Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

คิดมาก ฝันมาก

เมื่อเช้าวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๕๓ น่าจะประมาณตี ๕ ฝันว่าได้เข้าเผ้าสมเด็จพระเทพฯ ร่วมกับท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร (ดร.สมหมาย ปรีชาศิลป์) และ อุปนายกสภามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ศ.ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี) และข้าราชการคนอื่นๆ ประมาณ ๑๐ ท่าน โดยจังหวัดมุกดหารได้จัดงานสิ่งของที่ระลึกทูลถวายพระองค์ท่าน (ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องถักทอของจังหวัดมุกดาหาร) แต่สำหรับตัวผู้เขียนในฝันก็เดินลงจากตึกไปตามหาสิ่งของที่จะทูลถวาย และในที่สุดก็ไปเจอคณะอาจารย์และเจ้าหน้าที่ภาควิชาชีวฯ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี โดย ดร.นารีรัตน์ บอกว่าได้จัดสวนดอกไม้ซึ่งทั้งหมดเป็นดอกสีม่วงถวายอยู่ด้านหน้าของอาคารเรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนก็รีบวิ่งขึ้นไปยังอาคารอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนที่ได้โปรดพระราชทานให้ถ่ายภาพร่วมกับพระองค์ต่างก็จัดที่นั่งของตัวเองโดยไม่สนใจว่าพระองค์ท่านอยู่ที่ไหน โดยขณะนั้นเองพระองค์ท่านก็ทรงแอบหลบมาอยู่ด้านหลังของทุกคน ต่างคนก็ต้องการให้เห็นวิวด้านหลังที่เป็นสวนดอกไม้สีม่วง และในที่สุดผู้เขียนก็ได้ตระโกนบอกทุกคนว่า "พระองค์ท่านประทับยืนหลบอยู่ด้านหลังของทุกคน ขอให้หลีกทางให้พระองค์ท่านด้วย" และในที่สุดผู้เขียนก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา (เวลาประมาณ ๖.๔๐ น.)

ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่า ที่ฝันมานั้น เป็นเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ ก็อาจจะเป็นเพราะคิดมาก เห็นมาก เนื่องจากในบ่ายของวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๓ ผู้เขียนจัดบ้านพักให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยโดยนำรูปภาพที่ได้ถวายรายงานสมเด็จพระเทพฯ มาใส่กรอบให้สวยงามแล้วนำไปติดที่ผนังบ้านและที่ทำงาน (โดยที่ทำงานได้นำรูปที่ทรงพระกรุณาฉายร่วมกับคณะทำงานที่วิทยาเขตมุกดาหาร เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๒) นอกจากนั้น ผู้เขียนได้แก้ไขเอกสารที่ ศ.ดร.ยุวัฒน์ วุฒิเมธี มอบหมายให้จัดทำ คือ เอกสารเกี่ยวกับการยกระดับวิทยาเขตมุกดาหาร เป็น วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษา มหาราชา จังหวัดมุกดาหาร (มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี)

ดังนั้น ผู้เขียนสรุปโดยส่วนตัวได้เลยว่า การฝันดังกล่าวก็อาจจะเป็นเพราะการคิดมากการทำงานมากเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ แล้วในที่สุดสมองความคิดก็ให้เกิดความฝันขึ้นมา แต่สิ่งหนึ่งที่เรามนุษย์ไม่สามารถทำได้ คือ การบังคับให้ฝันเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างไรก็ดี การฝันที่ไม่เกี่ยวกับการนอนหลับนั้น เป็นเรื่องที่เราทุกคนสามารถที่จะฝันได้และฝันดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดีที่เราทุกคนควรจะต้องฝันว่า "สักวันในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เราต้องการอะไร" และฝันดังกล่าวจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเราตั้งใจ เรามีความจริงใจที่จะไปให้ถึงทำให้เป็นจริงด้วยจิตใจของเราที่มั่นคงแข็งแกร่งพยายามทำให้เป็นจริงให้ได้ และนอกจากนั้น หากท่านใด "คิดมาก ย่อมจะฝันมากไปได้" ในทางตรงกันข้าม ท่านใดไม่คิดอะไรเลย ก็อาจจะไม่ฝันอะไรเลยก็ได้
จะเห็นว่า การคิดมากบางครั้งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากคิดมากในเรื่องที่เกิดประโยชน์ในเรื่องที่ทำให้สังคมเกิดความสุขสงบ ปีใหม่แล้ว ผู้เขียนก็ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันคิดมากๆ ในเรื่องความสุขของประเทศชาติ ทำอย่างไรที่จะทำให้เราคนไทยกลับมามีความสุขตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ว่า มีเหตุผลในการทำการใดๆ ก็ตามแต่ มีความพอดีในการทำการใดๆ ก็ตามแต่ และทำแล้วจะต้องมีภูมิคุ้มกันให้ตัวเราสังคมไม่อ่อนแอ ภายใต้หลักของความมีคุณธรรมและซื่อสัตย์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น

