Nuffnang Ads

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

พ่อกับ "นกเขา"


เท่าที่ผมระลึกได้จำได้ตั้งแต่เด็กจำความได้ พ่อเป็นผู้ที่เลี้ยงนกเขาเวลาว่างใน
ตอนบ่าย (หลังจากที่ค้าขายตั้งแต่เช้าตรู่) พ่อมักจะไป “ต่อนกเขา” โดยใช้ “เพนียดนกเขา” ซึ่งทำให้ได้นกเขาป่าที่ต่อได้มาเลี้ยงในกรง (เน้นนะครับ เลี้ยงในกรง) ทำให้ตั้งแต่เด็กตอนเช้าๆๆๆ จะได้ยินเสียงนกเขาขัน และที่บ้านก็มีนกเขาหลายๆ ตัวในแต่ละกรง

ตอนเด็กๆ นั้น ผมไปต่อนกเขากับพ่อไม่กี่ครั้ง เวลาไปกับพ่อ พ่อก็จะปีนขึ้นต้นไปนำเพนียดไปวางไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อให้นกเขาป่ามาที่เพนียด (ซึ่งในเพนียดจะมีนกเขาต่อเพื่อเป็นตัวล่อ) ผมก็รอ นั่งและนอนรอซึ่งส่วนมากก็จะหลับไปอย่างไม่รู้ตัว เพราะบรรยากาศดี เย็น สงบ เงียบ  ตื่นมาอีกครั้ง อ้าวพ่อได้นกเขาแล้ว

ก็เป็นมาอย่างนี้หลายสิบปี จนผมเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็เคยบอกผมว่า “พ่อปล่อยนกเขาที่ต่อมาได้เถอะ” พ่อก็สัญญา และก็ปล่อย นกเขาบางตัวที่อยู่ในกรงนานๆ นกเขาที่ได้กินอาหารที่พ่อหามาให้ เวลาปล่อยไปนกเขาไม่ยอมไป ต้องนำไปปล่อยที่ป่า อย่างไรก็ดี ก็ยังมีนกเขาหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง  และเช่นเดียวกันเมื่อผมเรียนปริญญาโทที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ่อก็ยังเลี้ยงนกเขาหลงเหลือประมาณ ๔-๕ ตัว  และเมื่อจบกลับมาจากต่างประเทศประเทศ พ.ศ.๒๕๔๔ พ่อก็ยังเลี้ยงนกเขาอยู่ประมาณ ๒-๓ ตัว  ซึ่งผมได้ขอร้องบอกให้พ่อเลิกเลี้ยงและปล่อยนกเขาไปเถอะ ซึ่งก็ใช้เวลานานพอสมควร จนในที่สุดพ่อก็ยอม

ที่สำคัญที่ผมจะเล่า “พ่อกับนกเขา” ต่อไปนี้ เป็นความรู้สึกส่วนตัว ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ โดยเป็นประเด็นเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของพ่อ (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการจับนกเขามาเลี้ยงในกรงก็ได้ โปรดใช้วิจารณญาณพิจารณานะครับ) 

