Nuffnang Ads

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บัว






>>>> “บัว” <<<<
===============
เรื่องของบัว ทั่วไป ไม่รู้ดี
บัวมีดี ราชินี แห่งพืชน้ำ
บัวที่เห็น เป็นอยู่ งามเลิศล้ำ
ควรจดจำ นำรู้ คู่บูชา

บัวอียิปต์ มีดี  สีพันปี
บัวหลายสี ที่เป็น เห็นล้ำค่า
บัวอุบล ล่องหน คนสืบหา
บัวมีค่า หารู้ คู่อุบลฯ






ดอกบัวกับพุทธศาสนา
เมื่อพระสิทธัตถะออกบวช ทรงกระทำความเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุอนุตรสัมมาโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงพิจารณาถึงธรรมที่ทรงตรัสรู้ว่าเป็นธรรมะอันล้ำลึกยากที่ชนผู้ยินดีในกามคุณจะรู้ตามได้ แต่อาศัยพระมหากรุณาในหมู่สัตว์ ทรงพิจารณาทบทวนดูอัธยาศัยเวไนยสัตว์อีก ก็ทรงทราบว่าผู้มีกิเลสเบาบางอันอาจรู้ตามได้ก็มี จึงเกิดอุปมาเวไนยสัตว์เหมือน “ดอกบัว”ว่า
เวไนยสัตว์ย่อมแบ่งออกเป็นสี่เหล่าตามอัธยาศัย คือ

หล่า ๑  ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์กล้าจะพึงสอนให้รู้โดยง่าย อาจรู้ธรรมพิเศษได้ฉับพลัน อันเปรียบเหมือนดอกปทุมชาติที่โผล่พ้นจากพื้นน้ำขึ้นมา แล้วคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่ จักบานในวันนี้

เหล่า ๑ ผู้มีกิเลสค่อนข้างน้อย มีอินทรีย์ปานกลาง ได้รับอบรมจนอุปนิสัยแก่กล้าแล้ว ก็สามารถบรรลุธรรมพิเศษได้ เปรียบเสมือนดอกบัวซึ่งยังตั้งอยู่เสมอพื้นน้ำ จักบานในวันพรุ่งนี้

เหล่า ๑ ผู้ที่มีกิเลสยังไม่เบาบาง ก็ยังควรได้รับคำแนะนำในธรรมปฏิบัติไปก่อนจนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้า จึงสอนให้รู้ธรรมะขั้นสูง ก็จะบรรลุธรรมพิเศษ เปรียบเหมือนดอกบัวที่ยังจมอยู่ในน้ำ คอยเวลาที่จะเลื่อนขึ้นจากน้ำ และบานในวันต่อ ๆ ไป

เหล่า ๑ ผู้ที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบหาอุปนิสัยไม่ได้เลย ไม่สามารถจะบรรลุธรรมพิเศษได้ เปรียบเหมือนดอกบัวที่จมอยู่ใต้น้ำ และเป็นภักษาของเต่าปลา
(อ้างอิงที่มา หนังสือ “บัว ราชินีแห่งไม้น้ำ โดยคุณหญิงคณิตา เลขะกุล)


>>>>  บัวสี่เหล่า  <<<<
อันว่าบัว ทั่วไป ให้เหมือนคน
มีปะปน คนไป ในสี่เหล่า
จมใต้น้ำ ตามจิต คิดโง่เขลา
คงต้องเศร้า เหงาใจ ไปอีกนาน

บัวในน้ำ ดำดิ่ง นิ่งไม่ได้
ไม่สุขใจ ได้อยู่ อีกช้านาน
บัวพื้นน้ำ ยามนี้ ดีก่อสาน
ไม่ช้านาน สานก่อ ต่อเรื่องดี

บัวพ้นน้ำ ทำดี มีมากมาย
ย่อมสบาย กายใจ ให้สุขี
บัวสูงส่ง ตรงธรรม นำความดี
ย่อมจะดี มีพ้น ล้นทางธรรม

