Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วันแห่งความรัก


หากไม่เขียนเรื่อง “วันแห่งความรัก” เนื่องในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็รู้สึกว่าจะขาดอะไรไปสักอย่างในชีวิตนี้

แน่นอนครับ “ความรัก” เป็นสิ่งที่ทุกคนทุกท่านต้องการไม่ว่าจะจากใคร กลุ่มบุคคลใดก็แล้วแต่
ความรัก เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขที่มาจิตใจของเรา ทำให้รู้สึกว่ามีอิ่ม รู้สึกว่าโลกใบนี้สดใสเหลือเกิน รู้สึกว่าตัวเรามันกระชุ่มกระชวย  รู้สึกว่าชีวิตของเรามันช่างดีเหลือเกิน
ความรัก เป็นสิ่งที่เราทุกคนรู้จักมักคุ้นกันมาเป็นอย่างนี้ เรารู้จักความรักมาตั้งแต่เกิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาของเรา แม่ของเรารักทะนุถนอมเราทุกขณะเวลาวินาที เติบใหญ่คลอดออกมาเราก็ได้ความรักจากพ่อ จากญาติ ไปโรงเรียนได้ความรักจากคุณครู เพื่อนๆ  โตขึ้นสู่วัยรุ่นเราก็ได้ความรักจากเพื่อนต่างวัย เพื่อนต่างเพศ เพื่อนต่างสถาบัน เพื่อนต่างๆ นานา  ความรักดังกล่าว ก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า “จีบ” กันและกัน หรือ ภาษาโบราณอาจจะเรียกว่า “เกี้ยวพาราสี” (สำหรับ พาราสี ผู้เขียนก็ไม่ทราบไม่รู้เหมือนกัน ว่าหมายถึงอะไร หากเป็นเมืองที่ประเทศอินเดียก็จะเป็นเมืองพาราณสี)

กล่าวสำหรับ “จีบ” ผู้เขียนได้ยินวัยรุ่นเขาคุยกันว่า
“จีบคนไม่มีแฟนมีศัตรูเป็นแสน จีบคนมีแฟนมีศัตรูเพียงคนเดียว”
เป็นประโยคที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ท่านผู้อ่านก็ไปคิดเองต่อก็แล้วกันครับ

กลับมาที่จีบอีกครั้ง เมื่อจีบกันรักกันตกลงแต่งงานกัน ก็เกิดความรักในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก เป็นวงจรอย่างนี้ เมื่อเป็นพ่อแม่ก็ย่อมรักลูกมากเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อลูกเติบโตเจริญก้าวหน้าในการเรียนอาชีพมีครอบครัว พ่อแม่ก็ย่อมมีความสุขตามไปด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความรักที่เราทุกคนที่จะต้องมีอยู่เสมอ นั่นก็คือ “ความรักที่มีต่อตัวเอง ต่อตัวเรา” ถามว่าความรักดังกล่าวนี้เป็นอย่างไร ผู้เขียนคิดว่าทุกท่านคงทราบกันดี

วันแห่งความรัก หากเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรักตัวเองมากยิ่งขึ้น ก็คงจะดีนะครับ

หากว่าเรารักตัวเองเสียก่อน แล้วขยายต่อในการให้ความรักกับผู้ที่ใกล้ชิดที่สุดที่เป็นสายเลือดของเรา กล่าวคือ ต้องรักคุณพ่อคุณแม่ให้มาก เมื่อมีสายเลือดที่เป็นลูกก็ต้องรักลูกให้มาก ถัดจากสายเลือดก็เลือกที่รักผู้ที่ใกล้ชิดเราที่สุดตามลำดับ อาจจะเป็นคนรัก (หรือที่เรียกว่า แฟน) ตามไปด้วยเพื่อนๆ (ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนๆ ที่เรียน เพื่อนๆ ที่ทำงาน เพื่อนๆ ที่เราสนิท) ตามด้วยสมาชิกในองค์กรของเรา ชุมชนของเรา สังคมของเรา หมู่บ้านของเรา ตำบลของเรา อำเภอของเรา จังหวัดของเรา และประเทศของเรา เหนือสิ่งอื่นใดในวันแห่งความรักนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า เราคนไทยจะรักและเทิดทูนในหลวงและพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ขอให้ทุกพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

สิ่งหนึ่งที่เป็นสิ่งคู่กันกับความรัก คือ "การให้" หลายท่านคงทราบและรู้ดีว่า "ความรัก คือ การให้" และเป็นการให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ หากเมื่อใดแล้วที่เราเห็นความรักเป็นการที่จะต้องได้แล้วละก็ รับรองได้ว่าสิ่งนั้นคงไม่อาจจะถูกเรียกได้ว่า "ความรัก" อย่างแน่นอน

