สุดท้ายผู้เขียนอยากจะขอกล่าวเนื่องในวันแห่งความรักว่า "I Will Always Love You" เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อ WHITNEY HOUSTON
วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
วันแห่งความรัก
สุดท้ายผู้เขียนอยากจะขอกล่าวเนื่องในวันแห่งความรักว่า "I Will Always Love You" เพื่อเป็นการไว้อาลัยต่อ WHITNEY HOUSTON
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555
VIVA
วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555
สมรส
วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ไอ แล้วก็ I
หลายวันก่อนผู้เขียนได้ยินมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ (และจำก็ไม่ได้) ว่า สิ่งที่เราไม่สามารถบังคับได้คือ “ไอ” หรือ “การไอ” ทำให้ผู้เขียนมานั่งคิดว่าแล้วทำไมเราจะห้ามการไอไม่ได้ สาเหตุของการไอมีผู้รู้มากมายที่ได้เผยแพร่ไว้ในอินเทอร์เน็ต (เช่น http://www.maipaimairoo.com/?p=160)
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนความรู้สึกต่อไปนี้ จะนำเรื่องของ “ไอ” หรือ “การไอ” และ I (ตัว ไอ ภาษาอังกฤษ ที่หมายถึง ตัวเรา ตัวฉัน ตัวข้า ตัวกู) มาเชื่อมต่อกันให้ได้
เอาเป็นง่ายๆ คือว่า เมื่อไรก็ตามที่มีสิ่งแปลกปลอมมาสู่ร่างกายของเรา เราก็จะ “ไอ” เพื่อทำให้สิ่งแปลกปลอมดังกล่าวออกมาจากร่างกายของเรา ดังนั้น ย่อมแสดงได้ว่า ไอ กับ I เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกันเป็นอย่างมากเลย หากเมื่อไรก็ตามที่ I (ตัวเรา) ไม่ระมัดระวังได้รับสิ่งไม่ดีสิ่งแปลกปลอมแล้วละก็ จะต้อง “ไอ” อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมีสติหรือสมาธิอย่างไรก็ตามแต่ก็จะต้อง “ไอ” เพียงแต่เรามีสติให้รู้ว่าตัวเรานั้น “ไอ” และ “ไอ” ว่าตัวเราไอมาจากสาเหตุอะไร เพราะอะไร
หลายท่านที่เป็นสูบบุหรี่นั้น ล้วนน้ำสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ตอนที่ยังเป็นหนุ่มสาวก็ยังอาจจะไม่ไอสักเท่าไร แต่เมื่ออายุมากยิ่งขึ้น ร่างกายขาดภูมิคุ้มกันทำให้เป็นบ่อเกิดเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจอย่างที่เราทราบกันดี ซึ่งเมื่อเป็นโรคแล้วเมื่อสูบบุหรี่เข้าไปก็มักจะมีอาการไอเกิดขึ้น
หลายท่านที่ทำงานในสถานที่มีฝุ่นละอองจำนวนมากเป็นเวลานานๆ ก็เช่นกันก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ เมื่อปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป ก็เกิดการไอเช่นกัน
หลายท่านที่ทำงานในที่มีหนุ่มสาวจำนวนมากก็อาจจะเกิดการไอได้เช่นกัน นั้นคือมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสู่วิถีของชีวิต โดยอาการไอดังกล่าวจะเรียกว่า“I love you” อาการอย่างนี้ผู้เขียนขอนำมาคั้นรายการให้เฉยๆ เพื่อจะได้ดูไม่เครียดเกินไปครับ
ที่นี้หากว่า ตัวสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่ตัวเรานั้น เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความอยาก ความโกรธ ความลุ่มหลง ความต้องการ (ที่เกินความเป็นจริงกับตัวของเรา) ผู้เขียนคิดว่าตัวเราควรจะต้อง “ไอ” เอาสิ่งนั้นออกจากตัวเราให้ได้และเร็วที่สุดโดยใช้สติของเรา
จะเห็นว่าการ “ไอ” มีประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ตัวเรามีความสุขขึ้น โดยเฉพาะการ “ไอ” ที่ใช้สติเอาสิ่งที่เรียกว่า “ความอยาก ความโกรธ ความลุ่มหลง ความต้องการ (ที่เกินความเป็นจริงกับตัวของเรา)” ออกจากร่างกาย ออกจากจิตใจของเราให้ได้เร็วที่สุด