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๖

อ่านเรื่อง บัวอุบล => BUA UBON 

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

๑๕ สิงหาคม : หลวงพ่อจรัญ

เนื่องจากวันนี้ (๑๕ สิงหาคม ) เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่ง ที่กระผมได้ระลึกถึงมาประมาณหลายปีที่ผ่านมา (เดี๋ยวในท้ายบทความจะเฉลยว่าเป็นวันอะไรนะครับ)

เกี่ยวกับ “หลวงพ่อจรัญ” ผู้อ่านหลายๆ ท่านน่าจะเคยได้ยินและรับทราบถึงหลวงพ่อจรัญเป็นอย่างดี สำหรับผมเองไม่เคยเจอกับท่านหลวงพ่อจรัญ แต่ได้มีโอกาสอ่านหนังสือของท่าน

เมื่อหลายปีก่อนประมาณ พ.ศ.๒๕๕๓ คุณพ่อของผมท่านป่วย (อาจจะตามอายุสังขารของท่าน เนื่องจากท่านอายุมากกว่า ๘๐ ปี) และท่านก็จะบอกให้พาท่านไปหาคุณหมอท่านหนึ่งที่อุบลราชธานี  (คือท่านคุณหมอประวิทย์ โภคสวัสดิ์ : ชยางกูลคลินิก) และคุณพ่อของผมก็รู้สึกว่าจะมีความกลัวใน “ความตาย” ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี  ก็เลยนำหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ เช่น  กรรมกำหนด และอื่นๆ อีกประมาณ ๒ ๓ เล่ม วางไว้ที่บ้านของคุณพ่อ (ที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด) น่าจะประมาณ ปี พ.ศ.๒๕๕๔ (วางทิ้งไว้เฉยๆ โดยที่ไม่ได้บอกให้คุณพ่ออ่าน) ปรากฏว่าเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ๒๕๕๔ ผมกลับไปที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ในงานประจำปี คือ บุญบั้งไฟ  คุณพ่อของผมก็มานั่งคุยกับผมที่บริเวณหน้าบ้าน

แล้วประโยคหนึ่งที่คุณพ่อพูดขึ้นมาคือว่า “คนเราก็แค่นี้ ตายไปเอาอะไรไปไม่ได้” แล้วคุณพ่อก็หยิบหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญขึ้นให้ดู (ผมคิดในใจตอนนั้นว่า "แสดงว่าคุณพ่อของผมได้อ่านหนังสือที่ผมวางทิ้งไว้อย่างแน่นอน" ซึ่งท่านได้กล่าวต่อไปว่า "หนังสือเหล่านี้จริงๆ ทำให้ได้รับรู้เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อตัวของพ่อ"

แล้วคุณพ่อของผมก็กล่าวต่อไปว่า “หากตายก็ขอเพียงแต่นอนหลับ แล้วก็ไปเลยก็พอ” นี้แหละครับ เป็นสิ่งที่ผมเองก็ดีใจอย่างยิ่งในคำพูดดังกล่าวของคุณพ่อ เพราะทำให้ชีวิตของท่านไม่ต้องเป็นทุกข์เป็นห่วงในตัวร่างกายในชีวิตว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเกิดมาก็ต้องเจ็บ ต้องป่วย ต้องแก่ และต้องตายกันทุกคน  

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้ผมได้มั่นใจและแน่ใจว่า “หนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ” ได้ช่วยให้คุณพ่อของผมได้พบกับทางแสงสว่างในธรรมะ  (และในปีถัดมา พ.ศ.๒๕๕๕ เดือนเมษายน คุณพ่อผมก็ได้ถวายพระประธาน ให้กับวัดต่างๆ ในอำเภอสุวรรณภูมิ เป็นจำนวน ๔ วัด รวมจำนวนทั้งหมดที่คุณพ่อได้ถวายวัดต่างๆ ไปแล้วเป็นจำนวน ๙ วัด)