หลายครั้งในชีวิตของคนเรา เรามีความต้องการ มีความอยาก (ได้) ซึ่งเมื่อนั้นแล้วก็มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ทุกข์" ตามมาเป็นของคู่กันเสมอ ตรงกันข้าม หากว่าเรามีความรู้สึกว่า "ต้องการจะให้ (โดยไม่มีความต้องการกลับ ไม่มีความอยากได้กลับคืน)" เราจะมีความสุข และความสุขนั้น อาจจะเรียกว่า "ความรักที่ยิ่งใหญ่" มีบางท่านที่มีฐานะต้องการให้ (บริจาค) เงินทองสำหรับเด็กกำพร้าเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับเขาเหล่านั้นได้มีโอกาสที่ดีในชีวิต นี่แหละที่เป็นความรักที่น่าชื่นชม เป็นความรักที่บริสุทธิ์ไม่หวังผลตอบแทนใด และที่สำคัญความรักดังกล่าวเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน หากท่านใดที่ดูละครเรื่องบางรักซอย 9 เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นอีกตอนหนึ่งที่ประทับใจที่แสดงให้เห็นว่า คุณชัดเจนได้มีความรักที่ไม่หวังผลตอบแทนใดโดยการบริจาคเงินช่วยเหลือให้กับบุตรบุญธรรม (เด็กกำพร้า) ตั้งแต่เด็กๆ จนเติบโตมีการศึกษาสามารถสอบชิงทุนไปศึกษายังต่างประเทศ ซึ่งเด็กคนนั้นชื่อว่า "ออมสิน"

และในละครวันดังกล่าวยังได้แสดงให้เห็นถึงความรักที่ยิ่งใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ คือ "ลูก" ที่ลืมตามาดูโลก เนื่องจากคุณแป้งได้ท้องแล้ว 3 เดือน และอีกไม่ช้า ความรักดังกล่าวก็จะค่อยๆ มากและมากยิ่งๆ ขึ้นตามลำดับ

สำหรับวันแห่งความรัก หากเรารู้จักประยุกต์เรื่องของความรักกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ (มีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกัน) ก็น่าจะเป็นไปได้ ตามที่ว่า

รัก แบบมีเหตุผล กล่าวคือ รักเพราะเหตุผลใด ทำไมถึงจะต้องรัก

รัก แบบมีความพอประมาณ กล่าวคือ รักด้วยความพอดีพอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป

รัก แบบมีภูมิคุ้มกัน กล่าวคือ รักเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน สร้างความรู้สึกที่ดีๆ ต่อกันและกัน

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขออวยพรให้ทุกท่านที่มีความรัก มีความสุข โดยเฉพาะมีความสุขกับการให้ เพื่อให้เกิดความรักที่บริสุทธิ์ จัดไปให้เต็ม เติมเต็มสำหรับสิ่งที่ดีๆ ต่อกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นความรักในครอบครัว ที่ทำงาน และประเทศชาติ ขอให้ "รักประเทศไทย เดินหน้าร่วมมือร่วมใจพัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง"
Happy Valentine's Day
Max


สุดท้ายผู้เขียนอยากจะขอกล่าวเนื่องในวันแห่งความรักว่า "I Will Always Love You" เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อ WHITNEY HOUSTON
 

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

VIVA

คำๆ นี้ เป็นภาษาสเปนที่แปลว่า “ขอให้มีชีวิตยืนยาว” ผู้เขียนคิดว่าเป็นคำที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเลย เพราะอะไรละครับ มนุษย์เราในปัจจุบันต่างก็ค้นคว้าค้นหาวิจัยว่ามีสิ่งใดที่จะทำให้ชีวิตของมนุษย์เรามีระยะเวลาที่นานที่สุด มีชีวิตที่ยืนยาวมากที่สุด ใช้ทั้งเรื่องของวิทยาศาสตร์ ไสยศาสตร์ ความเชื่อต่างๆ นานา
ชีวิตของมนุษย์เกิดมานั้นคิดว่ายากแล้ว การที่มีจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ยิ่งยากเข้าไปใหญ่เลย จะต้องเรียนรู้ จะต้องปรับตัวในด้านต่างๆ เพื่อความอยู่รอด หลายๆ ท่านอาจจะโชคดีที่เกิดมาแล้วมีทุกอย่างที่ครบถ้วนสมบูรณ์ หลายๆ ท่านก็อาจจะโชคไม่ดีพอ กล่าวคือ ไม่ค่อยจะมีอะไรที่สมบูรณ์ ซึ่งจะต้องต่อสู้ในเส้นทางของการดำรงชีวิต

อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนหลีกหนีไม่พ้น จะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่ผลการกระทำ (ผลกรรม) ของแต่ละท่าน หลายๆ ท่านเมื่อเกิดมาแล้วรับรองได้ว่า ไม่อยากจะแก่ ไม่อยากจะเจ็บ ไม่อยากจะตาย กล่าวง่ายๆ คือ อยากจะ “VIVA

แล้วในความเป็นจริงท่านคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์เราจะอยู่ในโลกนี้อย่างยาวนาน เซลล์ (หรือที่หมายถึงธาตุขนาดเล็กๆ ในร่างกายของเรา) ต่างก็มีเกิดและตายไปทุกขณะเวลา ผิวหนังใบหน้าและส่วนอื่นๆ มีการตายและเกิดขึ้นมาแทนกันไป มีการเสื่อมตายไป ทุกส่วนของร่างกายเราเกิด แล้วก็เสื่อมแก่ไปตามกาลเวลา อันไหนที่ยังไม่ตายไป ก็เกิดอาการที่เสื่อมทำให้เจ็บป่วย แล้วในที่สุดเซลล์เล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องตายไปในสิ้น อันทำให้ร่างกายของมนุษย์เราดับสูญในที่สุด