พ.ศ.๒๕๔๕ พ่อป่วยต้องผ่าตัดไส้เลื่อนที่โรงพยาบาลยโสธร ประมาณเดือนพฤษภาคม

พ.ศ. ๒๕๔๙ พ่อป่วยต้องเจาะศีรษะกะโหลกเพื่อดูดลิ่มเลือดออกจากสมองที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี อาการเนื่องจากเริ่มจากจำอะไรไม่คอยได้ รับประทานอาหารไม่อร่อย  โดยผมนำพ่อมาอยู่ด้วยที่อุบลฯ ได้สั่งเกตอาการและในที่สุดผมตัดสินใจไปนำพ่อไปหาคุณหมอประวิทย์ โภคสวัสด์ ที่โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี เมื่อคุณหมอตรวจอาการแล้ว คุณหมอถามผมก่อนข้างนอกตรวจว่า “คุณพ่อชอบอะไรเป็นพิเศษ ดูอะไรเป็นพิเศษ ผมตอบไปว่าพ่อชอบดูข่าวการเมือง ดูมวย ครับ” แล้วคุณหมอประวิทย์ก็กลับไปถามพ่ออีกครั้งหนึ่งว่า “คุณตา นายกรัฐมนตรีชื่อว่าอะไร? ปรากฏว่าพ่อตอบไม่ได้ คุณหมอเลยสั่งให้ Scan สมอง ปรากฏว่ามีลิ่มเลือดกดเส้นประสาทในสมองส่วนหนึ่งไม่มากเท่าไร  บ่ายวันนั้นก็ได้เจาะกะโหลกเพื่อดูดและนำลิ่มเลือดออกมา เชื่อหรือไม่ครับว่า เมื่ออคุณหมอดำเนินการเสร็จสิ้น คุณหมอประวิทย์มาถามพ่ออีกครั้งว่า “คุณตา นายกรัฐมนตรีชื่อว่าอะไร? พ่อตอบว่า “ทักษิณ ชินวัตร”   อาการที่พ่อมีลิ่มเลือดในสมองนี้ทำให้ผมสงสัย ก็เลยสอบถามคุณหมอว่าเกิดขึ้นได้เพราะอะไร คุณหมอตอบว่า “เมื่อคนเราอายุมากสูงขึ้น เนื้อสมองอาจจะหดตัวเล็กน้อย (หากไม่ใช้สมองเป็นประจำ) ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเนื้อสมองกับส่วนของกะโหลก หากได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะก็อาจจะเป็นไปได้ที่ทำให้เนื้อสมองกระแทกกับกะโหลกเกิดลิ่มเลือดออกมาไปกดเส้นประสาทบางส่วน” กรณีของพ่อผมปรากฏว่าลิ่มเลือดก้อนเลือดไปกดเส้นประสาทการรับรู้รสอาหารและความจำบางส่วนครับ ที่นี่ ทุกอย่างต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน เพราะผมเชื่อว่าอยู่ดีๆ ลิ่มเลือดดังกล่าวจะเกิดขึ้นมาเองไม่ได้  ในที่สุดผมก็ทำการสอบสวนสืบสวนกับเจ้าตัว คือ “พ่อของผม” จึงได้ความว่าก่อนหน้านี้ “พ่อผมปีนต้นมะม่วงไม่สูงมากแล้วล้มลงมาศีรษะไปกระแทกกับกำแพงบ้าน แต่พ่อคิดว่าไม่เป็นอะไรมากเลยไม่บอกใคร” นี่แหละครับเป็นต้นเหตุและสาเหตุของการที่จะต้องเจาะศีรษะตามที่ผมได้กล่าวข้างต้น 

การรักษาในครั้งนี้เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลเอกชนก็หมดไปหลายหมื่น เพื่อนๆ บอกว่าทำไมไม่พาพ่อเข้าโรงพยาบาลรัฐบาล ผมบอกไปว่าเหตุการณ์เกิดตอนเช้าวันเสาร์แล้วจะให้รอวันจันทร์แล้วพาพ่อไปตรวจที่โรงพยาบาลรัฐบาลตอนเช้าวันจันทร์ ผมไม่เอาอย่างนั้นหรอก เพราะนี่คือ “พ่อของผม ผมจะไม่รอ”  เหตุการณ์เช้าวันเสาร์ดังกล่าวนั้น ผมพาพ่อไปรับประทานอาหารเช้าที่ร้านสามชัยอุบลราชธานี ก่อนขึ้นรถผมสังเกตเห็นแล้วว่าพ่อไม่สวมใส่รองเท้า และถามไปว่าพ่อสวมรองเท้าหรือยัง พ่อตอบว่าสวมแล้ว จนผมต้องนำรองเท้าสวมให้ท่าน เมื่อถึงร้านสามชัยจะลงจากรถท่านตาลอยๆ แววตาลอยๆ ไม่สนใจผม  ผมตัดสินใจในทันทีเปลี่ยนจากรับประทานอาหารเช้ารีบขับรถไปโรงพยาบาลราชเวชทันทีครับ