ครับ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของ “หนังสือธรรมะหลวงพ่อจรัญกับคุณพ่อของผม”  ด้วยเหตุดังกล่าว ผมจึงได้กำหนดให้มีการทำบุญพิธีเบิกเนตร“พระพุทธปทุมมุกดานพรัตน์” ณ ภูผาเจีย วิทยาเขตมุกดาหาร (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี) โดยมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธาน โดยกำหนดวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ 

ทั้งนี้ วันที่ ๑๕ สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่าน “หลวงพ่อจรัญ” ผมคิดว่าในวันดีๆ ดังกล่าว หากเป็นไปได้ก็อาจจเริ่มต้นจากการหาอ่านหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ แล้วคอยพิจารณาลองปฏิบัติดูนะครับ อาจจะทำให้ชีวิตของเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีเหมือนกับ “คุณพ่ออ้วน ศรีวิรัตน์” ผู้ไม่กลัวความตายแล้วในตอนนี้ 

อจต.
๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๖

 ดูชมตัวอย่างหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ










วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พระอาจารย์ ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)





บ่ายวันนี้ (๑๔ กรกฎาคม ๒๕๕๖) ได้รับเกียรติให้เป็นพิธีกรในการบรรยายพิเศษของ พระอาจารย์ ภาสกร ภูริวฑฺฒโน (ภาวิไล)" ผู้อำนวยการธรรมสถาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (วัดฝ่ายหิน) ณ ห้องบรรยาย อาคารเรียนรวม ๕ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

โดยผมจะพยายามสรุป เบื้องต้นตามนี้ครับ

กึ่งธาตุรู้ จะทำหน้าที่บังคับบัญชา เซลล์แต่ละเซลล์
ต้นไม้เป็นการร่วมตัวกันของกลุ่มกึ่งธาตุรู้ ไม่มีจิต อยู่แบ่งหน้าที่กันทำงาน

ธาตุรู้ปฐมภูมิ ที่สามารถควบคุมบังคับบัญชา => สัตว์เซลล์ สามารถดำรงชีวิตได้มีจิต แต่เป็นจิตชั้นต่ำ

มนุษย์ มีสมองใหญ่ทำให้เกิดการจิตนาการ ฉลาดมายิ่งขึ้น
มนุษย์  น่าจะมีวิวัฒนาการมาจากตัวตุ่น เช่น เมื่อโกรธกันก็ด่ากันว่า โง่เง่าเต่าตุ่น

หากว่าผิวหนังมนุษย์เราใสจนสามารถมองเห็นอวัยวะภายในได้ จะเกิดอะไรขึ้น

จิตเหนืออารมณ์ได้ จะเกิดการยุติ
เมื่อไม่ยินดีในการเกิด จิตจะกลับไปเป็น หนึ่งหน่วยพลังงานที่ทรงปัญญาเป็นอิสระ

พลังงานไม่ได้สูญหายไปไหน
นิพพาน ไม่ใช่การสูญหาย  อยู่ในสถานะที่อิสระ

ขบวนการเกิดทุกข์
อยาก (สมุทัย) => อยากดึงเข้า (โลภะ) อยากเอาออก (โทสะ)
ทำไมจึงอยาก เพราะ => ยึด รูปรสกลิ่นเสียง
ยึดมั่นตัวเองสูง
แล้วเราทำไมจึง ยึดเพราะอวิชชา (ไม่รู้ความจริง)
โมหะ (ความหลง ไม่เห็น) มิจฉาทิฎฐิ (รู้ผิด เห็นผิด)
ดังนั้น อวิชชา โมหะ มิจฉาทิฏฐิ => โง่

ด้วยเหตุนี้
เมื่อ โง่ =ยึด =อยาก =ทุกข์
จะแก้ทุกข์ได้อย่างไร?