โดยส่วนมากแล้ว เมื่อมีชีวิตอยู่นั้นมนุษย์เรามักจะอธิฐานหรือมีความอยาก มีความประสงค์ มีความต้องการ ที่จะเกิดใหม่ให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิม รวยกว่าเดิม สวยกว่าเดิม หล่อกว่าเดิม เรียนเก่งกว่าเดิม สรุปคือ ดีกว่าเดิมในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ ด้าน แต่อาจจะมีบางท่านที่อธิฐานไม่ขอเกิดอีกแล้ว อยากจะหยุดแล้วในความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับความอยากจะ VIVA

ใครที่อยากจะ VIVA ก็ต้องพยายามรักษาตัวเองทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย ไม่ทำร้ายจิตใจของตนเอง (รวมทั้งจิตใจของคนอื่นๆ) ไม่ทำร้ายร่างกายของตัวเอง (รวมทั้งทำร้ายร่างกายของคนอื่นๆ) คำว่า “ไม่ทำร้ายจิตใจและร่างกายของตนเอง” เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก (ซึ่งผู้เขียนก็ยังทำไม่ได้เหมือนกัน แต่ก็จะพยายาม และตั้งใจว่า “จะไม่ทำร้ายจิตใจและร่างกายของเราเอง) เพราะตรงกับการที่เรารักษาศีล ๕ ด้วย

กล่าวสำหรับคำว่า VIVA นั้นมีเพลงๆ หนึ่งที่กล่าวถึง โดยมีท่อนหนึ่งของเพลง คือ “Viva forever, I'll be waiting” ซึ่งเป็นเพลงของเกาะอังกฤษของวงสุภาพสตรีที่ชื่อว่า Spice Girlsลองฟังเพลงนี้ดูครับว่าจะเป็นอย่างไร

เมื่อท่านได้ฟังแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้างครับ มีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจ คือ “Everlasting, like the sun” อันหมายถึง นิรันดร์เช่นดวงอาทิตย์ แล้วในชีวิตจริงของมนุษย์เราจะมีอะไรที่เป็นเช่นนั้นบ้าง เวลาของชีวิตเราคงจะไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้ หากมีบุญวาสนาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติใช้กรรมที่ทำมา ซึ่งหากโชคดีก็อาจจะได้เกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำประโยชน์ทำบุญต่อไป หากโชคไม่ดี (ทำแต่กรรมไม่ดี) ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเกิดเป็นอะไรอีก

ครับ VIVA สามารถที่จะเป็นได้หากเราต้องการจะเป็นภายใต้กฎธรรมชาติที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม หากท่านใดต้องการที่จะมี VIVA มากๆ ก็อย่าใช้ VISA มากด้วยก็แล้วกัน (รูดป๊ด รูดป๊ด ใช้สิ่งที่เป็นอนาคตมากๆ แล้วปัจจุบันจะสั้นลงนะครับ)

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

สมรส

เมื่อคืนวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๕ ผู้เขียนได้ไปร่วมงานมงคลสมรสของเพื่อนโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย (ม.๖ รุ่น ๒) ซึ่งโดยปกติทุกๆ ปี พวกเราเพื่อนโรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย (ม.๖ รุ่น ๒) จะจัดงานเลี้ยงรุ่นโรงเรียนในช่วงของวันหยุดของปีใหม่ อย่างไรก็ดีในปีนี้ พวกเราก็เลยถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันรวมรุ่นเลี้ยงรุ่นพร้อมแสดงความยินดีกับเพื่อนไปด้วย สำหรับเพื่อนของผู้เขียนนั้นเป็นเพื่อนชาย (หากเป็นเพื่อนหญิงคงอาจจะเลยวันอันควรไปแล้ว) ที่แต่งกับรุ่นน้องอายุห่างกัน ๒๐ ปี (ก็ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าจะรุ่นน้องหรือไม่)

เพื่อนๆ ของผู้เขียนก็เลยรวมตัวกันก่อนเข้างาน โดยเมื่อพร้อมก็ไปลงทะเบียนและเขียนคำอวยพรพร้อมกัน โดยเพื่อนๆ ให้ผู้เขียนเป็นคนที่เขียนนำก่อน ช่วงเสี้ยวของวินาทีทำให้ผู้เขียนคิดว่าจะเขียนว่าอะไรดี ก็เลยเขียนคำว่า "สมรส"

มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าเขียนเพียงคำว่า "สมรส" เท่านั้นเหรอ ด้วยเวลาที่เร่งรีบที่มีผู้คนเพื่อนๆ รออยู่ด้านหลัง ผู้เขียนก็เลยเขียนขยายต่อไปเป็นดังนี้

สม คือ ขอให้สมปรารถนาทุกเรื่องในชีวิตคู่

รส คือ ขอให้มีรสชาติของความสุขในชีวิตคู่

ที่นี้เมื่อผู้เขียนเข้าไปในงานก็เลยนึกคิดต่อว่า "เราน่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับ คำว่า สมรส" เพิ่มเติมก็น่าจะดี ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของเรื่องนี้ ดังนั้น จึงขอเริ่มด้วยคำว่า " สม" ก่อน

