486862764291.93845.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.439103152802662.93755.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.437053503007627.93174.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.432395393473438.91957.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.431565010223143.91763.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.427655783947399.90722.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.425893884123589.90143.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.425228534190124.89947.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.424989830880661.89882.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.424525654260412.89735.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.424483704264607.89721.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.424215900958054.89650.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.424117447634566.89620.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.423634724349505.89473.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.423598064353171.89455.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.418582264854751.87989.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.407812325931745.85455.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.383768695002775.81598.100001089437635&type=3

https://www.facebook.com/mpsrivirat/media_set?set=a.382320525147592.81406.100001089437635&type=3



วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2557

(ร่าง) โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญ ๖๐ พรรษา วัดหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี”

ตามที่เมื่อเช้าวันนี้ ๙ มกราคม ๒๕๕๗ ได้ความเมตตาจากท่านเจ้าอาวาสวัดหนองบัว (อุบลราชธานี) ให้เข้าพบในการเตรียมจัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ๖๐ พรรษา ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ โดยท่านเจ้าอาวาสฯ ได้กรุณามอบหมายให้ผมร่างโครงการฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการวัด ต่อไป บัดนี้ ได้ลองร่างโครงการดังกล่าวฯ ขออนุญาตรับคำชี้แนะจากทุกท่าน ด้วยครับ


    (ร่าง)
โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระเจริญ ๖๐ พรรษา
จัดสร้าง “พระอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี  วัดหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี”   

หลักการและเหตุผล
สืบเนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดาเนินทรงเปิดเขื่อน สิรินธร เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.. ๒๕๑๔ เสด็จพระราชดาเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ (บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี หลังเก่า) เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.. ๒๕๓๒ เสด็จพระราชดาเนินทรงเปิด มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีและพระราชทาน ปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.. ๒๕๓๖ เสด็จพระราชดาเนินประกอบพิธีเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก อุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.. ๒๕๔๔ เสด็จพระราชดาเนินทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ เปิดป้ายอาคารสิรินธร โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.. ๒๕๔๕ และเสด็จพระราช ดาเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี (หลังใหม่) เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ..๒๕๕๔ ตามลำดับนั้น ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวจังหวัดอุบลราชธานีทุกหมู่เหล่าที่มีต่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อีกทั้ง จังหวัดอุบลราชธานีได้ชื่อว่าเมืองพุทธศาสนาดั่งคำขวัญของจังหวัดที่ว่า
“เมืองดอกบัวงาม แม่น้ำสองสี
มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน
ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม
งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์”

ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี วัดหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี จัดทำโครงการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงพระเจริญ พระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา ใน พ.. ๒๕๕๘ โดยจัดสร้าง “พระอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี  วัดหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี”   

วัตถุประสงค์
. เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงพระเจริญ พระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา (๕ รอบ) ใน พ..๒๕๕๘
. เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
. เพื่อให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมกันส่งเสริมพุทธศาสนา


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ  
. ทำให้เกิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสทรงพระเจริญ พระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา (๕ รอบ) ใน พ..๒๕๕๘
. ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
. ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดอุบลราชธานีได้ร่วมกันส่งเสริมพุทธศาสนา


วัดหนองบัว
ที่ตั้ง
วัดหนองบัวเป็นวัดราษฎร์  นิกายธรรมยุต  ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ ๓  ถนนธรรมวิถี (แยกจาก
ถนนชยางกูรไปทางทิศตะวันตก  ประมาณ  ประมาณ  ๕๐๐  เมตร)  ตำบลในเมือง  อำเภอในเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี

ความเป็นมาและความสำคัญ
มูลเหตุการสร้างวัดหนองบัว  เริ่มต้นจากกลุ่มพุทธศาสนิกชนผู้ยึดมั่นในการปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่ง  มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการสร้างวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  และเป็นที่ระลึกเนื่องในวาระมงคลกึ่งพุทธกาล  พุทธศตวรรษ  ๒๕๐๐  กำหนดแผนการก่อสร้างวัดเริ่มแรกในที่ดินของ  นายฟอง  สิทธิธรรม  ซึ่งในขณะนั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลาง  จังหวัดอุบลราชธานี  ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏภายใน  ผู้ทำหน้าที่ติดต่อขอที่ดินสร้างวัดประกอบด้วย  นายทองพูน  ยุวมิตร  (พ่อค้าฐานะดี)  หัวหน้า  คณะหมู่  นายอุ่น  ไวยหงษ์  รองหัวหน้าคณะ  และอีกหลายคน  ทุกคนได้พากันออกเดินทางไปหานายฟอง  ที่เรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี  โดย       นายทอง  พูลยุวมิตร  ได้เล่าเรื่องตามที่คณะศรัทธาให้นายฟอง  สิทธิธรรม ฟังโดยละเอียดและขอทราบว่าที่ดินแปลงนี้จะถวายหรือจะขายให้ทางคณะศรัทธาก็พอใจ ขอแต่ให้ได้ตามประสงค์เมื่อนายฟอง  สิทธิธรรม  ได้ฟังจนทราบเรื่องโดยละเอียดแล้ว ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะตนมีความปรารถนาอยู่แล้วว่าอยากถวายที่ดินแปลงนี้ให้สร้างวัด ตนแม้จะถูกกักขังอยู่ในเรือนจำก็ไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำและได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ขอให้มีสัตบุรุษมาขอที่ดินแปลงนี้สร้างวัด  ดังนั้นเมื่อสมดังความประสงค์ที่ตั้งใจปรารถนาก็ปิติยินดีเป็นล้นพ้นแทบจะพูดไม่ออกตื้นตันใจไปหมดเมื่อทราบความประสงค์ แล้วได้ทราบรายชื่อของคณะกรรมการที่สร้างวัด จึงกำหนดมอบถวายที่ดินแปลงนี้  เมื่อวันที่  ๒๔  ตุลาคม  ๒๔๙๘ได้รับการบริจาคที่ดินจาก นายฟอง  นางจันทร์มี  สิทธิธรรม เพื่อให้ทำการสร้างวัด มีเนื้อที่ประมาณ ๓๐ ไร่ เมื่อเวลา  ๑๔.๐๐-๑๕.๐๐ น มีคณะผู้ริเริ่มการเบื้องต้นกับอุบาสกอุบาสิการ่วมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่และเจ้าของที่ประมาณ ๖๐ คน วันที่  ๒๖  ตุลาคม  ๒๔๙๘ ตรงกับวันพุธ ขึ้น  ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม เป็นวันขุดโค่นถากถางเป็นปฐมฤกษ์ จึงได้ตกลงบอกหมู่ คณะได้เตรียมมีด- จอบ- เสียม พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนเพื่อเคารพต่อเทพเจ้าก่อนลงมือ มีประมาณ  ๒๐  คน  สำหรับการลงมือที่แรกนี้อาจารย์จันทร์ประไพ ได้ล่วงหน้าไปนอนค้างคืน  ก่อนอยู่หนึ่งคืน เพื่อนั่งสมาธิวิปัสสนา และแจ้งแก่เทวดาอารักษ์ ตามเรื่องที่จะทำต่อไปแล้วก็นอน ได้ปรากฏนิมิต(ฝัน) ว่า    ในอาณาเขตที่จะสร้างวัด มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ได้พากันอพยพโยกย้าย  อุ้มลูกจูงหลานพร้อมทั้งขนข้าวของ และสัตว์เลี้ยงของตนออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่นี้เพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่นต่างก็จษขานกันว่าที่แห่งนี้อุบาสกอุบาสิกาเขาจะสร้างวัดพุทธศาสนาพวกเราจงพากันหนีไปอยู่ที่อื่นเพื่ออนุโมทนาสาธุการ  และปรากฏว่าเขาไปอยู่ทางดงก้านเหลือง  ซึ่งขณะนี้ทางราชการได้สร้างเป็นสวน  วนารมย์ครั้นรุ่งขึ้นจึงได้เล่านิมิตรให้พรรคพวกฟังแล้วทุกคนต่างก็มีความยินดีต่อนิมิตรนี้สิ่งก่อสร้างสำคัญสมัยแรกสร้างวัดมีจำนวนไม่มากและไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก  ประกอบด้วย  ศาลาโรงธรรมและกุฏิชั่วคราว  ๕  หลัง  แต่ละหลังมุงหญ้ากั้นฝาขัดแตะปูพื้นกระดานเฉพาะศาลาโรงธรรมหลังคามุงด้วยสังกะสี  แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านั้นได้รื้อทิ้งหมดแล้วและสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนแข็งแรงถาวร  สิ่งสำคัญ  คือ      พระบรมธาตุเจดีย์ศรีพระมหาโพธิ์  อุโบสถ์หลังใหม่ชื่อว่า  ศรีนครินทราบรม  ศาลาการเปรียญกาญจนาภิเษกและยังมีกุฏิสร้างแบบถาวรอีก  ๑๐  กว่าหลัง  (อ้างอิง : http://ubn.onab.go.th สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  จังหวัดอุบลราชธานี)

