Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โขน กับ หัวโขน

หลายวันก่อนนักศึกษาปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีท่านหนึ่งได้แนะนำและอยากจะให้เขียนเกี่ยวกับเรื่องของหัวโขน ผู้เขียนได้รับปากท่านไป แล้วและคิดว่าจะต้องสวมหัวโขนในการเขียนเรื่องดังกล่าวให้ได้

โขน เป็นการแสดงนาฏศิลป์ชั้นสูงอันเก่าแก่ของเมืองไทยมาเป็นเวลาช้านาน อย่างที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันดี (รายละเอียดไม่ขออนุญาตกล่าวถึงนะครับ) แต่โดยข้อเท็จจริงผู้เขียนก็ไม่เคยได้มีโอกาสได้สัมผัสและดูการแสดงของโขนสักกะที ซึ่งโดยส่วนมากแล้วเรามักจะทราบกันดีว่าโขนที่แสดงนั้น เป็นเรื่อง “รามเกียรติ์”

แต่ประเด็นสำคัญคือ “โขน” มักจะเกี่ยวกับ “หัวโขน” เพราะบทบาทการแสดงต่างๆ นั้น ตัวพระ ตัวนาง ตัวยักษ์ และตัวลิง จะต้องแต่งกายให้เป็นไปตามบทบาทที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวยักษ์ ตัวลิง จะต้องสวมหัวโขนเพื่อทำให้ทราบว่าหน้าตาลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งผู้แสดงเมื่อสวมหัวเข้าไปแล้วก็จะต้องเล่นไปตามหน้าตาหรือหัวที่กำหนดไว้ เช่น ตัวยักษ์ (ซึ่งก็มีหลายประเภท) ก็ย่อมจะแสดงให้สมจริงสมจังในอิทธิฤทธิ์ที่มีผู้กำหนดผู้เขียนบทได้วางไว้ ตัวลิงก็เช่นกัน (ก็มีหลายประเภท) ก็ย่อมจะต้องแสดงให้สมบทบาทที่ได้กำหนดตัวลิงบางตัวก็มีพลังอำนาจอิทธิฤทธิ์มากเช่นกัน

เมื่อหมดเวลาการแสดงหรือเรื่องราวของเรื่องนั้นได้จบลง หัวโขนของผู้แสดงในบทต่างๆ ทั้งตัวยักษ์ตัวลิงก็จำเป็นจะต้องถอดออกจากหัวของผู้แสดง เพราะหากไม่ถอดออกก็อาจจะชีวิตหาไม่ เนื่องจากไม่สามารถที่จะรับประทานสิ่งใดๆ ได้ และอาจจะได้รับอากาศไม่เพียงพอก็เป็นได้

จะเห็นว่าในเรื่องของโขนข้างต้นนั้น ตัวพระ ตัวนาง (นางเอก) มักจะไม่สวมใส่หัวโขน (อันนี้ผู้เขียนก็ไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด) แต่ผู้เขียนจะให้ข้อสังเกตว่า หัวโขนมักจะถูกสวมใส่เฉพาะในบทบาทของตัวยักษ์ตัวลิงเท่านั้น ดังนั้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเมื่อสวมหัวแล้วจะต้องเล่นให้สมจริงตามบทที่กำหนด หากเปรียบเทียบกับมนุษย์เรานั้นจะเห็นว่าการที่เราทำหน้าที่ต่างๆ ล้วนต่างถูกกำหนดให้สวมในบทบาทต่างๆ เช่น เป็นพ่อแม่ก็จะต้องทำหน้าที่ที่ถูกวางกำหนดไว้ตามตำแหน่งหน้าที่ของพ่อแม่ ลูกก็จะต้องทำหน้าที่ของที่กำหนดเรียกว่าลูกให้ดีที่สุด เป็นต้น จะเห็นว่าสิ่งที่กำหนดตั้งแต่เราแรกเกิดมาบนโลกนี้ เราจะต้องทำหน้าที่ตามที่สังคมได้กำหนดไว้แล้วอย่างเช่น พ่อ แม่ ลูก และกล่าวสำหรับที่เราได้ถูกสมมติเพิ่มเติมต่อจากนั้นอีก คือ บทบาทของการเป็นนักเรียน นักศึกษา เราก็จะต้องทำหน้าที่ในหัวโขนดังกล่าวให้สมบูรณ์ครบถ้วน