"สม" หมายถึง เหมาะ พอดี ร่วมกัน เหมือนกัน เป็นดั่ง โดยคำว่า "สม" เรามักจะไม่ใช้หรือเห็นเป็นคำโดดๆ หรือเดี๋ยวๆ ซึ่งโดยส่วนมากเราจะพบเห็นเป็นว่า "สม" นั้นมักอยู่ด้านหน้าของคำอื่นๆ เช่น

สมหวัง สมประสงค์ สมนึก คือ เป็นดั่งที่หวังไว้
สมใจ สมฤดี คือ เป็นเหมือนที่ใจได้ตั้งไว้
สมชาย คือ เป็นชายอย่างเหมาะพอดี เป็นต้น
แต่บางครั้ง คำว่า "สม" หากอยู่ด้านหน้าของคำอื่นก็อาจจะความหมายไม่ค่อยดีสักเท่าไรนัก เช่น
สมน้ำหน้า คือ (ผู้เขียนไม่ขอออกความเห็น)
สมเพช คือ (ผู้เขียนไม่ขอออกความเห็น) เป็นต้น

สำหรับ "รส" ท่านผู้อ่านคงจะทราบดีว่าหมายถึงอะไร ซึ่งโดยส่วนมากแล้วมักจะเกี่ยวกับการกิน (รับประทานที่ใช้ประสาทของลิ้นรับรู้) อันเป็นเรื่องของรสชาติ ประกอบด้วย รสเผ็ด รสเค็ม รสขม รสเปรี้ยว รสหวาน รสจืด (ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่ารสหรือไม่) รสเด็ด (คงจะหมายถึงรสชาติที่เอร็ดอร่อยอย่างมาก) แต่ก็ยังมี "รส" อีกอย่างหนึ่งที่อาจจะไม่เกี่ยวกับการใช้ประสาทของลิ้น รสที่ว่าคือ "รสนิยม" อันหมายถึง ความชอบ ความพอดี ความพอใจ ความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

ดังนั้น จากความหมายข้างต้นของคำว่า "สม" และ "รส" หากว่าเรานำมาใช้รวมกันโดยให้ "สม" อยู่ด้านหน้าของคำว่า "รส" ก็จะมีความหมาย เป็นดังนี้ (แต่หากว่าเอา "รส" ขึ้นก่อน "สม" แล้ว ผู้เขียนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะหมายถึงอะไร)

สมรส คือ สองสิ่ง (ชายกับหญิง หรือ ชายกับชาย หรือ หญิงกับหญิง) ที่มีความเหมาะสม เหมือนกัน พอดีกัน มีจิตใจร่วมกันพร้อมที่จะเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกันภายใต้สถานการณ์ที่มีหลากหลาย (หลากหลายรสชาติ : หวาน มัน เค็ม เปรี้ยว ขม จืด แต่ไม่ควรที่จะเรียงลำดับของชีวิตสมรสตามนี้นะครับ หวาน มัน เค็ม เปรี้ยว ขม จืด)

ครับ สุดท้ายนี้ หากท่านใดที่สมรสแล้วก็จง “สมรส” ต่อไปด้วยรสชาติของความหวานในชีวิตตลอดไป และท่านใดที่สมรสแล้วรสชาติมันขมก็เติมความหวานเข้าไป ส่วนท่านใดที่ยังไม่ “สมรส” ก็ขอให้ “สม” ก่อนก็แล้วกันครับ

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไอ แล้วก็ I

หลายวันก่อนผู้เขียนได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ (และจำก็ไม่ได้) ว่า สิ่งที่เราไม่สามารถบังคับได้คือ “ไอ” หรือ “การไอ” ทำให้ผู้เขียนมานั่งคิดว่าแล้วทำไมเราจะห้ามการไอไม่ได้ สาเหตุของการไอมีผู้รู้มากมายที่ได้เผยแพร่ไว้ในอินเทอร์เน็ต (เช่น http://www.maipaimairoo.com/?p=160)

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนความรู้สึกต่อไปนี้ จะนำเรื่องของ “ไอ” หรือ “การไอ” และ I (ตัว ไอ ภาษาอังกฤษ ที่หมายถึง ตัวเรา ตัวฉัน ตัวข้า ตัวกู) มาเชื่อมต่อกันให้ได้

เอาเป็นง่ายๆ คือว่า เมื่อไรก็ตามที่มีสิ่งแปลกปลอมมาสู่ร่างกายของเรา เราก็จะ “ไอ” เพื่อทำให้สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวออกมาจากร่างกายของเรา ดังนั้น ย่อมแสดงได้ว่า ไอ กับ I เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกันเป็นอย่างมากเลย หากเมื่อไรก็ตามที่ I (ตัวเรา) ไม่ระมัดระวังได้รับสิ่งไม่ดีสิ่งแปลกปลอมแล้วละก็ จะต้อง “ไอ” อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีสติหรือสมาธิอย่างไรก็ตามแต่ก็จะต้อง “ไอ” เพียงแต่เรามีสติให้รู้ว่าตัวเรานั้น “ไอ” และ “ไอ” ว่าตัวเราไอมาจากสาเหตุอะไร เพราะอะไร