มรรคมีองค์แปด (มรรค ๘ = ทางสายกลาง)
สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง การพูดต้องสุภาพ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน ไม่คดโกง เอาเปรียบผู้อื่น
สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์อยู่เป็นปกติ
มรรค แต่ละคนไม่เหมือนกัน

ศีล สมาธิ ปัญญา (อธิษฐานนิพพานพลัน)
สิกขา (การศึกษา) มีไว้แก้โง่
สมถะ = ทำให้เกิดกำลังใจ (กำลัง) การเอาใจไปจดจ่อกับอะไรจะทำให้เกิดกำลัง (กรรมฐาน มี ๔๐ วิธี)
แต่กำลังอย่างเดียวไม่พอ จะต้องมีการทำงานวิเคราะห์ => วิปัสสนา
โยนิโสมนสิการ = คิดอย่างฉลาด คือ คิดที่ละเรื่อง คิดตั้งแต่ต้นต้นจนจบ
วิปัสสนา = ญาณ (วิชชา) รู้
เมื่อรู้ ก็เลิกโง่ เมื่อเลิกโง่ ก็เลิกยึด เมื่อเลิกยึด ก็เลิกอยาก เมื่อเลิกอยาก ก็เลิกทุกข์ ในที่สุด

อริยสัจ ๔คือ กฎแห่งความเป็นจริง
ไตรลักษณ์คือ กฎของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องมีเวลามีเกี่ยวข้อง
กรรมนิยามกฎแห่งกรรมของตน
ปฏิจจสมุปบาท” กฎการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน


ทุกข์ คือ สภาวะที่ทนได้ยาก
รักสุข เกลียดทุกข์
กลายมาเป็นวิวัฒนาการ
มีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง

กฎธรรมชาติ มีกฎเดียว ไม่มีอะไรที่ขัดกัน
ธรรมชาติ ย่อมมีธรรมชาติที่ไม่มีสองกฎ
วิทยาศาสตร์ และศาสนา มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน คือ
ธรรมชาติ สนใจในเรื่องเดียวกัน แต่เป้าหมายต่างกัน วิทยาศาสตร์ สนใจธรรมชาติเพื่อความอยากรู้ ส่วนศาสนา เป้าหมายคือความหลุดพ้น

การบรรเทาทุกข์ การดับทุกข์
ทุกข์ คือ ทนได้อยาก
ทุกข์เบื้องต้น เกิดขึ้นเพราะอะไร ?
หลายสิ่งในโลกนี้ต่างมาจากที่เป็นสิ่งเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนแตกต่างกันไปเพราะพลังงาน 
เช่น น้ำ น้ำแข็ง ไอน้ำ คือ สิ่งเดียวกัน แต่เปลี่ยนไปเพราะสถานะโดยใช้พลังงาน

จิตเดิมแท้ คือ มีความสว่าง ประภัสสร บริสุทธิ์ คือ โง่บริสุทธิ์

ความรู้ รู้แล้วรู้เลย จะทำเป็นไม่รู้ไม่ได้
ความรู้เบื้องต้นดังเดิม คือ ความกลัวเช่น กลัวแสงสว่างมาก กลัวเสียงดังๆ แล้วก็นำพลังงานส่วนมาห่อหุ้มเพื่อป้องกันความกลัวของเรา ดังนั้น  เมื่อมีพลังงานมาห่อหุ้มขึ้นก็เกิดวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งที่เรียกว่าสิ่งมีชีวิตในระดับต่างๆ เรื่อยๆ มาในที่สุด

มนุษย์
คิด => ทำ
ไม่คิด => ทำ
คิด =ไม่ทำ
ศีล เป็นความปกติ

ความเครียด เป็นสิ่งที่ตั้งค่าของจิตใจในความอยาก ค่าคาดหวังแล้วไม่สมใจ ค่าที่ตั้งไว้นั้น สมจริงหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ ดังนั้น จะต้องตรวจสอบค่าคาดหวังว่าเป็นอย่างไร