พ.ศ.๒๕๕๔  พ่อเริ่มป่วยอีกครั้ง หลานๆ ญาติๆ โทรศัพท์บอกผมว่าให้นำพ่อไปตรวจร่างกายด้วย เนื่องจากสังเกตเห็นว่าพ่อไม่ค่อยจะกินข้าวและมีไข้ด้วยในบ้างครั้ง  ผมก็นำไปมาตรวจกับท่านคุณหมอประวิทย์ โภคสวัสด์ ที่อุบลราชธานีเช่นเคย เพราะพ่อบอกว่าหากจะพาไปตรวจจะต้องตรวจกับคุณหมอประวิทย์ เท่านั้น  ในที่สุดด้วยความสามารถของคุณหมอท่านได้สั่ง X-ray ที่ปอดก็พบจุดขาวเล็กๆ จำนวนหนึ่ง คุณหมอก็ไม่แน่ใจท่านเลยเขียนรายงานเพื่อนำตัวไปตรวจปวดที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งจะต้องส่องกล้องผ่านหลอดอาหารไปยังปอด ซึ่งก่อนตรวจนั้นคุณหมอที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ได้พูดคุยกับผมก่อนว่า ผลการตรวจอาจจะมี ๓ อย่าง คือ ๑. มะเร็งปอด ๒. วัณโรค และ ๓. ปกติ  ผมก็ทำใจแล้วละครับว่าจะเป็นอะไรก็เป็นไปตามกรรม ในที่สุดผลการตรวจปรากฏว่า “พ่อเป็นวัณโรค”  คุณหมอก็ให้กลับมาและสามารถกลับมารับยาที่โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด  เนื่องจากวัณโรคสามารถรักษาได้โดยการรับประทานยาต่อเนื่องกันอย่างน้อย ๖ เดือน ในที่สุดพ่อก็หายเป็นปกติ จนถึงปัจจุบัน

ที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับการป่วยของพ่อ แล้วมันเกี่ยวกับ “พ่อกับนกเขา : อย่างไร?” ผมว่าเป็นผลกรรมของพ่อผมที่ได้กักขังนกเขาให้อยู่ในกรง ซึ่งตามธรรมชาตินกเขาก็ควรอยู่ป่า เพื่อหาอาหารโบยบินหาคู่เลี้ยงลูกนกเขาตามวิสัยของนกเขา  อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๕ พ่อผมเริ่มทำบุญถวายพระประธานให้กับวัดต่างๆ ในทุกๆ ปี ที่ผ่านมาก็ถวายไปแล้ว ๙ วัด  และหลังจากรักษาวัณโรคหายแล้ว พ่อได้อ่านหนังสือของหลวงพ่อจรัญ (ที่ผมนำไปให้อ่าน) ปรากฏว่า พ่อผมไม่กลัวความตายเลยครับ ทำให้ผมดีใจเป็นอย่างมาก และผมก็เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งตั้งใจว่าจะแจกในงานศพของพ่อ ก็นำให้พ่ออ่านก่อน พ่อชอบมากเลยครับ และบอกผมว่า “ดีแล้วได้อ่านก่อน ตายไปก็ไม่ได้อ่าน” เท่านั้นแหละครับที่ยิ่งทำให้ผมดีใจที่พ่อผมเข้าใจชีวิต

ดังนั้น “พ่อกับนกเขา” ผมคิดว่าผลกรรมผลบุญที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้พ่อได้หมดเวรหมดกรรมกับนกเขาที่ได้เบียดเบียนเหล่านกเขาเหล่านั้นมาหลายปี เมื่อเราไม่เบียดเบียนใคร ก็ย่อมไม่มีผลกรรมเกิดขึ้นตามมา มุ่งแต่ทำกรรมดี ทำบุญกุศล ย่อมจะจากโลกใบนี้ไปอย่างมีความสุขครับ