หลายท่านที่เป็นสูบบุหรี่นั้น ล้วนน้ำสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ตอนที่ยังเป็นหนุ่มสาวก็ยังอาจจะไม่ไอสักเท่าไร แต่เมื่ออายุมากยิ่งขึ้น ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันทำให้เป็นบ่อเกิดเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจอย่างที่เราทราบกันดี ซึ่งเมื่อเป็นโรคแล้วเมื่อสูบบุหรี่เข้าไปก็มักจะมีอาการไอเกิดขึ้น

หลายท่านที่ทำงานในสถานที่มีฝุ่นละอองจำนวนมากเป็นเวลานานๆ ก็เช่นกันก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ เมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ก็เกิดการไอเช่นกัน

หลายท่านที่ทำงานในที่มีหนุ่มสาวจำนวนมากก็อาจจะเกิดการไอได้เช่นกัน นั้นคือมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่วิถีของชีวิต โดยอาการไอดังกล่าวจะเรียกว่า“I love you” อาการอย่างนี้ผู้เขียนขอนำมาคั้นรายการให้เฉยๆ เพื่อจะได้ดูไม่เครียดเกินไปครับ

ที่นี้หากว่า ตัวสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความอยาก ความโกรธ ความลุ่มหลง ความต้องการ (ที่เกินความเป็นจริงกับตัวของเรา) ผู้เขียนคิดว่าตัวเราควรจะต้อง “ไอ” เอาสิ่งนั้นออกจากตัวเราให้ได้และเร็วที่สุดโดยใช้สติของเรา

จะเห็นว่าการ “ไอ” มีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ตัวเรามีความสุขขึ้น โดยเฉพาะการ “ไอ” ที่ใช้สติเอาสิ่งที่เรียกว่า “ความอยาก ความโกรธ ความลุ่มหลง ความต้องการ (ที่เกินความเป็นจริงกับตัวของเรา)” ออกจากร่างกาย ออกจากจิตใจของเราให้ได้เร็วที่สุด

ไอ แล้วก็ ไอ (ที่เป็นตัวเรา) หากว่า ไอ (ตัวเรา) สามารถฝึกปฏิบัติตัวเราให้ไอเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราออกได้แล้ว เราก็ควรจะ ไอ แล้วก็ ไอ และ ไอ ให้มากๆ นะครับ

ครับสุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้กำลังใจเอาใจช่วยทุกท่านที่มีอาการไอ เมื่อได้รับสิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะด้วยทางร่างกายทางจิตใจ ขอให้ท่านได้ใช้สติและจิตที่แนวแน่น ไอสิ่งดังกล่าวออกมาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด นะครับ

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คำว่า "รอง"

ก่อนจะสิ้นปี (๒๕๕๔) เพื่อจะขึ้นสู่ปีใหม่ (๒๕๕๕) มีสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้ยินและได้อ่าน คือ คำว่า "รอง" ซึ่งหลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยินได้เห็นได้กล่าวได้พูดเกี่ยวกับคำว่า "รอง" อย่างแน่นอนในชีวิตนี้

"รอง" หากเรานึกถึงภาพยนต์ ก็จะมักกล่าวถึง "พระรอง" หรือ ตัวที่เล่นเด่นน้อยกว่า "ตัวพระเอก"

แต่หากว่าเป็นระดับประเทศ ผู้บริหารประเทศ ก็จะเป็น "รองนายกรัฐมนตรี" คือ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่มากเท่ากับ "นายกรัฐมนตรี" หรือ ในระดับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ เราก็มักจะได้ยินได้แน่นอนเช่นกัน เป็นต้นว่า รองผู้ว่าราชการ รองอธิบดี รองอธิการบดี รองผู้อำนวยการ รองผู้กำกับการฯ รองนายกเทศบาล รองนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจอยู่เหมือนกัน คือ หากเป็นหน่วยงานระดับเล็กๆ อาจจะไม่มีคำว่า "รอง" เช่น ไม่มีว่าเป็น "รองนายอำเภอ" ไม่มีว่าเป็น "รองกำนัน" ไม่มีว่าเป็น "รองผู้ใหญ่บ้าน"

นอกจากนั้น คำว่า "รอง" หากเป็นคำที่ใช้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา ก็อาจจะเช่น รองเท้า รองพื้น (การรองพื้นแต่งหน้าของท่านสุภาพสตรี) รองบาตร (ที่รองบาตรพระสงฆ์) ผู้เขียนคิดออกเพียงเท่านี้ครับ

ที่นี้ขออนุญาตกับมาที่คำว่า "รอง" ข้างต้น ผู้เขียนในฐานะที่ดำรงตำแหน่ง "รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี" มาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี (ตั้งแต่ ๒๕๔๕) คิดว่า คำว่า "รอง" มันน่าจะมีความหมายว่าอย่างไรกันดี แต่ไม่เป็นไรครับ ก่อนอื่นขอย่อย ๓ ตัวอักษร คือ ร.เรือ อ.อ่าง และ ง.งู ออกจากกันจากคำว่า "รอง" ให้มีเพียง ๒ ตัวอักษร เป็นดังนี้

๑. ร กับ ง เป็น รง
๒. ร กับ อ เป็น รอ
๓. อ กับ ง เป็น อง
๔. ง กับ ร เป็น งร
๕. ง กับ อ. เป็น งอ
๖. อ กับ ร เป็น อร