ตายไปไหน ไปด้วยกำลังของใจ ภพของใจจะถูกสร้างขึ้น  จิตเป็นสุขจะขึ้น จิตเป็นทุกข์จะลง เตรียมตัวก่อนตาย ดังนั้น ปมในใจ ลองทบทวนปมในใจ จิตจะวิ่งหาข้อมูลเก่าปมเก่า ไล่ถอยหาตัวแก้ปม เอาความจริงไปแก้ หาเหตุหาผลว่าทำไมปมถึงเป็นอย่างนั้น จิตคือ ธาตุรู้ จะต้องเข้าไปแก้ที่จิต หาคำตอบให้ปมดังกล่าว

บุญ คือ ความสุข ความเจริญ ไม่จำเป็นจะต้องไปทำที่วัดก็ได้ มีวิธีการมากมาย ที่จะทำเช่นเริ่มทำที่บ้านก่อน ด้วยการดูแลพ่อแม่ของเรา เลือกวิธีการที่เหมาะสม

ตัวสำคัญที่สุดให้การตัดสินที่จะไปอยู่ภพไหน คือ สภาพของจิต ดังนั้น ฝึกคิดเรื่องดี คือ ก่อนนอนทุกวัน ให้คิดและเขียนความดีของเราในแต่ละวัน ๓ ข้อในแต่ละคืนก่อนนอน ดังนั้น คนเราต้องมั่นคิดถึงความดีและทำความดีในทุกวัน และจัดทำรูปภาพในการทำบุญของแต่ละเดือนติดไว้ในบ้าน ภายใน ๑ ปี จะทำให้มีรูปภาพอย่างน้อย ๑๒ ภาพ

อจต.
ผู้รวบรวม

อ้างอิงเพิ่มเติมของการบรรยายของพระอาจารย์





วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บัวอุบล => BUA UBON


เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเมืองแห่งดอกบัว ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี อันนำไปสู่ความสำคัญระดับชาติ ในเบื้องต้นอาจจะมีการพัฒนา บัวอุบล ดังนี้


บัวอุบลฯ BUA UBON


BUA ==> 


B = Beauty สวยงาม


U = Upgrade ยกระดับ ทำให้ดีขึ้น


A = Atop บนยอด สุดยอด สูงสุด


UBON  ==>  


U = Usable มีประโยชน์


B = Bright สีสดใส


O = Optimal เหมาะสมที่สุด ดีที่สุด


N =National ประจำชาติ ระดับชาติ



   ดังนั้น BUA UBON  ต้องสวยงามถูกทำให้ดีขึ้นสูงสุดโดยพัฒนาให้มีประโยชน์สีสดใสที่ดีที่สุดในระดับชาติ






วิสัยทัศน์ => "บัวอุบลงามล้ำค่า นำพาความสุขอย่างยั่งยืน"


บทกลอน
๑.
อุบลเมืองดอกบัว       รู้กันทั่วเมืองบัวงาม
บัวอุบลลือนาม          เป็นนิยามของดอกบัว
บัวมีมากหลายพันธุ์    ต้องร่วมกันให้รู้ทั่ว
อนุรักษ์พันธุ์บัว          ทุกครอบครัวมารวมกัน
คนอุบลต่างต้องชวน  ทุกภาคส่วนต้องแข็งขัน
ช่วยประชาสัมพันธ์     สืบสานพันธุ์บัวงามเอย


๒.
วิสัยทัศน์บันดล         บัวอุบลงามล้ำค่า
บัวอุบลงามตา          ต้องนำพาให้รุ่งเรือง
คนอุบลรวมใจ           พร้อมใส่ใจบัวทุกเรื่อง
บัวงามต้องลือเลื่อง    จะเป็นเมืองดอกบัวงาม
พันธกิจร่วมกัน          ต่างแบ่งปันทำกันตาม
รับรองต้องลือนาม     ทุกเขตคามรู้ทั่วเอย



มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์




วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

(ร่าง) โครงการอาคารเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณวิทยพัฒน์


(ร่าง) โครงการ
อาคารเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณวิทยพัฒน์