และเมื่อเราสำเร็จการศึกษาเราก็ถูกสมมติให้ทำหน้าที่ในตำแหน่งการงานต่างๆ ตามที่ได้เล่าเรียนมา แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะต้องย้ำเน้นเกี่ยวกับหัวโขนโดยตรง คือ หากเมื่อไรก็ตามที่เราได้มอบบทบาทหน้าที่ในระยะเวลาที่เขากำหนด เราก็จะต้องทำให้สมบทบาทในหน้าที่ในเวลาที่เขากำหนดให้แสดง ตัวอย่างเช่น เราอาจจะถูกกำหนดให้รับหน้าที่ในตำแหน่งสำคัญๆ หรือยิ่งใหญ่ แน่นอนครับเราจะต้องทำหน้าที่สวนหัวโขนดังกล่าวให้ดีและเหมาะสมกับหัวโขนนั้นๆ แต่ประการสำคัญที่จะกล่าวคือ หลายๆ ท่านอาจจะลืมไปว่านั้นเป็นเรื่องสมมติที่เขากำหนดให้เราสวมหัวโขน สักวันเขาจะต้องถอดออก สักเวลาเราก็ย่อมจะถอดออก เราไม่สามารถสวมหัวโขนดังกล่าวไว้ได้ตลอดเวลา และจะยิ่งเลวร้ายเป็นอย่างมากหากเราได้สวมหัวโขนในบทบาทหน้าที่ที่มีพลังอำนาจ ปรากฏว่าเราใช้อำนาจพลังไม่ถูกไม่ควรไม่สมบทบาทตามที่กำหนดไว้แล้ว ก็จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล

โลกของการแสดงโขนย่อมจะมีวันเวลาจบสิ้น หัวโขนย่อมจะถูกถอดออก ตัวผู้แสดงก็ย่อมกลับคืนสู่ชีวิตปกติสุขที่เป็นอยู่ ตำแหน่งหน้าที่ที่กำหนดหากเป็นเสมือนกับหัวโขนที่เขากำหนดให้แสดง หากเราลุ่มหลงใส่แต่หัวโขนแสดงอำนาจพลังตามที่หัวโขนกำหนดไว้ไม่ยอมถอดออก (แม้แต่เวลาอยู่หลังฉากการแสดงก็ไม่ยอมถอด) และไม่ยอมถอดแม้ว่าการแสดงจะจบสิ้นสมบรูณ์ลงไป เราอาจจะเป็นทุกข์ที่จะต้องบทสวมหัวโขนในบทของตัวยักษ์หรือตัวลิงอยู่ตลอดเวลา (หัวโขนมักจะกำหนดให้สวมกับเฉพาะบทบาทของตัวยักษ์กับตัวลิงเท่านั้น ตัวพระ ตัวนาง มักจะไม่ต้องสวมหัวโขน)

ดังนั้น ที่ผู้เขียนได้ลองเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “โขน” หรือ “หัวโขน” ตามข้างต้นไปแล้วนั้น ผู้เขียนคิดอยู่เหมือนกันว่าตกลงผู้เขียนสวมหัวโขนในบทบาทอะไรกันอยู่ในขณะนี้ เป็น “ตัวพระ” “ตัวนาง” (ตัวนางคงเป็นไปไม่ได้) “ตัวยักษ์ “ หรือ “ตัวลิง” กันแน่ แต่ที่แน่ๆ ผู้เขียนสวมบทบาท เป็นตัวของตัวเอง จะเป็นดีแน่แท้ ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านพยายามเป็นตัวของตัวเอง โดยการค้นหาตัวเองให้พบ แล้วท่านจะได้พบกับ “ตัวพระ” อย่างแท้จริง



วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ชอบ ทำ

มนุษย์เราทุกคนที่เกิดมาล้วนต่างเกี่ยวกับคำว่า "ชอบ" และ "ทำ" ก่อนที่จะขยายความและนำเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนขอนำเสนอคำว่า "ชอบ" ซึ่งตรงกับคำภาษาอังกฤษ คือ "Like" ที่ฮิตกันมากในการใช้ Social Network โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่ใช้บริการของ Facebook

ชอบ หรือ Like นั้นประกอบด้วย

L= Look ดู

I = Identify กำหนด

K = Know รู้

E = Everyone ทุกๆ คน

ดังนั้น Like ดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งที่เราจะต้องดูกำหนดรู้ให้ดีเพื่อบอกกับทุกๆ คนว่าเรานั้นพอใจกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งเราก็จะเรียกว่า "ชอบ" ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่เราชอบสิ่งใดเราจะต้องดูกำหนดรู้ให้ดีด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีความสุขในสิ่งที่เราได้ดูกำหนดรู้ลงไป จะเห็นว่าชอบถึงแม้ว่าจะเป็นคำสั้นแต่มีความหมายเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อไรก็ตามที่ชอบสิ่งใดนั้น เราจะมีความสุขในสิ่งที่เราชอบ

ที่นี้เมื่อชอบแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนก็ต้องขอนำเสนอคำว่า "ทำ" ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษน่าจะเป็นคำว่า "Do"