จากทั้ง ๖ กรณีข้างต้น ผู้เขียนคิดว่าเมื่อเรานำเพียงสองตัวอักษรที่มาจากคำว่า "รอง" จะมีความหมายเพียงกรณีที่ ๒ คือ "รอ" กรณีที่ ๕ คือ "งอ" และ กรณีที่ ๖ คือ "อร"

ดังนั้น "รอง" ในความหมายของผู้เขียนจะเป็นดังนี้ หากเป็นตัวบุคคลที่มีตำแหน่งเป็น "รอง" อะไรก็ตามแต่ จะต้องมีความอดทนในการ "รอ" จะต้องเป็นบุคคลที่พร้อมจะต้อง "งอ" ได้เสมอ (ความหมายคือมีความยืดหยุ่นในการทำงาน ปรับตัวในเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความถูกต้อง) และ จะต้องเป็นบุคคลที่พร้อมไปด้วย "อร" คือ ความงดงาม ความสวยงาม การทำใจให้ดี ในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนั้น หากตัวเราเองตกอยู่ในสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็น "รอง" (คือ ด้อยกว่าคู่ต่อสู้ของเรา) เราจะควรจะต้อง "รอ" และ "งอ" และ "อร" ให้ได้ นั้นหมายความว่า ตัวเราจะต้องฝึกปฏิบัติให้เป็นผู้รอที่ดี เป็นผู้ที่ปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมสถานการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที และ เป็นผู้ที่มีจิตใจที่งดงามปฏิบัติงานในหน้าที่ของตนเองที่ทำอยู่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ครับ สำหรับปีเก่า ๒๕๕๔ กำลังจะผ่านไป หากเราลอง เพื่อเป็น "รอง" เพื่อเข้าสู่ปีใหม่ ๒๕๕๕ ผู้เขียนเชื่อว่า เราเองจะ "ไม่เป็นรองใคร" ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ คิดสิ่งใดก็ขอให้ได้สมดังหมาย มีความสุข ร่ำรวยในปีใหม่ที่กำลังมาถึงนะครับ

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ข้าเวลา ฆ่าเวลา ค่าเวลา

หลายวันก่อนน้องๆ ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีได้ส่งข้อความมาให้แล้วรบกวนเขียนเกี่ยวกับเรื่องของเวลาที่ว่าด้วย "ฆ่าเวลา ค่าเวลา" ผู้เขียนก็รับฝากเอาไว้และหากมีเวลาก็จะเขียนให้ ทั้งนี้ วันที่ ๖ และ ๗ ตุลาคม ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสลาพักเพื่อไปปรึกษาผู้รู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับภูมิโหราศาสตร์ ก็เลยพอมีเวลาเขียนเรื่องนี้ แต่ขอเพิ่มเติมจากหัวข้อที่ว่า "ฆ่าเวลา ค่าเวลา" เป็น "ข้าเวลา ฆ่าเวลา ค่าเวลา"

แน่นอนครับในเมื่อเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลา ก็ย่อมจะต้องเกริ่นนำเกี่ยวกับ "เวลา" อย่างที่เราทราบกันดีว่าเวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติกำหนดขึ้นมาว่าเป็น ๒๔ ชั่วโมงในหนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมงมีหกสิบนาที หนึ่งนาทีมีหกสิบวินาที ก็ว่ากันไป และในเมื่อในอดีตของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้กำหนดเวลามาตรฐานไว้ที่เมืองผู้ดีอังกฤษ เมืองที่ว่า คือ เมืองกรีนิช (Greenwich ไม่ยักกะอ่านว่า กรีนวิช ไม่เป็นไรครับเป็นการออกเสียงของคนอังกฤษเขาเราไม่เกี่ยว โดยเวลาที่เรียกว่า GMT : Greenwich Mean Time)

ผู้เขียนเชื่อว่าที่เวลาเป็นสิ่งสมมติขึ้นมา ก็เพราะว่ามนุษย์เราที่แหละเป็นผู้กำหนด แต่สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ คือ เวลาของแต่ละคนใน ๑ วัน หรือ ๑ คืน ก็ตามแต่ จะมีเท่ากัน มนุษย์เราไม่ว่าจะรวยจะจน จะมีตำแหน่งใหญ่โตหรือต่ำต้อย จะมีหน้าตาสวยงามอย่างไร ก็ย่อมมีเวลาเท่าเทียมกันใน ๑ วัน อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งตรงกันข้าม คือ ถึงแม้ว่าเวลาของแต่ละคนจะมีเท่ากันในหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่เวลาของเราที่จะมีลมหายใจบนโลกใบนี้กลับมีไม่เท่ากัน และที่สำคัญ คือ ไม่มีใครบอกได้ว่า เวลาหายใจของเราจะหมดสิ้นเมื่อไรจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ซึ่งหากคิดไปไกลกว่านั้น เวลาของเราอาจจะมีอีกในชาติหน้า (หากชาติหน้ามีจริง)