ขอจบเรื่อง “พ่อกับนกเขา” เพียงเท่านี้ก่อน ครับ

หากเราเบียดเบียนเขา  เราต้องเศร้าในสักวัน
ผลกรรมตามจะทัน  ไม่กี่วันย่อมตามมา
หากเรากักขังเขา มีแต่เรารับกรรมมา
รับรองกรรมนำพา ต้องโรยราในผลกรรม
หากเราปล่อยเขาไป ย่อมสุขใจการกระทำ
ผลบุญย่อมน้อมนำ เป็นพระธรรมในใจเอย







วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

บัว กับ เมืองดอกบัว (อุบลราชธานี)

เนื่องจากจังหวัดอุบลราชธานี เป็นเมืองแห่งดอกบัว ซึ่งประโยชน์ของบัวมีมากมาย ตัวอย่างเช่น
 
ดอกบัว
ประชาชนนิยมนำไปบูชาพระมากกว่าดอกไม้ชนิดอื่น เพราะดอกบัวสามารถคงความงามไว้ได้นาน
 
เมล็ดบัว
เป็นแหล่งรวมธาตุอาหารหลายชนิด สามารถนำมากินได้ทั้งสดและแห้ง ยังนำมาประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน หรือนำไปบดเป็นแป้งกวนทำไส้ขนมก็ได้
 
เกสรบัว
มีสรรพคุณทางยาหลายชนิด ปัจจุบันมีการนำเกสรบัวมาทำผลิตภัณฑ์เครื่องบำรุงผิวพรรณอีกด้วย
 
ดีบัว
มีสารเนเฟอรีน (neferine) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ สามารถขยายหลอดเลือดและช่วยให้นอนหลับง่าย
 
ใบบัว
นำมาห่อข้าว เป็นข้าวห่อใบบัว ส่วนใบอ่อนสามารถนำมากินเป็นผักสดแกล้มน้ำพริก หรือนำมาหั่นฝอย ๆ ชงดื่มแทนน้ำชา ช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี
 
ก้านบัว
นำมาตากแห้ง สามารถใช้แทนยากันยุงหรือใช้ทำเชื้อเพลิง ใช้ปิ้งย่าง ทำให้มีกลิ่นหอมและสามารถนำไปทำเยื่อกระดาษได้เช่นเดียวกับกระดาษสา
 
เหง้าบัว
เป็นลำต้นใต้ดินสำหรับสะสมอาหาร ขนาดใหญ่ อ้วน มีคุณค่าทางอาหารมาก นิยมนำมาเชื่อมแห้งกินเป็นของหวาน หรือนำไปต้มกับน้ำตาลกรวด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
 
ไหลบัว
เป็นยอดอ่อนของบัว สามารถนำมาประกอบอาหารได้ทั้งสด ทั้งแห้ง จิ้มน้ำพริกหรือผัดก็อร่อย โดยมากจะนำมาแกงส้ม แกงเลียง ผัดเผ็ดต่าง ๆ
 
ส่วน “บัวสาย” ก้านของบัวสาย สามารถปรุงอาหารแทนผักได้หลายชนิด ทั้งแกงส้มสายบัว แกงสายบัวกับปลาทู และทำขนมสายบัว
 
    นอกจากนั้น เพื่อเป็นการองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.๒๕๕๘  และเป็นการส่งเสริมเอกลักษณ์ของจังหวัดอุบลราชธานี อันนำไปสู่ความสำคัญระดับชาติ ในเบื้องต้นอาจจะมีการพัฒนา “บัวอุบล” ดังนี้
บัวอุบลฯ BUA UBON

B = Beauty สวยงาม
U = Upgrade ยกระดับ ทำให้ดีขึ้น
A = Atop บนยอด สุดยอด สูงสุด


U = Usable มีประโยชน์
B = Bright สีสดใส
O = Optimal เหมาะสมที่สุด ดีที่สุด
N =National ประจำชาติ ระดับชาติ
    