D = Develop พัฒนา

O = Organise จัดองค์กรหน่วยงาน

ดังนั้น "ทำ" หรือ " Do" จะเป็นการพัฒนาองค์กรหน่วยงานของเรา ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าการ "ทำ" คือ การพัฒนางานของเราที่เราได้รับมอบหมายหรือรับผิดชอบให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี เมื่อเรามีคำสองคำ "ชอบ" และ "ทำ" อาจจะสามารถนำจับมาคู่กันได้หลายกรณีดังนี้

กรณีที่ ๑ ชอบ ทำ

กรณีที่ ๒ ชอบ ไม่ทำ

กรณี ๓ ไม่ชอบ ทำ

กรณี ๔ ไม่ชอบ ไม่ทำ

หากเราพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าในชีวิตประจำวันของเรา เมื่อไรก็ตามที่เราเกิดความชอบในงานของเราและได้มีโอกาสได้ "ทำ" งานดังกล่าวแล้ว เราจะมีความสุขเป็นอย่างมาก ส่วนกรณีที่ ๒ เรามีความชอบแต่เราไม่มีโอกาสได้ทำซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยใดๆ ก็ตามแต่ ในทางตรงกันข้ามกรณีที่ ๓ เราไม่ชอบเลย แต่ได้มอบหมายให้ "ทำ" งานนั้น แล้วท่านคิดว่าวจะมีความสุขหรือไม่ครับ ส่วนกรณีสุดท้ายนั้น เราไม่ชอบ ก็ไม่ต้องทำเลย กรณีนี้เป็นกรณีที่หากท่านใดประสบกับตัวเองก็อาจจะมีความสุข เพราะไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใดๆ ทั้งนั้น

กรณีที่ ๑ และ ๔ เป็นกรณีพิเศษที่อาจจะเกิดความสุขสำหรับท่านใดที่ได้ประสบพบกับเหตุการณ์นั้นๆ แต่โดยส่วนมากในชีวิตของคนเรานั้น มักจะเจอกันกรณีที่ ๓ คือ ไม่ชอบ แต่ได้ "ทำ" ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วย่อมจะเกิดความทุกข์ตามมาอย่างแน่นอน ที่นี้เราจะทำอย่าไรดี ส่วนกรณีที่ ๒ "ชอบ" ไม่ได้ทำ ก็ยังดีความสุขในการที่ได้ชอบถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีโอกาสทำ

ขอวกกลับมากรณีที่ ๓ ที่อาจจะเกิดความทุกข์มากที่สุด ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงอาจะประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวที่ไม่ชอบแต่ได้รับมอบหมายให้ทำ ผู้เขียนก็เคยประสบเช่นกัน หนทางหนึ่งที่จะทำได้คือ จะต้องทำเช่นกัน คือ "ทำใจ" ให้ยอมรับให้ชอบเพื่อจะได้ "ทำ" ต่อไปให้สำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่ได้รับมอบหมายไว้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวผู้ที่เป็นหัวหน้าผู้ที่เป็นผู้บังคับบัญชาก็ควรจะต้องพิจารณาเช่นกันว่าได้มอบหมายด้วยความเป็นธรรมหรือด้วยความตามข้อเท็จจริงความสามารถของผู้ที่จะมอบงานให้เขาทำหรือไม่

ดังนั้น สิ่งที่ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอคือ เรื่องของ "ชอบ" และ "ทำ" นั้น ทั้งผู้มีอำนาจผู้บังคับบัญชาควรจะพิจารณามอบในสิ่งที่เรียกว่า "ชอบธรรม" แทนคำว่า "ชอบให้ทำ" ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่หากเราทุกคนทุกระดับไม่ว่าชนชั้นใดทำงานหน้าที่ใด หากทำด้วยความ "ชอบธรรม" แล้วสังคมทุกสังคมจะมีแต่ความสุขด้วยความชอบธรรมจริงๆ

สังคมไทยของเราจะอยู่ร่วมกันได้ก็เพราะความเราคนไทยทุกคนจะต้องมีความ "ชอบธรรม" ในทุกๆ เรื่อง

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เรื่องของ ๒ ดวง และเกี่ยวกับ พระ

เมื่อคืนที่ผ่านมาผู้เขียนได้เฝ้าดูปรากฏการณ์ธรรมชาติซึ่งคิดว่าหลายๆ ท่านคงจะทราบกันดีว่าเกี่ยวกับเรื่องของ ๒ ดวง คือ ดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์ ผู้เขียนคงจะไม่ลงรายละเอียดของปรากฏการณ์ธรรมชาติดังกล่าว แต่สิ่งที่ต้องการจะสื่อให้ทุกท่านได้ร่วมกันคิดและร่วมกันเพิ่มเติม นั่นคือ การที่ ๒ ดวง สำคัญกับชีวิตมนุษย์เป็นอย่างมาก "ดวง" เราอาจจะกล่าวถึงสิ่งที่ไม่ได้คาดคิดเป็นสิ่งที่เรากำหนดไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าหากเป็นไปในทางที่ดีก็มักจะถูกเรียกว่า "ดวงดี" หากตรงกันข้ามก็จะถูกเรียกว่า "ดวงไม่ดี หรือ ดวงซวย" (ซึ่งเราทุกคนล้วนไม่ต้องการ)