กลับมาที่เวลาของเราที่มีเท่ากันในแต่ละวัน คือ ที่เรียกว่า เวลาของข้า (เวลาของฉัน เวลาของตัวเรา) หากว่าเราสามารถกำหนดได้ว่าเวลาของข้า ทำงาน ปฏิบัติตน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวตนเองตัวเราเอง ต่อที่ทำงาน ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ และที่สำคัญอย่าพยายามทำให้ตัวเราตกเป็นข้า (ทาส) ของเวลา ไม่ให้เวลามากดดันตัวของเรา แต่ให้ทางตรงกันข้ามอย่างที่กล่าวแล้วว่า ใช้เวลาของข้า (ของเรา) ให้เกิดประโยชน์ต่อสูงสุด สิ่งที่ตามว่า คือ จะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ค่าเวลา หรือ ตัวเรามองเห็นค่า คุณค่าของเวลา" ที่เรามีอยู่ ตัวเราจะไม่ยอมให้เวลานั้นสูญเปล่าไปในแต่ละวัน เพราะเนื่องจากว่า หากตัวเราปล่อยเวลาให้หลุดลอยไปอย่าไร้ประโยชน์ในแต่ละวัน เวลาดังกล่าวอาจจะไปบั่นทอนให้เวลาของเราที่จะอยู่บนโลกใบนี้สั้นลงไปได้ ซึ่งสามารถที่จะนำเสนอดังต่อไปนี้
๑. ถ้า เวลาของข้า ในแต่ละวันทำให้มีค่ามาก จะทำให้ เวลาของข้าในโลกใบนี้ ยาวขึ้นและมีคุณค่า

๒. ถ้า เวลาของข้า ในแต่ละวันทำให้มีค่าน้อย จะทำให้ เวลาของข้าในโลกใบนี้ สั้นลงและหมดคุณค่า

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่เราอาจจะเผลอตัวกระทำตามข้อ ๒ ข้างต้นจะเป็นการ ฆ่าเวลาของเราที่อยู่ไปอย่างสูญเปล่า หลายๆ คนในแต่ละวันได้ฆ่าเวลาของข้า (ของตัวเอง) ไปอย่างที่ไม่รู้สึกตัว ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเราชาวพุทธไว้ว่า "ให้มีสติอย่างตลอดเวลา" การมีสตินั้นเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลโดยที่ตัวเราอาจจะมีความรู้สึกตัว แต่หากว่า เราได้ฝึกฝนการมีสติจนเป็นที่ดีแล้ว ก็จะนำมาสู่ที่เรียกว่า "สมาธิ นำไปสู่ ปัญญาในที่สุด"

ครับ เรื่องของเวลา นั้นมีให้อ่านมากมาย ซึ่งผู้เขียนก็เคยได้เขียนไว้เช่นกัน เชิญอ่านเพิ่มเติมได้ที่ (ความสัมพันธ์​ระหว่าง เวลา ระยะทาง และ ความเร็ว) แต่กล่าวสำหรับ "ข้าเวลา ค่าเวลา และ ฆ่าเวลา" แล้ว หากตัวเราสามารถที่จะกำหนดว่าเวลาในแต่ละวันเป็นของข้า (ข้าพเจ้า) ข้าจะทำให้เวลาที่มีอยู่ในแต่ละวันมีคุณค่า เป็น ค่าเวลา (ค่าของเวลา) และ ข้าจะไม่ฆ่าเวลาโดยที่ทำอะไรที่ไม่ได้ใช้สติไม่เกิดประโยชน์ ข้าก็จะสามารถมีเวลาเพิ่มเติมอยู่บนโลกใบนี้อย่างยาวนานขึ้นและมีความสุข

สุดท้ายจริงๆ เวลาของเราของท่านมีค่าเท่ากัน จะสั้นจะยาวไม่สำคัญ ขอให้ท่านทำปัจจุบันให้ดีที่สุด นะครับ "อย่าฆ่าเวลา แต่จะต้องทำให้เป็น ค่าเวลา และ เวลาเป็นของข้า"

อันเวลา ค่ายิ่ง จริงแท้นัก
ไม่เคยพัก สักครั้ง รั้งไม่อยู่
เวลาเดิน เพลินใจ ไม่เฝ้าดู
ยามหดหู่ รู้ค่า หาเวลา

เวลาหยุด จุดหมาย ตายแน่นอน
อย่าอาวรณ์ ร้อนใจ ในเวลา
เวลาสิ้น ยินดี มีคุณค่า
มีเวลา หาดี ที่ตัวตน

เวลามาก อยากได้ ในสิ่งผิด
เวลาคิด จิตนิ่ง อิงอดทน
เวลาน้อย คอยดู รู้จิตตน
รู้ทุกคน สนใจ ในเวลา

อจต.




วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ปฏิ

เมื่อ ๕ ปีที่แล้ววันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นวันที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ปฏิวัติ" "ปฏิรูป" ทำให้รัฐธรรมนูญในขณะนั้น คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้สิ้นสุดลงไป แต่นั้นเป็นเรื่องของการเมือง

อย่างไรก็ดี ในเมื่อ ๕ ปีที่แล้วที่ผ่านมาเกี่ยวกับคำว่า "ปฏิ" ผู้เขียนก็อยากจะเขียนเกี่ยวกับการ "ปฏิ" เพื่อเป็นรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญดังกล่าว