    ดังนั้น BUA UBON ต้องสวยงามถูกทำให้ดีขึ้นสูงสุดโดยพัฒนาให้มีประโยชน์สีสดใสที่ดีที่สุดในระดับชาติ
 
อุบลฯเมืองดอกบัว รู้กันทั่วเมืองบัวงาม
บัวอุบลฯ ลือนาม เป็นนิยามของดอกบัว
บัวมีมากหลายพันธุ์ ต้องร่วมกันให้รู้ทั่ว
อนุรักษ์พันธุ์บัว ทุกครอบครัวมารวมกัน
อุบลฯต่างต้องชวน ทุกภาคส่วนต้องแข็งขัน
ช่วยประชาสัมพันธ์ สืบสานพันธุ์บัวงามเอย
 
ผศ.ดร.มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
ภาควิชาคณิตศาสตร์ สถิติและคอมพิวเตอร์
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

อ้างอิงเกี่ยวกับเรื่องประโยชน์ของบัว
๑. ประโยชน์ ๑
๒. ประโยชน์ ๒
๓. ประโยชน์ ๓

 







วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ไม่เข้าท่า

ชื่อเรื่อง “ไม่เข้าท่า” ผู้เขียนได้ยินผู้คนเขาพูดกัน เลยมานั่งคิดว่า “ไม่เข้าท่า” คืออะไรกัน มีที่มาอย่างไร


ก่อนอื่น คำว่า “ท่า” มีหลากหลายความหมายมาก หากเกี่ยวกับการเดินทาง เช่น ท่าน้ำ ท่าเรือ ท่าอากาศยาน เป็นต้น หรือ หากเกี่ยวกับท่วงทีของร่างกาย เช่น ท่าดีทีเหลว ท่าทาง ท่าเดียว ท่าที ท่านั้นท่านี้ เป็นต้น


ที่กล่าวมานั้นเกี่ยวกับคำว่า “ท่า” แต่หากตามชื่อเรื่องที่กำหนดไว้ว่า “ไม่เข้าท่า” จะเป็นอย่างไรละครับ


“ไม่เข้าท่า” ทำให้ผู้เขียนนึกถึงการเดินทางเรือที่ใช้แม่น้ำลำคลองในการสัญจร อย่างเช่นแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแถวๆ พระราชวัง (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ก็มีท่าน้ำ เช่น ท่าพรานนก ท่าสี่พระยา ท่าช้าง เป็นต้น ซึ่งผู้โดยสารจะต้องรอที่ท่าเรือ หากเรือไม่เข้าท่าผู้โดยสารก็ไม่สามารถที่จะขึ้นเรือเพื่อเดินทางต่อไปได้ ซึ่งการ “ไม่เข้าท่า” อาจจะมีหลายสาเหตุ เป็นต้นว่า ท่าเรือไม่มีความเรียบร้อย ดังนั้น การไม่เข้าท่าดังกล่าวย่อมจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนของผู้โดยสารตามมาในที่สุด กล่าวง่ายๆ คือ “ไปต่อไม่ได้” สำหรับเรือที่ไม่เข้าท่าแล้ว มีแต่จะเกิดความเสียหายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นของเชื้อเพลิงที่ลอยลำในแม่น้ำ หรืออื่นๆ ดังนั้น “ไม่เข้าท่า” ไม่ดีทั้งกับเจ้าของเรือและผู้โดยสารอย่างแน่นอน


อย่างไรก็ดี สำหรับคำว่า “ไม่เข้าท่า” ในปัจจุบันนั้นมักจะถูกนำมาใช้กับเรื่องอะไรที่ทำลงไปแล้ว “ไม่ถูกไม่ควร ไม่เหมาะสม ไม่ถูกกาลเทศะ” หรือ ทำไปแล้วไม่ดีเลย ไม่ชอบ จะเห็นว่า “ไม่เข้าท่า” โดยส่วนมากมักจะถูกใช้ในทางลบเป็นส่วนมาก ด้วยเหตุนี้ หากมีใครมาว่าเรา “ไม่เข้าท่า” แสดงว่าเราจะต้องทำอะไรลงไปที่ไม่ถูกไม่ควรอย่างแน่นอน