ดวงเมื่อนำหน้าอาทิตย์ ก็จะหมายถึง ดวงอาทิตย์ ที่ให้แสงสว่างให้พลังงานในเวลากลางวัน

ดวงเมื่อนำหน้าจันทร์ ก็จะหมายถึง ดวงจันทร์ ที่ให้แสงสว่างในเวลาค่ำคืน (ทั้งที่ความจริงแล้วดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่จะสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ในเวลาค่ำคืนเท่านั้นเอง)

เมื่อเรานำคำว่า "ดวง" มานำหน้าอาทิตย์และจันทร์ ก็จะเป็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนไม่สามารถคาดคิดได้ว่า ในแต่วันนั้นดวงอาทิตย์จะให้แสดงสว่างมากหรือน้อย บางครั้งก็แสงแดดร้อนแรงเป็นอย่างมาก บางครั้งก็ไม่ร้อนแรง (เพราะมีเมฆมาบดบัง) ก็เช่นเดียวกันในเวลากลางคืน แสงจากดวงจันทร์ก็ไม่แน่นอนเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นว่าทั้ง ๒ ดวงยังไม่มีความแน่นอนเลย แล้วชีวิตของมนุษย์เราจะแน่นอนได้อย่างไร ย่อมจะมีดีหรือไม่ดีควบคู่กันเสมอไป

อย่างไรก็ดี บางครั้งเราก็เอาคำว่า "พระ" มาแทนคำว่า "ดวง" เพื่อนำหน้า "อาทิตย์" และ "จันทร์" จึงกลายเป็น "พระอาทิตย์" และ "พระจันทร์" ตามลำดับ

แล้วเมื่อนำ "พระ" มานำหน้าคำดังกล่าวแล้วจะเป็นอย่างไร ครับอย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวนำไปข้างต้นแล้วว่า เมื่อดวงเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนไม่คาดคิด เมื่อนำคำว่า "พระ" มานำหน้าแล้ว ผู้เขียนก็คิดว่า น่าจะหมายถึงทั้งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นสิ่งที่สำคัญนำแสงสว่างมาให้มนุษย์เราทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนในการเดินทางไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ พระเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้นำไปสู่การรักษาศีลชี้นำเราไปสู่หนทางที่ดีได้พบกับแสงสว่างในชีวิต นั้นหมายความว่าสิ่งใดก็ตามแต่ที่มีพระนำหน้า จะทำให้เราได้มีสติในการรักษาศีลเพื่อทำความดีนำแสงสว่างมาสู่ชีวิตของเรา ทั้งกลางวันเรามีพระอาทิตย์ในการนำแสงสว่างมาสู่การดำรงชีวิตให้เรา พร้อมกับกลางคืนเรามีพระจันทร์นำแสงสว่างมาสู่ตัวเราให้มีความสุขเช่นกัน

ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์หากเรามีพระนำหน้าในทุกเรื่องแทนที่จะเป็นคำว่า "ดวง" ก็ย่อมหมายความว่า หากเรารักษาศีลมีสติในการนำสำหรับการทำงานการปฏิบัติแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า ชีวิตของเราจะมีแต่แสงสว่างไม่มืดมน สามารถที่จะเดินทางไปสู่เป้าหมายของชีวิตเราได้ชัดเจนและมีความสุขอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่องข้างต้นที่ว่า "๒ ดวง แล้วเกี่ยวกับ พระ"

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนก็ขออนุญาตเพิ่มเติมว่า หากเมื่อไรก็ตามที่ชีวิตของเราอาศัยแต่ดวงแล้วอาจจะทำให้เราไม่มีความสุข แต่หากเมื่อไรก็ตามที่การดำรงชีวิตของเรานำเอา "พระ" มานำหน้าอย่างที่กล่าวไปแล้ว เหมือนกับที่เราเปลี่ยนจาก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มาเป็น พระอาทิตย์ พระจันทร์ ก็คิดว่าน่าจะทำให้เราสามารถมีแสงสว่างในการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีความสุขอย่างยั่งยืน

ดวงไม่ดี ก็โทษนั่นโทษนี้
ดวงดี ก็บอกว่าเกิดจากบุญกุศล
มีดวงเกิดเป็นคน ก็ต้องมั่นทำความดี
หากให้ดี ก็ต้องคิดแต่เรื่องดีๆ และลงมือทำ