จะเห็นว่า "ปฏิ" น่าจะมีความหมายเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดใหม่ สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีว่า เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นหากมีการ "ปฏิ" ขึ้นมา นั่นเป็นเพียงความคิดของผู้เขียนเท่านั้น (แต่ความเป็นจริง “ปฏิ” เป็นภาษีบาลีที่ใช้นำหน้าคำอื่น มีความหมายว่า เฉพาะ ตอบ ทวน กลับ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Reaction”) แต่คงจะไม่เป็นไรหรอกหากความคิดของผู้เขียนไม่ตรงกันกับที่กำหนดไว้ เพราะที่จริง การ “ทวน” หรือ “กลับ” ก็หมายถึงสิ่งใหม่ การทำใหม่ได้เช่นกัน

สำหรับ คำภาษาไทยที่เกี่ยวกับ "ปฏิ" มีหลายๆ คำมากมาย เช่น ปฏิกิริยา ปฏิสนธิ ปฏิบัติ ปฏิวัติ ปฏิรูป ปฏิมากรรม (ประติมากรรม) ปฏิสังขรณ์ ปฏิกรณ์ ปฏิกูล ปฏิชีวนะ ปฏิทิน ปฏิปักษ์ ปฏิเสธ ปฏิสันถาร ปฏิคม ปฏิญาณ เป็นต้น

ปฏิกิริยา เป็นเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สารเคมีวิทยาศาสตร์เกิดผสมกันตั้งแต่สองสารขึ้นไป (หากมีสารเพียงชนิดเดียวคงจะไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาได้) ทำให้เกิดสารที่มีอาจจะมีคุณสมบัติทางเคมีชีววิทยาใหม่ หรือ การที่มนุษย์ได้รับข้อมูลในด้านใดๆ แล้วเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา (หมายความว่า เกิดความคิด เกิดสติ เกิดปัญญา แสดงออกมาหรือตอบโต้)

ปฏิสนธิ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากสองสิ่งผสมกันเช่นกันแล้วเกิดสิ่งมีชีวิตสิ่งใหม่เกิดขึ้นมา

ปฏิมากรรม เป็นสิ่งที่ธรรมชาติหรือมนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้มีความงดงามมากกว่าเดิมจากที่เป็นอยู่

ปฏิรูป เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการทำให้สิ่งที่เป็นอยู่นั้นดีขึ้นมีรูปที่ดีขึ้นมีสภาพที่ดีขึ้น

ปฏิวัติ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมให้เป็นของใหม่โดยต้องใช้พลังกำลังจำนวนให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นโดยทันที

ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มนุษย์ลงมือกระทำอย่างจริงจังให้เกิดผลตามที่ตั้งใจตั้งความมุ่งหวังไว้

ที่เกริ่นนำมาตามข้างต้นนี้ ใช่ว่าผู้เขียนจะถูกต้องเสมอไป เพียงแต่เขียนตามความรู้สึกและความรู้ที่มีอยู่เท่านั้นนะครับ แต่ที่ต้องการจะเพิ่มเติม คือ สำหรับ "ปฏิรูป" และ "ปฏิวัติ" นั้น ย่อมมีข้อแตกต่างกันอย่างแน่นอน (เพราะแม้แต่การเขียนก็ยังไม่เหมือนกันเลย) เรามักจะเห็นว่าโดยส่วนมากในวงการต่างๆ นั้น ต่างก็ใช้สองคำเมื่อต้องการสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ

สำหรับด้านอุตสาหกรรม เรามักจะได้ยินว่าเป็นการ "ปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิต"

ด้านการศึกษา เรามักจะได้ยินว่าเป็นการ "ปฏิรูปการศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน"

ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วรุนแรงน่าจะใช้คำว่า "ปฏิวัติ" ในทางตรงกันข้าม หากต้องการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นไปไม่รุนแรงต้องการความมีส่วนร่วมสร้างความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง น่าจะใช้คำว่า "ปฏิรูป" แต่อย่างไรก็ดี ทั้งสองคำจะต้องพึ่งคำว่า "ปฏิบัติ" เพราะหากไม่ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และทั้งการ "ปฏิวัติ" หรือ "ปฏิรูป" ก็จะเกิดปฏิกิริยาตามมา ซึ่งปฏิกิริยาที่ว่าจะมีสองด้านเสมอ คือ ด้านที่ดี และ ด้านที่ไม่ดี สนับสนุน หรือ ไม่สนับสนุน เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย เป็นต้น แต่เมื่อไรก็ตาม ที่ทั้ง "ปฏิวัติ" หรือ "ปฏิรูป" มีเหตุผล มีข้อเท็จจริงที่สามารถเห็นเป็นที่ประจักษ์ได้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว เมื่อ "ปฏิบัติ" แล้ว "ปฏิกิริยา" ที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นไปในทิศทางที่ดีมีผู้สนับสนุนเห็นด้วย และเมื่อนั้น การปฏิวัติหรือการปฏิรูปก็จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมมากที่สุด โดยที่ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบได้เปรียบ เกิดความยุติธรรมในสังคม

ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่า ๕ ปีที่ผ่านไปจากการ "ปฏิ..." (จะเรียกว่า ปฏิวัติ หรือ ปฏิรูป ก็ตามแต่) จะเกิดการปฏิบัติที่ทำให้มีปฏิกิริยาในทางที่ดีขึ้น ทำให้คนไทยลบลืมความผิดหวังสิ้นหวังหมดหวังลงไปได้นะครับ