หลักการและเหตุผล
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทความตอนหนึ่ง  ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเปิดงานพระจอมเกล้าลาดกระบังนิทรรศน์ ๒๖ ณ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วิทยาเขตเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๒๖ ...การพยายามศึกษาวิทยาการและเทคโนโลยีอันก้าวหน้าทุกสาขาจากทั่วโลก แล้วเลือกสรรส่วนที่สำคัญเป็นประโยชน์   นำมาปรับปรุงใช้ให้พอดีพอเหมาะกับสภาพและฐานะของประเทศเรา เพื่อช่วยให้ประเทศของเราสามารถนำเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้พัฒนางานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่สิ้นเปลือง...
        ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ประทานวโรกาสให้คณะผู้จัดทำรายการ บอกเก้าเล่าสิบ สถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2554 โดยมีพระราชดำรัสรับสั่งว่าฉันได้รับแนวทางการศึกษาจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ ท่านทรงพระราชทานคำปรึกษาแนะแนวทางการศึกษาซึ่งตอนเด็กๆ ก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย สมเด็จพระบรมฯ ท่านทรงศึกษาอยู่ต่างประเทศ ดังนั้นเหลือแค่สมเด็จพระเทพฯและฉันอยู่ในประเทศไทย สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงอยากให้ลูกๆเลือกเรียนทั้งสองทางคือสายวิทยาศาสตร์และสายศิลปศาสตร์ซึ่งสมเด็จพระเทพฯท่านได้เสด็จมาถึง ณ จุดทางเลือกก่อนและท่านก็ทรงเลือกศึกษาต่อสายศิลปศาสตร์ มาถึงฉันก็เลยต้องได้ศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ไป... 
        คณะรัฐมนตรี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ อนุมัติให้โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยเป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค เพื่อกระจายโอกาสสำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีภารกิจหน้าที่ในการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑๖ ในลักษณะของโรงเรียนประจำ ทั้งนี้เพื่อกระจายโอกาสสำหรับนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์     
        นโยบายของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ นโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัย และนวัตกรรม .๑ เร่งพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐานขององค์ความรู้ โดยพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนได้ใช้ในชีวิตประจำวันให้ทัดเทียมกับพัฒนาการในระดับนานาชาติ จัดให้มีแหล่งความรู้สาธารณะเพิ่มขึ้นทั้งในรูปองค์กร เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สิ่งพิมพ์ และผ่านทางเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนยกมาตรฐานการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกระดับ ๖.๒ เร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่พัฒนาสายงานการวิจัยเพื่อให้นักวิจัยมีระบบความก้าวหน้าในวิชาชีพ รวมทั้งพัฒนาแหล่งงานด้านการวิจัยเพื่อรองรับบุคลากรการวิจัยทั้งในภาครัฐและเอกชน
        อีกทั้ง คณะรัฐมนตรีเมื่อการประชุมวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ ได้เห็นชอบ (ร่าง) นโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕๕ – ๒๕๖๔) ตามที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เสนอ และให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการและแผนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และดำเนินการตามนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕๕ – ๒๕๖๔) สาระสำคัญของ (ร่าง) จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการพัฒนาประเทศไทยให้มีระบบเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างมีคุณภาพและมีเสถียรภาพ ตลอดจนมีการกระจายประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมสู่สังคม ชุมชน ท้องถิ่น โดยได้อัญเชิญ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นปรัชญานำทางในการพัฒนาควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศที่ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือช่วยพัฒนาประเทศไทย” ภายใต้วิสัยทัศน์ “นวัตกรรมเขียว เพื่อสังคมดีมีคุณภาพและเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ” ซึ่งสอดรับกับทิศทางการพัฒนาประเทศของรัฐบาลที่ต้องการเห็นประเทศไทยสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน มีเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
                ยุทธศาสตร์ของนโยบายและแผน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ประกอบด้วย ๕ ยุทธศาสตร์ ดังนี้
                ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การพัฒนาความเข้มแข็งของสังคม ชุมชน และท้องถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
                ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การเพิ่มขีดความสามารถ ความยืดหยุ่นและนวัตกรรมในภาคการเกษตร ผลิตและบริการด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
                ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
                ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
                ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปัจจัยเอื้อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
        นอกจากนั้น ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.๒๕๕๘ และจังหวัดมุกดาหารเป็นประตูสู่อาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเตรียมองค์ความรู้ในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจังหวัดมุกดาหารที่ว่า เมืองการศึกษา การค้า การท่องเที่ยว วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง เชื่อมโยงอาเซียน ตามแผนแผนปฏิบัติราชการจังหวัดมุกดาหาร พศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๐ (อ้างอิง www.mukdahan.go.th/sta_prov.htm)  ซึ่งการศึกษาพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน
        ดังนั้น เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสเกี่ยวกับการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในระดับมัธยมศึกษา อีกทั้งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและแผนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๕๕ – ๒๕๖๔) และยุทธศาสตร์การเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.๒๕๕๘  โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัยมุกดาหารจึงขอความเห็นชอบในการดำเนินโครงการก่อสร้าง “อาคารเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณวิทยพัฒน์” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี จะทรงพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ.๒๕๖๐