เกี่ยวกับ พระบรมธาตุเจดีย์ศรีพระมหาโพธิ์
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ทรงมีความปิติยินดีกับความสามัคคีของชาวอุบล ในการสร้างพระธาตุไว้สักการะบูชาอย่างยิ่ง จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากกรุงเทพมหานคร มารถไฟอุบลราชธานี จนถึงวัดหนองบัว ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๐๒ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๐๒ เป็นวันมหามงคลยิ่งของชาวอุบลฯ ที่พระบรมสารีริกธาตุ ได้บรรจุในพระธาตุอย่างสมบูรณ์ โดยสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐ์ฐานยังองค์พระบรมธาตุ 
(อ้างอิง: http://guideubon.com/news/view.php?t=18&s_id=20&d_id=8)

รูปภาพ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๗













พระอุโบสถวัดหนองบัว
 (ทั้งนี้ในส่วนของพระอุโบสถและกำแพงแก้ว อยู่ในช่วงของการดำเนินการก่อสร้างโดยดำเนินการไปแล้วกว่าร้อยละ ๘๐ ของแผนงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.๒๕๕๗)
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้ร่างโครงการ
๙ มกราคม ๒๕๕๗


(ร่าง)
คำกราบบังคมทูล
............................
ตำแหน่ง
ในพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถและทรงยกฉัตรพระอุโบสถวัดหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
วัน    ที่                          พ.ศ. ๒๕๕๘
…………………………………………..

ขอพระราชทานกราบบังคมทูลทราบฝ่าละลองพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้า ...................................................... รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อย่างหาที่สุดมิได้ที่ใต้ฝ่าละลองพระบาท เสด็จพระราชดำเนิน มาทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในการทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถและทรงยกฉัตรพระอุโบสถวัดหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันนี้ ยังความปลาบปลื้มโสมนัส และเป็นสรรพสิริมงคลแก่ปวงข้าพระพุทธเจ้า
บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชานุญาต เชิญใต้ฝ่าละอองพระบาททรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถและทรงยกฉัตรพระอุโบสถวัดหนองบัว  ต่อจากนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระราชานุญาตให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าเฝ้าถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยพร้อมรับเข็มพระราชทาน จำนวน ๖๐ ราย  และขอพระราชทานพระราชานุญาตให้คณะกรรมการจัดสร้างพระอุโบสถเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี  วัดหนองบัว จังหวัดอุบลราชธานี”  เข้าเฝ้าถ่ายภาพ จำนวน ๒ ชุด เพื่อเป็นสวัสดิมงคล สืบไป

 มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
 ผู้ร่าง

(ร่าง)
กำหนดการ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถวัดหนองบัว
อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
วันที่                   พ.ศ.๒๕๕๘
…………………………….
เวลา .... น.              - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี  เสด็จพระราชดำเนิน
                                   โดยรถยนต์พระที่นั่งจากวังสระปทุม ไปยังท่าอากาศยานกองบัญชาการกองทัพอากาศ
เวลา .... น.              - รถยนต์พระที่นั่งถึงท่าอากาศยานกองบัญชากองทัพอากาศ ประทับเครื่องบินพระที่นั่ง
ไปยังท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๒๑ อุบลราชธานี
เวลา .... น.              - เครื่องบินพระที่นั่งถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๒๑ จังหวัดอุบลราชธานี
                                                ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดอุบลราชธานี
แม่ทัพภาค ๒  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๓ ผู้บังคับการกองบิน ๒๑ และ ข้าราชการ เฝ้า ฯ รับ                   เสด็จ
                                -ประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังวัดหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
เวลา .... น.              - รถยนต์พระที่นั่งถึงวัดหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี
                                - ผู้แทนวัดหนองบัว ทูลเกล้า ฯ ถวายพวงมาลัย จำนวน ๒ ราย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประทับพระราชอาสน์
- ผู้แทนคณะกรรมการ ทูลเกล้า ฯ ถวายสูจิบัตร
- ผู้แทนคณะกรรมการ กราบบังคมทูล
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเข็มที่ระลึกให้ผู้มีจิต
ศรัทธาถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชธยาศัยจำนวน ๖๐ ราย
- ผู้แทนคณะกรรมการ  ทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงตัดหวายลูกนิมิตพระ
                อุโบสถวัดหนองบัว
- ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะกรรมการ (จำนวน ๒ ชุด)
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปลูก "ต้นยางนา"                                              จำนวน ๑ ต้น ทอดพระเนตร "สวนเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ                                   สยามบรมราชกุมารี"  และ "ลานส่งเสริมการอ่านหนังสือธรรมะเฉลิมพระเกียรติ ฯ"     
- สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงกราบสักการะพระธาตุ                                           วัดหนองบัว
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ รับของทูลถวายจาก ตัวแทนวัดหนองบัว และ                                  ตัวแทนชุมชนวัดหนองบัว 
เวลา .... น.               - สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประทับรถยนต์พระที่นั่งไปยังท่าอากาศยาน                                                                         ทหาร กองบิน ๒๑ จังหวัด อุบลราชธานี
เวลา .... น.               - รถยนต์พระที่นั่งถึงท่าอากาศยานทหาร กองบิน ๒๑ จังหวัดอุบลราชธานี
                               - ประทับเครื่องบินพระที่นั่งไปยังท่าอากาศกองบัญชากองทัพอากาศ

การแต่งกาย        
- ข้าราชการในพื้นที่ แต่งเครื่องแบบปกติขาว
- ข้าราชการในพระองค์  แต่งเครื่องแบบปกติกากีคอตั้ง


เกี่ยวกับ การดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์
































       


ภารกิจสำคัญวันที่ ๓ ก.ค.๒๕๕๗
ณ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อติดต่อประสานรับหนังสือสำคัญที่จะส่งถึงอธิบดีกรมการศาสนา

เรื่องราวต่อไปนี้ จำเป็นจะต้องบันทึกไว้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่นอกเหนือความคาดหมาย (อาจจะเรียกว่า เหลือเชื่อ มหัศจรรย์ หรือ อะไรก็ได้)

เช้าวันนี้ ๓ กรกฏาคม ๒๕๕๗ ได้มีโอกาสเดินทางไปวัดบวรนิเวศวิหาร (กรุงเทพมหานคร) โดยถึงวัดเวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.
เพื่อมาติดต่อประสานงานเกี่ยวกับ การจัดส่งแบบรายงานการขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ (ที่วัดหนองบัว ธ. อุบลราชธานี ทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ 
เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธี "ตัดลูกนิมิตอุโบสถ") 

ซึ่งก่อนเดินทางมาที่วัด ได้รับความเมตาตาจากท่านพระมหาจรัญ และ ท่านพระมหาจินดา ผ่านทางโทรศัพท์ ตั้งแต่เมื่อวาน (๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗)

เมื่อถึงวัดแล้ว ก็ไหว้สมเด็จพระสังฆราช ณ พระตำหนักเพชร แล้วเดินทางสำนักงานวัดฯ แล้วก็สอบถามเรื่องดังกล่าวว่า ติดต่อท่านพระมหาจรัญ และ ท่านพระมหาจินดา
ได้ที่ไหน ปรากฏว่า ฝ่ายสำนักงานฯ ท่านก็กรุณาดูเรื่องราวที่ผมถือนำมา และบอกว่า พระมหาจรัญ อยู่ที่ "คณะขาบบวร" ผมก็เดินตามที่ใครได้บอกเส้นทางภายในวัด

เมื่อมาถึงก็สอบถามหา "พระมหาจรัญ" ท่านไม่อยู่ แล้วผมก็สอบถามว่า "แล้วท่านพระมหาจินดา" อยู่ที่คณะไหนครับ ได้คำตอบว่า ท่านอยู่"คณะสูงรามเดชะ" 
ผมก็ได้สติว่าอาคารนี้จะอยู่ที่ไหน ก็เลยเดินมาดูที่แผนผังของวัด ได้ทราบว่าท่านอยู่ที่ อาคารหลังที่ ๑๘ ก็เดินไปอาคารคณะสูงรามเดชะ สอบถามกับคุณลุงที่อยู่ที่นั่น
ปรากฏว่า ท่านพระมหาจินดา ก็ไม่อยู่ 