ดังนั้น เพื่อเป็นการสื่อสารเกี่ยวกับ “ไม่เข้าท่า” ดีมากยิ่งขึ้น ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอเป็นบทกลอน ดังนี้




ทำเรื่องไม่เข้าท่า แล้วจะมาบอกว่าดี


ทุกเรื่องมีศักดิ์ศรี ล้วนต้องมีความเป็นมา


หลายคนไม่เคยทำ มัวแต่ย้ำไม่เข้าท่า


ทุกเรื่องพัฒนา ต้องเข้าท่าถึงจะดี


บางอย่างไม่เคยทำ เรื่องระยำทำทุกที


ทำอ้างสร้างความดี แล้วจะมีใครสนใจ


ทุกอย่างล้วนต้องทำ เพื่อจะนำสู่หลักชัย


ทุกอย่างอยู่ที่ใจ รวมจิตใจเข้าท่าเอย




มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์


๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖






รวย

คำๆ นี้ ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านต้องการอย่างแน่นอน คือ คำว่า “รวย”

ท่านใดที่ยังไม่รวย ก็ต้องการ  “รวย”

ท่านใดที่รวยอยู่แล้ว ก็ต้องการ “รวยๆ”
         
รวย เป็นคำที่มีอักษรเพียง ๓ ตัว เท่านั้น (ร.เรือ ว.แหวน ย.ยักษ์) มีเรือที่จะขนทรัพย์สมบัติแก้วแหวนเงินทองแล้วเดินทางไปหายักษ์ หากเป็นเช่นนี้ ย่อมแสดงว่า “จะต้องโดนยักษ์กินหมดเลย) ผู้เขียนล้อเล่นนะครับ เพียงแต่นำตัวอักษรของคำว่า “รวย” มาลองเรียงกันดูเพียงเท่านั้น ครับ
         
สำหรับผู้เขียนคิดว่าการ “รวย” อย่างหนึ่งที่คนไทยทุกคนควรจะต้องมี คือ “รวยน้ำใจ” หากเราคนไทยรวยน้ำใจเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนแล้วละก็ เชื่อได้ว่าการรวยดังกล่าวจะเป็นการรวยที่มีความสุขทั้งตัวเองและสำหรับคนอื่นๆ
          
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนขออนุญาตเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า “รวย” เป็นดังนี้

ร  = รุ่งเรือง
วุฒิ = วุฒิบัตร วุฒิการศึกษา วุฒิภาวะ
ย = ยั่งยืน
   
        หากว่าเราอยากจะรวย อาจจะเป็นคือ รุ่งเรืองในวุฒิ (ด้านต่างๆ เช่น วุฒิบัตร วุฒิการศึกษา วุฒิภาวะ) อย่างยั่งยืน แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ “รวย” ดังกล่าวนี้ ผู้เขียนก็ยังไม่รวยหรอกครับ แต่จะต้องพยายาม คือ ทำให้ตัวเรารุ่งเรืองให้ด้านวุฒิภาวะความคิดเห็นอย่างมีสติสมาธิเพื่อก่อเกิดปัญญาในที่สุด ครับ เพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับรวยตามข้างต้นเพิ่มเติม ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอเป็นบทกลอน ตามข้างล่างนี้ ครับ
 
 อันว่ารวยนั้นดี  รวยเป็นศรีแก่ตัวเอง
 บางรวยอาจวังเวง  เพราะมัวเกรงแต่ตัวตน
 หากรวยต้องรุ่งเรือง  ขอแต่เพียงช่วยทุกคน
 รวยวุฒิไม่จน  ขอเพียงตนไม่จนใจ
 รวยแบบยั่งยืนยง  รวยมั่นคงและปลอดภัย
 คือรวยด้วยน้ำใจ  จะนำชัยเพราะรวยเอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖



ยอม

หลายครั้งในชีวิต เรามักจะเคยได้ยินคำว่า “ยอม” เป็นคำสั้นๆ ที่เมื่อยอมแล้ว ฝ่ายที่ยอมจะต้องยอมทุกอย่าง หยุดทุกอย่างที่ได้กระทำอยู่ กล่าวง่ายๆ คือ เป็นผู้ยุติ นั่นเอง

ท่านผู้อ่านลองถามตัวเองซิครับว่า ในชีวิตนี้ท่านเคย “ยอม” หรือไม่อย่างไร หรือ เคยทำให้คนอื่นยอมเราหรือไม่  ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าหลายๆ ท่านจะต้องเป็นทั้งผู้ที่ยอมและผู้ที่ทำให้ผู้อื่นเขายอมอย่างแน่นอน  แต่คำถามต่อไป คือ ระหว่างที่เป็นผู้ที่ยอมกับผู้ที่ทำคนอื่นให้ยอม อันไหนมีจำนวนมากกว่ากันละครับ
 
“ยอม” ทำให้เหตุการณ์บางอย่างที่กำลังรุนแรงดำเนินอยู่ในขณะนั้นยุติลงไปได้ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันชกมวยปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งชกอีกฝ่ายหนึ่งอยู่อย่างเดียว จำเป็นอย่างยิ่งที่พี่เลี้ยงจะต้องโยนผ้าขาวเพื่อ “ยอม” แพ้ เพราะหากว่าปล่อยให้ชกต่อไป อาจจะอันตรายนำมาซึ่งชีวิตของนักมวยก็เป็นได้  หรือ เหตุการณ์จลาจลในบ้านเมืองที่มีกำลังกองกำลังติดอาวุธที่กำลังอาวุธมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง (ที่ไม่มีอาวุธ) ฝ่ายหลังนี้จำเป็นจะต้อง “ยอม” เพื่อไม่ให้ก่อเกิดความสูญเสียของชีวิตผู้คนตามมาเป็นจำนวนมาก
 
ท่านผู้อ่านคงจะพอมองภาพของการ “ยอม” ได้พอสมควร  ดังนั้น เพื่อเป็นการขยายคำว่า “ยอม” ผู้เขียนขออนุญาตนำเสนอคำกลอนเกี่ยวกับ “ยอม” เป็นดังนี้

ย = ยุติ
อ = อดทน
ม = ไม่เอาอีกแล้ว
 
ปัญหาต้องยุติ    ต้องไม่ตินินทาต่อ
ทำไปไม่ย่อท้อ    ทำให้พอและอดทน
ต้องไม่เอาอีกแล้ว   เพื่อเป็นแนวให้กับตน
ก้มหน้าพร้อมสู้ทน    และถ่อมตนเพื่อ "ยอม" เอย

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๙ มีนาคม ๒๕๕๖

สอบ

    การเรียนทุกรายวิชาทุกหลักสูตรไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรใดๆ ก็ตามแต่ โดยส่วนมากเมื่อเรียนเสร็จสิ้นแล้วจะต้องมีการ “สอบ”  และบางครั้งการสอบก็ใช้สำหรับการคัดเลือกในการต่างๆ เช่น การศึกษาต่อ การทำงาน เป็นต้น ดังนั้น “สอบ” จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทุกคนควรจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
 
      นอกจากนั้น “สอบ” บางอย่างผู้คนทั่วไปอาจจะไม่ชอบสักเท่าไร เพราะการสอบที่ว่า คือ การสอบข้อเท็จจริง การสอบวินัยของข้าราชการ โดยการสอบดังกล่าวนั้น เป็นการสอบว่ามีความผิดหรือไม่มีความผิด หากผิดจริงก็ถูกลงโทษไปตามกระบวนการขั้นตอนของทางราชการ
 