วัตถุประสงค์
๑.   เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวโรกาสจะทรงพระเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ.๒๕๖๐
๒.  เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์
๓.  เพื่อเป็นแหล่งการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
๔.  เพื่อเป็นแหล่งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์รองรับการประชาคมอาเซียน


ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
๑. ทำให้ประชาชนได้สำนักในพระมหากรุณาธิคุณและเฉลิมพระเกียรติในวโรกาส ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวโรกาสจะทรงพระเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ.๒๕๖๐
๒.ทำให้เกิดการเสริมสร้างให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์
๓.ทำให้เกิดแหล่งการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม
๔. ทำให้มีแหล่งความรู้ด้านวิทยาศาสตร์รองรับการประชาคมอาเซียน


ความหมาย “อาคารเฉลิมพระเกียรติจุฬาภรณวิทยพัฒน์”
        คือ อาคารที่จัดสร้างเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวโรกาสจะทรงพระเจริญพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ใน พ.ศ.๒๕๖๐ เป็นอาคารที่ใช้สำหรับการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทุนมนุษย์ของประเทศด้านวิทยาศาสตร์

ลักษณะของอาคาร
        เน้น การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
        เน้น การให้มีการปลูกพันธ์ไม้ภายในอาคารโดยพันธ์ไม้ต่างๆ สามารถใช้ในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
 ประธานสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร
 ผู้ร่างโครงการ


องค์ฟ้าหญิง มิ่งขวัญ จุฬาภรณ์
ถวายพระพร นอบน้อม พร้อมเชิดชู
ทรงเชี่ยวชาญ ศาสตร์วิทย์ จิตเป็นครู
ทรงรอบรู้ วิจัย ใครจะยิ่ง

อาคารนี้ เฉลิม เสริมพระเกียรติ
รายละเอียด เสริมส่ง องค์ฟ้าหญิง
ปีห้ารอบ พรรษา ค่ามากยิ่ง
ทรงเป็นมิ่ง ชาวไทย ใจภักดี

หลักคิดสร้าง ร่างเริ่ม เติมเรื่องวิทย์
พร้อมเป็นมิตร ทุกสิ่ง ยิ่งจะดี 
สร้างประหยัด จัดทาง วางแปลนดี
วิทย์ที่ดี ดีเลิศ เกิดความรู้

สร้างถวาย พระองค์ ทรงปรีชา
พวกเรามา อาสา อย่าเพียงดู
รวมทุกส่วน ชวนกัน ทำให้ดู
เพื่อเชิดชู พระองค์ ทรงพระเจริญ

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์

ประธานสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย มุกดาหาร 
แต่งถวาย ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