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Way back into love

วันนี้ผู้เขียนกำหนดชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษว่า “Way back into love” ซึ่งเป็นชื่อเพลงๆ หนึ่ง เรื่องของเพลงผู้เขียนเดี๋ยวเราค่อยมาฟังกันภายหลังว่าจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในวันนี้ คือ การหาหนทางกลับมารักกันใหม่ อาจจะเหมือนบรรยากาศของประเทศไทยของเราให้ขณะนี้ที่กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งกันไม่อีกสัปดาห์ สิ่งที่หนึ่งเราคนไทยทุกคนจะต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาในระยะเวลาสามสี่ปีที่ผ่านมานั้น สังคมไทยคนไทยเราต่างมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน (อาจจะเป็นเพราะอะไรผู้เขียนคิดว่าทุกท่านทราบกันดี) และสิ่งหนึ่งที่เหล่านักการเมืองผู้เสียสละจะเข้ามารับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชนต่างก็นำเสนอคือเรื่องของ “ความปรองดอง” หลายๆ พรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายความเห็นที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ดี หากเราคนไทยทุกคนทุกฝ่ายทุกพรรคต่างก็พยายามที่หาหนทางการกลับมารักกันให้เหมือนเดิมแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าประเทศไทยของเราจะน่าอยู่เป็นอย่างมาก แน่นอนครับหนทางที่ว่าสิ่งหนึ่งที่จะเป็นไปได้นั้น จะต้องมีคำว่า “ให้” โดยให้ในที่นี้ คือ ให้อภัยซึ่งกันและกัน ให้ความรักซึ่งกันและกัน ให้การยอมรับกันและกัน และการให้นี้แหละครับที่เป็นเรื่องที่ยาก เพราะหากว่าทุกคนไม่ได้ให้ด้วยความจริงใจอย่างแท้จริงบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงแล้วละก็ การให้ดังกล่าวก็สูญเปล่า สำหรับ “ให้” ตรงกับภาษาอังกฤษ คือ “GIVE”

G = Good สิ่งที่ดีๆ

I = I ตัวเรา

V = Victory ชัยชนะ

E = Everything ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง


ดังนั้น “ให้” ดังกล่าวก็จะเป็นการที่ตัวเรานำสิ่งที่ดีๆ ทุกๆ อย่างทุกๆ ด้านให้กับคนอื่นๆ คนรอบข้างเพื่อชัยชนะร่วมกัน โดยชัยชนะร่วมกัน คือ ความสุขของแผ่นดินและในหลวงของเรา

เราทุกคนเมื่อครั้งในอดีตอาจจะเคยโกรธให้เพื่อนร่วมห้อง (ตั้งแต่สมัยมัธยมหรือระดับไหนก็ตามแต่ ซึ่งผู้เขียนก็เคยเหมือนกัน) แต่สิ่งหนึ่งเราได้พยายามให้ความโกรธนั้นหายไปและหาหนทางกลับมารักกันเหมือนเดิม ก็คือการที่เราได้มีโอกาสได้คุยกันด้วยความเป็นเพื่อนและที่สำคัญ คือ การกล่าวคำว่า “ขอโทษ” และ “การให้อภัยกัน” แน่นอนครับเมื่อเราทั้งสองต่างก็ขอโทษซึ่งกันและกันและให้อภัยกันแล้ว ความรักก็กลับมาเหมือนเดิมและยิ่งรักกันมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ ประเทศไทยของเราหากว่าเราโกรธกันแล้ว ถ้าต่างฝ่ายต่างขอโทษกันและให้อภัยกัน ผู้เขียนคิดว่า Way back into love จะสามารถทำให้เราคนไทยยิ่งรักกันมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีกครับ

ด้วยเหตุข้างต้น หากว่าคนไทยทุกคนหาหนทางเพื่อกลับมารักกันเหมือนเดิมโดยเริ่มจากการให้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าเราทุกคนคงจะมีความสุขอย่างแน่นอน ดังนั้น เราทุกคนลองมาทำให้เหมือนกับประโยคหนึ่งในเพลงที่ว่า “All I want to do is find a way back into love” (และลองฟังเพลงเต็มๆ ว่าดูว่าจะทำให้มีหนทางหรือไม่)

สุดท้ายนี้ หากว่าผู้เขียนเคยกระทำสิ่งใดๆ ให้ท่านใดโกรธ ก็ขอโทษและขอให้ท่านให้อภัยด้วยก็แล้วกัน เพื่อเราจะได้หาหนทางกลับมารักกันเหมือนเดิมและยิ่งรักกันมากกว่าเดิม ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เก๋ หรือ ไม่เก๋