ไอ แล้วก็ ไอ (ที่เป็นตัวเรา) หากว่า ไอ (ตัวเรา) สามารถฝึกปฏิบัติตัวเราให้ไอเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตัวเราออกได้แล้ว เราก็ควรจะ ไอ แล้วก็ ไอ และ ไอ ให้มากๆ นะครับ
ครับสุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้กำลังใจเอาใจช่วยทุกท่านที่มีอาการไอ เมื่อได้รับสิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะด้วยทางร่างกายทางจิตใจ ขอให้ท่านได้ใช้สติและจิตที่แนวแน่น ไอสิ่งดังกล่าวออกมาให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด นะครับ
วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554
คำว่า "รอง"
"รอง" หากเรานึกถึงภาพยนต์ ก็จะมักกล่าวถึง "พระรอง" หรือ ตัวที่เล่นเด่นน้อยกว่า "ตัวพระเอก"
แต่หากว่าเป็นระดับประเทศ ผู้บริหารประเทศ ก็จะเป็น "รองนายกรัฐมนตรี" คือ ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบที่ไม่มากเท่ากับ "นายกรัฐมนตรี" หรือ ในระดับหน่วยงาน องค์กรต่างๆ เราก็มักจะได้ยินได้แน่นอนเช่นกัน เป็นต้นว่า รองผู้ว่าราชการ รองอธิบดี รองอธิการบดี รองผู้อำนวยการ รองผู้กำกับการฯ รองนายกเทศบาล รองนายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เขียนแปลกใจอยู่เหมือนกัน คือ หากเป็นหน่วยงานระดับเล็กๆ อาจจะไม่มีคำว่า "รอง" เช่น ไม่มีว่าเป็น "รองนายอำเภอ" ไม่มีว่าเป็น "รองกำนัน" ไม่มีว่าเป็น "รองผู้ใหญ่บ้าน"
นอกจากนั้น คำว่า "รอง" หากเป็นคำที่ใช้กับชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา ก็อาจจะเช่น รองเท้า รองพื้น (การรองพื้นแต่งหน้าของท่านสุภาพสตรี) รองบาตร (ที่รองบาตรพระสงฆ์) ผู้เขียนคิดออกเพียงเท่านี้ครับ
๒. ร กับ อ เป็น รอ
๓. อ กับ ง เป็น อง
๔. ง กับ ร เป็น งร
๕. ง กับ อ. เป็น งอ
๖. อ กับ ร เป็น อร
วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ข้าเวลา ฆ่าเวลา ค่าเวลา
แน่นอนครับในเมื่อเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องของเวลา ก็ย่อมจะต้องเกริ่นนำเกี่ยวกับ "เวลา" อย่างที่เราทราบกันดีว่าเวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมติกำหนดขึ้นมาว่าเป็น ๒๔ ชั่วโมงในหนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมงมีหกสิบนาที หนึ่งนาทีมีหกสิบวินาที ก็ว่ากันไป และในเมื่อในอดีตของนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้กำหนดเวลามาตรฐานไว้ที่เมืองผู้ดีอังกฤษ เมืองที่ว่า คือ เมืองกรีนิช (Greenwich ไม่ยักกะอ่านว่า กรีนวิช ไม่เป็นไรครับเป็นการออกเสียงของคนอังกฤษเขาเราไม่เกี่ยว โดยเวลาที่เรียกว่า GMT : Greenwich Mean Time)
ผู้เขียนเชื่อว่าที่เวลาเป็นสิ่งสมมติขึ้นมา ก็เพราะว่ามนุษย์เราที่แหละเป็นผู้กำหนด แต่สิ่งหนึ่งที่ธรรมชาติได้กำหนดไว้ คือ เวลาของแต่ละคนใน ๑ วัน หรือ ๑ คืน ก็ตามแต่ จะมีเท่ากัน มนุษย์เราไม่ว่าจะรวยจะจน จะมีตำแหน่งใหญ่โตหรือต่ำต้อย จะมีหน้าตาสวยงามอย่างไร ก็ย่อมมีเวลาเท่าเทียมกันใน ๑ วัน อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งตรงกันข้าม คือ ถึงแม้ว่าเวลาของแต่ละคนจะมีเท่ากันในหนึ่งวันหนึ่งคืน แต่เวลาของเราที่จะมีลมหายใจบนโลกใบนี้กลับมีไม่เท่ากัน และที่สำคัญ คือ ไม่มีใครบอกได้ว่า เวลาหายใจของเราจะหมดสิ้นเมื่อไรจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ซึ่งหากคิดไปไกลกว่านั้น เวลาของเราอาจจะมีอีกในชาติหน้า (หากชาติหน้ามีจริง)