ครับ เรื่องคิดมาก ฝันมาก ก็เป็นเพียงเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนได้ประสบอาจจะไม่สามารถทำไปใช้ได้กับทุกๆ ท่าน ก็ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณของท่านในการอ่านและในการนำไปใช้นะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนจะทำต่อไป คือ คิดมากในทุกๆ วัน โดยคิดมากในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วม ถึงแม้ว่าการคิดมากดังกล่าว จะทำให้ฝันมาก ก็ไม่เป็นไร ขอให้การคิดของเราทำให้เกิดความสุขต่อผู้อื่นและสังคมก็พอแล้ว
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554

โรงเรียน (เก่า) แต่เราไม่เก่า


ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้อ่านหลายๆ ท่านคงได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด เยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ เยี่ยมครูบาอาจารย์ญาติมิตรสหาย โดยที่โรงเรียนระดับประถม มัธยม ก็มักจะจัดงานคืนสู่เหย้า หรือ งานผ้าป่าสามัคคี เพื่อระดมทุนการศึกษาจากศิษย์เก่าผู้ที่มีอาชีพหน้าที่การงานมีเงินมีทอง (ทั้งจำนวนมากและไม่มาก)


โรงเรียนของเราที่เราได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนตั้งแต่เด็กๆ (ซึ่งบางท่านอาจจะย้ายโรงเรียนบ่อยๆ ก็ไม่เป็นไร อาจจะเป็นเพราะความจำเป็นของครอบครัว) แต่ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะจดจำเหตุการณ์ในวัยเด็กของเราได้ว่าเป็นอย่างไร มีอะไรบ้างที่ประทับใจ มีอะไรบ้างที่เป็นบทเรียน เพื่อนำสอนสู่ลูกหลานของท่าน ว่าบางอย่างควรจะทำบางอย่างไม่ควรจะทำ
ที่เราทุกคน เติบโตเติบใหญ่มีอาชีพการงาน มีทุกสิ่งทุกอย่างมาอัตภาพของแต่ละท่านนั้น ก็เพราะเราทุกคนผ่านการศึกษาจากโรงเรียน (เก่า) ของเราตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม ถ้าหากเราไม่มีโรงเรียนไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่มีคุณครูคอยอบรมบ่มนิสัยเรา คอยบอกคอยสั่งสอนเรา ผู้เขียนเชื่อว่าเราจะไม่มีวันนี้

ปีใหม่ปีนี้ (๒๕๕๔) ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียน (เก่า) ที่เคยเล่าเรียนศึกษาทั้งประถมมัธยม (ตอนต้น ตอนปลาย) สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้ระลึกถึงขึ้นมาในช่วงเสี้ยววินาที นั้นคือ ความรู้สึกดีๆ ที่เราเคยอยู่ที่แห่งนี้สถานที่แห่งนี้ ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนไปก็ตาม แต่ความรู้สึกนึกคิดในช่วงเวลานั้น สามารถที่แผ่ซ่านผ่านจิตผ่านร่างกายโดยที่รู้สึกว่า "มันเป็นเวลาที่รวดเร็วเหลือเกิน" เราสามารถที่จะนึกคิดว่า ตอน ป.๑ มีอะไรที่เรามีความสุขประทับใจ ตอน ป.๒ ป.๓ ป.๔ หรือ ป.๕ ป. ๖ เราผ่านอะไรมาบ้าง

ผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้ดีว่า การที่เราผ่านมาถึงทุกวันนี้นั้น เพราะเรามีคุณครูที่ดี เรามีเพื่อนที่ดี เรามีคุณพ่อคุณแม่ที่ดี ที่คอยบอก คอยสั่งเราให้ไปโรงเรียน เพราะโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้จริงๆ เรียนรู้ว่า การอยู่ร่วมห้องกับเพื่อนๆ จะทำอย่างไร เรียนรู้การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ตรงต่อเวลา เรียนรู้ว่ากีฬาคือการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายและความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา โชคดีที่ผู้เขียนเป็นนักกีฬาโรงเรียน ตอนประถมก็เป็นนักวิ่งกรีฑาและนักฟุตบอล ตอนมัธยมก็เป็นนักกีฬาบาสเกตบอล (ทั้งของโรงเรียนประจำจังหวัดและเยาวชนตัวแทนจังหวัด) ทำให้รู้ว่า โรงเรียนเป็นสิ่งที่เราควรจะกลับไปทดแทนบุญคุณ (ถ้ามีโอกาส)