หลายวันก่อนมีน้องได้บอกว่าให้เขียนเกี่ยวกับเรื่องของ “เก๋” ผู้เขียนก็คิดอยู่นานพอสมควรว่าจะออกเป็นอย่างไรดี แต่ไม่เป็นไรลองเขียนดูว่าจะ “เก๋” หรือ “ไม่เก๋”

คำๆ นี้ เป็นคำที่วัยรุ่นสมัยก่อนและสมัยนี้ต่างนำมาใช้สำหรับการขยายคำนามหรือคำกริยา หรือที่เรียกว่า คำคุณศัพท์ (ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้เขียนพูดถูกหรือเปล่า) "เก๋" ถูกใช้ในการอธิบายสิ่งนั้นๆ ไปทิศทางที่ดีเชิงบวก ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีมีพลัง และโดยส่วนมากก็ใช้สำหรับความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย แต่งข้าวของสิ่งของทั้งขนาดเล็กขนาดใหญ่ รวมถึงบ้านเรือนที่พักอาศัย และที่สำคัญ "เก๋" มักจะไม่ถูกใช้ในเชิงวิชาการหรือเป็นทางการทางราชการ

เก๋ เป็นการบ่งบอกหรือกล่าวจากบุคคลหนึ่งไปชื่นชมอีกบุคลหนึ่งหรืออีกสิ่งหนึ่ง และตัวเราเองโดยส่วนมากก็อาจจะไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น "เก๋ หรือ ไม่เก๋" และโดยส่วนมากเราก็มักจะได้ยินการชื่นชมด้วยคำว่า "เก๋" นั้นเป็นการกล่าวชมด้วยความจริงใจและเป็นข้อเท็จจริงจากสิ่งที่เราได้เห็นได้ยิน


เก๋ จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าสิ่งนั้นอาจจะเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนทำให้เกิดความประทับใจ ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะรู้สึกว่าเราก็อยากจะทำตามและเอาเป็นแบบอย่างไปใช้ต่อไปทำต่อจากสิ่งที่เราได้เห็นได้ยินมา หลายๆ ครั้ง "เก๋" ทำให้เกิดขบวนการเรียนรู้ร่วมกัน หรือ อาจจะเรียกว่าเป็น KM (Knowledge Management) ไปในตัว เพราะเกิดการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไปในที่สุด


กล่าวสำหรับ "เก๋" ของวัยรุ่นแล้วก็มักจะเป็นการกระทำอะไรที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขาหรือแปลกประหลาดออกไป ซึ่งวัยรุ่นส่วนใหญ่โดยธรรมชาติแล้วก็มักจะเป็นอย่างนี้ เพราะมีความต้องการให้ตัวเองเด่น ดัง เก่ง เป็นที่สนใจของคนอื่นๆ ดังนั้น วัยรุ่นก็มักจะครุ่นคิดและค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำเสนอต่อเพื่อนๆ ทั้งวัยใกล้ๆ กันและต่างวัยต่างเพศ หากคนใดสามารถคิดค้นได้ก็จะกลายเป็น "คนที่เก๋มาก" ในทางตรงกันข้ามหากสิ่งที่ได้คิดค้นหรือกระทำลงไปแล้ว "ไม่เก๋" เลย ก็จะทำให้เสียความรู้สึกก็ได้


ดังนั้น หากวัยรุ่นได้ครุ่นคิดคิดค้นสิ่งใหม่ที่ "เก๋" และมีประโยชน์ต่อทั้งการเรียน การดำรงคงอยู่ในช่วงชีวิตของวัยรุ่นอย่างมีความสุขแล้ว จะทำให้วัยรุ่นเกิดการแข่งขันกันในการทำสิ่งที่ "เก๋" และมีประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ผู้เขียนเลยวัยดังกล่าวมานานแล้ว ก็เลยไม่สามารถคิดค้นอะไรที่ "เก๋ๆ" แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่คิดได้กลับ "ไม่เก๋" เลย ครับในชีวิตของเราหากเราคิดอะไรที่ "เก๋ๆ" แล้วจะทำให้เกิดความสุขในการที่เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่จะคิดอะไร "เก๋ๆ" ขึ้นมานะครับ


หากอยากจะ "เก๋" จะต้องทำตัวให้ "เท่"
หากอยากจะ "เท่" จะต้องทำตัวไม่ให้ "ว้าเหว่"
หากไม่อยากจะ "ว้าเหว่" จะต้องทำตัวให้ "เก๋" อยู่เสมอ

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เมื่อมีคำว่า "ลา" ก็ย่อมมีคำว่า "จาก"