๑. ถ้า เวลาของข้า ในแต่ละวันทำให้มีค่ามาก จะทำให้ เวลาของข้าในโลกใบนี้ ยาวขึ้นและมีคุณค่า
๒. ถ้า เวลาของข้า ในแต่ละวันทำให้มีค่าน้อย จะทำให้ เวลาของข้าในโลกใบนี้ สั้นลงและหมดคุณค่า
ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่า เมื่อไรก็ตามที่เราอาจจะเผลอตัวกระทำตามข้อ ๒ ข้างต้นจะเป็นการ ฆ่าเวลาของเราที่อยู่ไปอย่างสูญเปล่า หลายๆ คนในแต่ละวันได้ฆ่าเวลาของข้า (ของตัวเอง) ไปอย่างที่ไม่รู้สึกตัว ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเราชาวพุทธไว้ว่า "ให้มีสติอย่างตลอดเวลา" การมีสตินั้นเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลโดยที่ตัวเราอาจจะมีความรู้สึกตัว แต่หากว่า เราได้ฝึกฝนการมีสติจนเป็นที่ดีแล้ว ก็จะนำมาสู่ที่เรียกว่า "สมาธิ นำไปสู่ ปัญญาในที่สุด"
อันเวลา ค่ายิ่ง จริงแท้นัก
ไม่เคยพัก สักครั้ง รั้งไม่อยู่
เวลาเดิน เพลินใจ ไม่เฝ้าดู
ยามหดหู่ รู้ค่า หาเวลา
เวลาหยุด จุดหมาย ตายแน่นอน
อย่าอาวรณ์ ร้อนใจ ในเวลา
เวลาสิ้น ยินดี มีคุณค่า
มีเวลา หาดี ที่ตัวตน
เวลามาก อยากได้ ในสิ่งผิด
เวลาคิด จิตนิ่ง อิงอดทน
เวลาน้อย คอยดู รู้จิตตน
รู้ทุกคน สนใจ ในเวลา
อจต.
วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554
ปฏิ
เมื่อ ๕ ปีที่แล้ววันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นวันที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองเกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ปฏิวัติ" "ปฏิรูป" ทำให้รัฐธรรมนูญในขณะนั้น คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ.๒๕๔๐ ได้สิ้นสุดลงไป แต่นั้นเป็นเรื่องของการเมือง
อย่างไรก็ดี ในเมื่อ ๕ ปีที่แล้วที่ผ่านมาเกี่ยวกับคำว่า "ปฏิ" ผู้เขียนก็อยากจะเขียนเกี่ยวกับการ "ปฏิ" เพื่อเป็นรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สำคัญดังกล่าว
จะเห็นว่า "ปฏิ" น่าจะมีความหมายเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้เกิดใหม่ สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นมาใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดีว่า เราจะได้เห็นสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นหากมีการ "ปฏิ" ขึ้นมา นั่นเป็นเพียงความคิดของผู้เขียนเท่านั้น (แต่ความเป็นจริง “ปฏิ” เป็นภาษีบาลีที่ใช้นำหน้าคำอื่น มีความหมายว่า เฉพาะ ตอบ ทวน กลับ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Reaction”) แต่คงจะไม่เป็นไรหรอกหากความคิดของผู้เขียนไม่ตรงกันกับที่กำหนดไว้ เพราะที่จริง การ “ทวน” หรือ “กลับ” ก็หมายถึงสิ่งใหม่ การทำใหม่ได้เช่นกัน
สำหรับ คำภาษาไทยที่เกี่ยวกับ "ปฏิ" มีหลายๆ คำมากมาย เช่น ปฏิกิริยา ปฏิสนธิ ปฏิบัติ ปฏิวัติ ปฏิรูป ปฏิมากรรม (ประติมากรรม) ปฏิสังขรณ์ ปฏิกรณ์ ปฏิกูล ปฏิชีวนะ ปฏิทิน ปฏิปักษ์ ปฏิเสธ ปฏิสันถาร ปฏิคม ปฏิญาณ เป็นต้น