        อย่างไรก็ตาม “สอบ” สำหรับผู้เขียนที่กล่าวนี้  เป็นการกล่าวถึงการสอบของนักเรียน นักศึกษา ก็แล้วกัน เพื่อให้เข้าใจว่าการสอบคือ อะไร โดยเป็นตามบทกลอนต่อไปนี้
 
สอบ คือ อะไร
ส = สรุป
อ = อ่าน
บ = บูรณาการ

สอบนั้นคืออะไร   แล้วทำไมเราต้องสอบ
สรุปให้รอบคอบ   เข้าห้องสอบจะได้ดี
การสอบจะต้องอ่าน  ทำการบ้านมาอย่างดี
โดยอ่านให้รู้ดี   เพื่อจะมีสิ่งลิขิต
มีบูรณาการ   ทั้งการอ่านและความคิด
มาเข้าสอบด้วยจิต   ใช้ความคิดสอบได้เอย
 
มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๑๑  มีนาคม ๒๕๕๖

จบ

ช่วงเวลานี้ ต้นเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนมีนาคม เป็นช่วงสอบปลายภาคของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ทั้งปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านใดที่อยู่ชั้นปีสุดท้ายของการศึกษาในหลักสูตรนั้น ก็ต้องรอวิชาสุดท้ายของการสอบดังกล่าว เพื่อที่จะตัวเองจะได้เปล่งวาจาว่า “จบ” แล้ว

ดังนั้น ผู้เขียนจึงใคร่ขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับเรื่อง “จบ” เฉพาะด้านการศึกษาเท่านั้นนะครับ 

จบ เป็นคำสั้นๆ ตัวอักษรเพียงสองตัว คือ จ.จาน และ บ.ใบไม้  บางทีนั่งคิดว่าแล้วจานกับใบไม้มาอยู่ด้วยกันแล้วกลายเป็น “จบ” ได้อย่างไร แต่คิดว่ามันไม่ใช่สาระหรอกครับ  แต่สาระสำคัญ คือ “จบ” ในเรื่องการศึกษานั้นเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้ว การจบการศึกษาในแต่ละระดับล้วนจะต้องไปต่อ  (เหมือนกัน The Star) ตัวอย่างเช่น จบจากอนุบาลก็เข้าศึกษาต่อระดับประถมศึกษา จบจากประถมศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษา จบจากระดับมัธยมศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นว่าการ “จบ” ล้วนแต่จะมีการต่อเสมอ  ต่อเพื่อให้มีความที่ดีขึ้นสูงขึ้น ตามลำดับ 

อย่างไรก็ตาม จบดังกล่าวข้างต้นไม่ได้แสดงว่าจบสิ้นหมดไป แต่เป็นการจบเพื่อต่อไปอีก ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนเลยจะขออนุญาตเสนอเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “จบ” เป็นบทกลอน ดังนี้

"จบ"
จ = จาก
บ = บวก
 
"จบ" นั้นมีหลายอย่าง  จบเป็นทางเพื่อต้องจาก
หากจบจากลำบาก  ย่อมจะมากด้วยความสุข
บางจบอาจจะยาก   จบต้องจากอย่างสนุก
จบแบบบวกจะสุข   ไม่เป็นทุกข์เมื่อต้องจบ
จบแบบเจ็บไม่ดี   เพราะจะมีแต่จะหมด
จบจากอย่างหมดจด  แล้วจะพบกับสุขเอย
 
ดังนั้น ในชีวิตจริงของพวกเราทุกคน หากเราต้องจบจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หรือ จบจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งแล้ว เราควรจะต้องคิดให้ดีคิดในทางบวกกันมากๆ นะครับ เพื่อเราจะได้ “จบ” อย่างสมบูรณ์ที่สุด

มณูญพงศ์ ศรีวิรัตน์
๑๑ มีนาคาม ๒๕๕๖