หลายครั้งในชีวิตของคนเรานั้นย่อมจะมีคำว่า "ลา" การลาเป็นสิ่งที่ทำให้สิ่งสองสิ่งจะต้องแยกออกจากกันด้วยระยะห่างที่สามารถจะวัดออกมาเป็นหน่วยต่างๆ ตามที่มนุษย์กำหนด อีกทั้งการลาอาจจะบ่งบอกถึงการยุติการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เคยกระทำเป็นประจำตามหน้าที่ การลาอาจจะทำให้เรามีความรู้สึกว่าทั้งเศร้าเสียใจหรืออาจจะดีใจก็ได้ ตัวอย่างเช่น การลาพักผ่อน เป็นการหยุดทำหน้าที่ที่เคยปฏิบัติชั่วคราว และเราก็นำตัวของเราไปสู่อีกที่หนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายผ่อนคลายพักผ่อนมีความสุข และการลาอีกอย่างที่อาจจะทำให้เกิดความทุกข์และเศร้า ก็อาจจะเป็นการลาออกจากงาน (โดยที่เราถูกบังคับให้ลาออก) เห็นหรือยังครับว่า การลานั้นทำให้เราทั้งมีความสุขและทุกข์ไปด้วยกันแล้วแต่สถานการณ์และโอกาส

การลาทำให้เราผู้ที่เกี่ยวข้องควรจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเหตุผลคือ "การลา" มักจะคู่กับ "การจาก" การลาทำให้เรานั้นจะต้อง "จาก" ในสิ่งที่เราเคยทำหรือเคยปฏิบัติ ซึ่งโดยส่วนมากแล้วการลามักจะทำให้เกิดความเสียใจโดยส่วนมาก เมื่อเราได้เห็นได้รู้ว่าเมื่อไรจะมีการลา เรามักจะเกิดความรู้สึกว่าไม่อยากให้เกิดการลาเลย โดยบางครั้งเราอาจจะเคยเห็นเคยได้ยินคำว่า "ลา" นั้นมีหลายประเภท เช่น ลาบวช ลากิจ ลาพักผ่อน ลาศึกษาต่อ ลาออก เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะหลายๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ายังมีลาอีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะไม่เคยได้ "ลา" หรือ ได้เคยปฏิบัติ สิ่งนั้น คือ "ลาตาย" เพราะเหตุใดที่ผู้เขียนได้กล่าวถึง "ลาตาย" เพราะการลาตายเป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้นอย่างแน่นอน การลาตายทำให้เราจะต้องจากกับสิ่งที่รักสิ่งที่เราเคยห่วงแหนเคยผูกพัน การลาดังกล่าวทำให้เราต้องจากห่างจากสิ่งที่เราเคยรัก ทำให้เราเกิดความเสียใจเศร้าใจ

อย่างไรก็ตาม หากเราทุกคนได้เรียนรู้ว่าการลานั้นไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายเสียหายเลย เป็นสิ่งเราจะต้องเรียนรู้และยอมรับว่าการลาเป็นเรื่องที่เราจะต้องพบประสบกันทุกคน ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนขอให้เราทุกคนมาเรียนรู้ "การลา" ย่อมจะคู่กับ "การจาก" และสิ่งหนึ่งที่จะทำให้การลาและการจากเกิดความสุข คือ เราทุกคนควรจะต้องเรียนรู้ว่าการลามันเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นมาเท่านั้น ทำไมเราจะต้องให้เรื่องสมมติดังกล่าวมาทำร้ายเราให้เสียใจ เราจะต้องสามารถกำหนดให้เรื่องการลาเป็นเรื่องปกติในของชีวิตของเราให้ได้

หลายๆ คนอาจจะเคยมีความรู้สึกว่าอยากจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ อาจจะเป็นเพราะปัญหาในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาก็แล้วแต่ ซึ่งการลาออกเป็นหนทางหนึ่งของการยอมแพ้ในสิ่งที่เราคิดว่าเราไม่สามารถอดทนต่อไปได้ เพราะหากเราจะทำต่อไปเราจะเกิดความทุกข์อย่างหาที่สุดมิได้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้วการลาออกเป็นหนทางทางเลือกสุดท้าย (และสุดท้ายจริงๆ ) ที่เราจะเลือก ดังนั้น อย่าให้การลาออกเป็นทางเลือกที่เราเลือกโดยที่เราไม่อยากจะเลือกจริงๆ ขอให้การลาออกเป็นการทางเลือกสำหรับที่เราจะเดินทางไปสู่ความสุขที่ยั่งยืนเท่านั้นครับ

และสุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้เราทุกคนได้เรียนรู้ว่า เมื่อ "ลา" ก็จะต้องมี "จาก" เมื่อมี "จาก" เราก็ไม่ต้องไม่เสียใจเศร้าใจ