ปฏิกิริยา เป็นเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สารเคมีวิทยาศาสตร์เกิดผสมกันตั้งแต่สองสารขึ้นไป (หากมีสารเพียงชนิดเดียวคงจะไม่สามารถเกิดปฏิกิริยาได้) ทำให้เกิดสารที่มีอาจจะมีคุณสมบัติทางเคมีชีววิทยาใหม่ หรือ การที่มนุษย์ได้รับข้อมูลในด้านใดๆ แล้วเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา (หมายความว่า เกิดความคิด เกิดสติ เกิดปัญญา แสดงออกมาหรือตอบโต้)
ปฏิสนธิ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากสองสิ่งผสมกันเช่นกันแล้วเกิดสิ่งมีชีวิตสิ่งใหม่เกิดขึ้นมา
ปฏิมากรรม เป็นสิ่งที่ธรรมชาติหรือมนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้มีความงดงามมากกว่าเดิมจากที่เป็นอยู่
ปฏิรูป เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการทำให้สิ่งที่เป็นอยู่นั้นดีขึ้นมีรูปที่ดีขึ้นมีสภาพที่ดีขึ้น
ปฏิวัติ เป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องการเปลี่ยนแปลงจากของเดิมให้เป็นของใหม่โดยต้องใช้พลังกำลังจำนวนให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นโดยทันที
ปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มนุษย์ลงมือกระทำอย่างจริงจังให้เกิดผลตามที่ตั้งใจตั้งความมุ่งหวังไว้
ที่เกริ่นนำมาตามข้างต้นนี้ ใช่ว่าผู้เขียนจะถูกต้องเสมอไป เพียงแต่เขียนตามความรู้สึกและความรู้ที่มีอยู่เท่านั้นนะครับ แต่ที่ต้องการจะเพิ่มเติม คือ สำหรับ "ปฏิรูป" และ "ปฏิวัติ" นั้น ย่อมมีข้อแตกต่างกันอย่างแน่นอน (เพราะแม้แต่การเขียนก็ยังไม่เหมือนกันเลย) เรามักจะเห็นว่าโดยส่วนมากในวงการต่างๆ นั้น ต่างก็ใช้สองคำเมื่อต้องการสื่อถึงการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ
สำหรับด้านอุตสาหกรรม เรามักจะได้ยินว่าเป็นการ "ปฏิวัติอุตสาหกรรมการผลิต"
ด้านการศึกษา เรามักจะได้ยินว่าเป็นการ "ปฏิรูปการศึกษาเพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียน"
ดังนั้น ด้วยเหตุนี้ หากต้องการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วรุนแรงน่าจะใช้คำว่า "ปฏิวัติ" ในทางตรงกันข้าม หากต้องการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นไปไม่รุนแรงต้องการความมีส่วนร่วมสร้างความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง น่าจะใช้คำว่า "ปฏิรูป" แต่อย่างไรก็ดี ทั้งสองคำจะต้องพึ่งคำว่า "ปฏิบัติ" เพราะหากไม่ลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และทั้งการ "ปฏิวัติ" หรือ "ปฏิรูป" ก็จะเกิดปฏิกิริยาตามมา ซึ่งปฏิกิริยาที่ว่าจะมีสองด้านเสมอ คือ ด้านที่ดี และ ด้านที่ไม่ดี สนับสนุน หรือ ไม่สนับสนุน เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย เป็นต้น แต่เมื่อไรก็ตาม ที่ทั้ง "ปฏิวัติ" หรือ "ปฏิรูป" มีเหตุผล มีข้อเท็จจริงที่สามารถเห็นเป็นที่ประจักษ์ได้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ แล้ว เมื่อ "ปฏิบัติ" แล้ว "ปฏิกิริยา" ที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นไปในทิศทางที่ดีมีผู้สนับสนุนเห็นด้วย และเมื่อนั้น การปฏิวัติหรือการปฏิรูปก็จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมมากที่สุด โดยที่ไม่มีผู้ใดเสียเปรียบได้เปรียบ เกิดความยุติธรรมในสังคม
ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่า ๕ ปีที่ผ่านไปจากการ "ปฏิ..." (จะเรียกว่า ปฏิวัติ หรือ ปฏิรูป ก็ตามแต่) จะเกิดการปฏิบัติที่ทำให้มีปฏิกิริยาในทางที่ดีขึ้น ทำให้คนไทยลบลืมความผิดหวังสิ้นหวังหมดหวังลงไปได้นะครับ