ผมเดินกลับไปกลับมา ระหว่างสำนักงานวัดฯ เพื่อสอบถามอีกครั้ง และก็ไปหาท่านพระมหาจรัญอีกรอบที่ ๓ สอบถามได้ความว่าท่านไม่อยู่ 
ผมร้อน (เนื่องจากใส่สูท) ก็เลยมานั่งพักดื่มน้ำ ณ บริเวณ ป้ายอาคาร "คณะขาบบวร" ซึ่งขณะนั้น ณ ตำหนักเพชร มีการสวด "พาหุง" 
ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี เพราะโทรหา พระอาจารย์ทั้งสองท่าน ก็ไม่รับสาย ก็เลยท่านพนมมือหลับตา หันหน้าไปที่ตำหนักเพชร แล้วตั้งจิตขอสมเด็จพระสังฆราชว่า "ขอให้วันนี้กระผมได้ทำงานประสานวันนี้
ให้ประสบความสำเร็จด้วยครับ" 

ขณะนั้น ไม่ถึง ๑ นาที (น่าจะประมาณ ๒๐ วินาที) มีพระสงฆ์รูปหนึ่งเดินผ่านผมไป แล้วประมาณ ๓ วินาที ท่านเดินกลับมาหาผมอีกครั้ง แล้วท่านก็ถามผมว่า 
"มาทำอะไร" ผมตอบว่า "มาขอพบท่านพระมหาจรัญ ครับ" ท่านก็ตอบผมว่า "อาตมานี้แหละ" เท่านั้นแหละครับ ผมยิ้มดีใจเป็นอย่างมาก

แล้วท่านพระมหาจรัญ ท่านก็แนะนำให้ไปที่ฝั่งตรงข้ามวัดฯ ติดต่อที่กองธรรม (ในใจผมก็งงๆๆ ว่า "กองธรรม" คือ อะไร") แล้วผมก็ไหว้กราบลาท่านแล้วก็เดินข้ามถนนไปตามที่ท่านแนะนำ
เมื่อเดินมาถึง ที่ตรงนี้ คือ "สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง" ผมก็เดินเข้าชั้น ๑ ของอาคารสำนักฯ ได้เจอกับเจ้าหน้าที่ ๑ ท่าน ผมก็อธิบายความประสงค์ของผมตามที่ได้รับ
มอบหมายมาจากท่านเจ้าอาวาสวัดหนองบัว เจ้าหน้าที่ฯ บอกว่าผมให้รอประมาณบ่ายโมง เนื่องจากที่สำนักงานฯ นี้จะทำงานช่วงบ่าย แต่ผมได้บอกไปว่าผมขอฝากเรื่องไว้ก่อน 
เนื่องจากผมจะต้องเข้าเฝ้าฯ สมเด็จฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ ในช่วงบ่ายของวันนี้ ด้วยความกรุณาเจ้าหน้าที่ฯ ได้รับเรื่องไว้ พร้อมขอเบอร์โทรศัพท์ของผมไว้ ผมเลยเอานามบัตรไว้ให้

แล้วผมก็เดินทางไปที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพบกับทีมงานโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยมุกดาหาร เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรสมเด็จฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ 
ประมาณเวลา ๑๒.๕๐ น. ผมได้รับข้อความจากท่านพระมหาจินดา แจ้งว่า "เจริญพร ขอเวลาในการดำเนินการให้ประมาณ ๒ วัน เมื่อเสร็จแล้วทางโยมจะมารับไปส่งเองหรือจะให้ทาง
สนง.คณะธรรมยุต ส่งให้" ผมได้ตอบท่านไปว่า "กระผมจะมารับเองครับที่สำนักงานแม่กองธรรมฯ" ในวันอังคารที่ ๘ ก.ค. ครับ กราบขอบพระคุณท่านพระอาจารย์อย่างสูงในความเมตตา ครับ"

นับว่า การประสานงานเพื่อขอรับ "หนังสือนำส่งจาก สนง.คณะธรรมยุติ ถึง อธิบดีกรมการศาสนา เรื่อง การขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ฯ ของวัดหนองบัว (ธ.) อุบลราชธานี"
ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเรียบร้อยดี

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ผู้บันทึก ณ วันที่ ๓ กรกฏาคม ๒๕๕๗  






กิจกรรมดีๆ ณ วัดหนองบัว Facebook : 




Fan Page Facebook      : https://www.facebook.com/watnongbua.ubon