เมื่อลา ก็ต้องจาก
เมื่อจาก ก็ต้องห่าง
เมื่อห่าง ก็ต้องไป
เมื่อไป ก็ต้องกลับ
เมื่อไม่กลับ ก็ต้องลับจากกันในที่สุด

วันจันทร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สิ่งร้ายๆ จะต้องกลายเป็นดีในที่สุด

เมื่อวานเย็น (๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔) ผู้เขียนได้เจอน้องเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งเขาได้บอกว่าเพื่อนร่วมงานอีกคนมีสิ่งที่เราเรียกว่า "ร้าย" อยู่ในร่างกาย ผู้เขียนเมื่อได้ยินถึงกับมีความรู้สึกว่าจิตใจอ่อนแรงลงไปอย่างที่ไม่ทันตั้งตัว สำหรับเพื่อนร่วมงานที่มีสิ่งที่เรียกว่า "ร้าย" อยู่ในร่างกายนั้นเป็นเพื่อนร่วมงานที่รู้สึกมาเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี ท่านทำหน้าที่ของท่านได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบในฐานะที่เรียกว่า "ครู" เป็นแบบอย่างที่ดีมากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กล่าวสำหรับที่เรียกว่า "ร้าย" เป็นสิ่งที่อยู่กับตัวมนุษย์ของเรา อยู่ติดกับตัวเราที่เรียกว่า "เนื้อร้าย" เนื้อรายเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ ไม่ต้องให้มีหรืออยู่ใกล้กับเรา อย่างไรก็ดี เนื้อร้าย เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หากมันเป็นเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อผู้เขียนได้ยินเรื่องดังกล่าวแล้ว เพื่อนร่วมงานคนที่บอกนั้นได้เพิ่มเติมว่า "ท่านไม่ต้องไปเยี่ยมหรอก เพราะท่านยังทำใจไม่ได้" ยิ่งทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า เราในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงานเราจะทำอย่างไรดี เพราะอย่างน้อยที่สุดเราก็รู้จักกันเคยทำงานร่วมกัน ก็ได้แต่ส่งกำลังใจแรงใจไปช่วยให้ท่านเข้มแข็ง มีจิตใจที่จะสามารถดำรงอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า "เนื้อร้าย" ให้ได้

ครับ เรื่องร้ายๆ จะกลายเป็นดีได้นั้น เราจะต้องช่วยๆ กัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ส่งจิตของเราให้กับเพื่อนๆ ที่มีแต่เรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นดีให้ได้ บางครั้งเราอาจจะคิดว่าเรื่องของกำลังใจเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่ท่านเคยคิดหรือเปล่าว่า เมื่อไรก็ตาม เราคิดแต่เรื่องที่ดีๆ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องร้ายๆ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ต้องไปสนใจมัน เมื่อมันเป็นไปแล้ว ทำก็ทำใจยอมรับกับเรื่องร้ายๆ แต่เรามาเริ่มคิดใหม่ในเรื่องที่ดีๆ แน่นอนครับอาจจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับตัวเรา เราอาจจะพูดได้ เพราะไม่เกิดกับตัวเรา แต่เมื่อไรก็ตามหากมันเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วเราจะทำอย่างไร (ท่านลองไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปสู่ปอดสักประมาณ ๑ ถึง ๒ นาที แล้วท่านจะรู้สึกอย่างไร) แน่นอนครับเป็นเรื่องที่ลำบากมากหากว่าเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น หนทางที่ดีสุดคือจะต้องอยู่มันให้ได้ เรียนรู้ว่ามันไม่สามารถทำอะไรเราได้หรอก เมื่อมันทำอะไรเราไม่ได้ สิ่งร้ายๆ ดังกล่าวก็อาจจะกลายเป็นเรื่องร้ายน้อยลงและดีขึ้นในที่สุด สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือ เมื่อเราคิดดีย่อมจะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเรื่องดีในที่สุด

เช่นกันครับ หากเพื่อนร่วมงานของเรามีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น เราก็สามารถคิดดีปรารถนาดีกับเพื่อนร่วมงาน ผู้เขียนเชื่อว่า เรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะสามารถกลายเป็นเรื่องที่ดีได้ในที่สุด ด้วยเหตุนี้ เรามาช่วยกันคิดดีปรารถนาดีกับเพื่อนร่วมงานของเรา ร่วมทั้งเพื่อนๆ ที่ไม่ใช่เพื่อนร่วมงานแต่เป็นเพื่อนมนุษย์คนไทยด้วยกัน และสุดท้ายนี้ผู้เขียนก็ขอให้เพื่อนที่มีเรื่องร้ายๆ ขอให้มีกำลังใจต่อสู้กับเรื่องร้ายๆ แล้วทุกอย่างจะกลายเป็นดีในที่สุด