ถึงแม้ว่าโรงเรียนของเราจะเก่า เพราะเราอาจจะรู้สึกว่าตัวเราแก่ไปบ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านทุกท่านจะต้องเป็นเหมือนกับผู้เขียน คือ จิตวิญญาณของการเป็นนักเรียน โดยเฉพาะถ้าหากท่านได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียน (เก่า) ของท่าน และลองนึกทบทวนดูว่า มีอะไรบ้างที่ทำให้เรามีความสุขในวัยเรียน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าท่านจะต้องมีสักเรื่องอย่างแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา โรงเรียนก็มีการผุพังตามกาลเวลาเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ผุพังตามเวลา นั้น คือ ความรู้สึกที่ดีๆ เรากับโรงเรียน (เก่าๆ) ของเรา ความรู้สึกที่ว่า เป็นความรู้สึกที่น่าจดจำเป็นความทรงจำที่จะอยู่กับตัวเราจนกว่าเราจะลับลาจากโลกนี้

ดังนั้น ถ้าหากผู้อ่านท่านใดได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดของเรา ก็ลองหาโอกาสสักประมาณ ๕ ถึง ๑๐ นาที ลองไปเดินรอบๆ พื้นที่โรงเรียนเก่าของเรา รับรองได้ว่าเมื่อนั้น ความรู้สึกเก่าๆ ความนึกคิดเก่าๆ จะผุดขึ้นมาในจิตของท่าน และท่านอาจจะหลั่งน้ำตาออกมาก็ได้ว่า ครั้งหนึ่งเราเคยอยู่ที่นี้ เราได้รับสิ่งดีๆ จากที่นี้ เราได้เพื่อนดีๆ จากที่นี้ เราเป็นคนดีได้ในวันนี้ ก็เพราะที่โรงเรียนนี้

ครับ โรงเรียน (เก่า) แต่จิตวิญญาณของเราไม่เก่า เป็นสิ่งหนึ่งเราควรจะบอกลูกบอกหลานต่อๆ กันไปว่า ที่แห่งนี้แหละที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเราในวันนี้

มนูญ ศรีวิรัตน์

โรงเรียน (เก่า) ของผู้เขียนเมื่อประถมวัย

โรงเรียน (เก่า) ของผู้เขียนเมื่อตอนมัธยมต้น



โรงเรียน (เก่า) ของผู้เขียนเมื่อตอนมัธยมปลาย




ปีใหม่แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี

บางท่านปีใหม่แล้ว อาจจะคิดยังไม่ออกว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับชีวิต จะทำอะไรดีกับชีวิต ซึ่งผู้เขียนคิดว่ามีผู้อ่านหลายๆ ท่านที่อาจจะเป็นอย่างนั้น

การที่เราจะทำอะไรนั้น อาจจะต้องศึกษาเรียนรู้เรื่องที่สนใจ แต่ก่อนที่ได้เรื่องที่สนใจว่าเป็นเรื่องอะไรนั้น เป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะเนื่องจากเรื่องที่เราสนใจนั้น เราจะต้องคิดและถามตัวเองให้รอบครอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า ตัวเราสนใจอะไร สนใจทำอะไรเพื่อทำให้ตัวเรามีความสุขและประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด

แน่นอนครับ ความสนใจ หรือ เรื่องที่เราต้องการจะทำ เป็นสิ่งที่ยากมากๆ เราจะต้องสอบถามเรียนรู้ทั้งเรียนรู้ด้วยตนเองและสอบถามกับผู้รู้ผู้มีประสบการณ์ เพื่อให้ตัวเราได้รับข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด ความสนใจ เป็นการก้าวแรกของเราในการจะทำอะไรก็ตามแต่ ถามใจตัวเองว่าสนใจเรื่องใดด้านใด เมื่อได้แล้ว จะทำให้เราสามารถที่จะก้าวเดินไปในสิ่งที่เราสนใจจะทำได้อย่างมีความมั่นใจ ตั้งใจ

ผู้เขียนขอวกกลับมา ว่าเราจะทำอย่างไรดี ตอนเด็กๆ ก็มักจะมีปัญหาว่า จะเลือกเรียนอะไรดี เมื่อเรียนจบก็มักจะมีปัญหาว่าจะทำงานอะไรดี จะประกอบอาชีพอะไรดี เมื่อมีอายุมากยิ่งๆ ขึ้น ก็มักจะถามต่อว่าจะทำอย่างไรดี เพื่อให้ตัวเราและครอบครัวมีความมั่นคงในชีวิตให้มากที่สุด โดยสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ "การเลือกประกอบอาชีพ" โดยเฉพาะการค้าขาย ทุกวันนี้ การค้าขายทุกคนก็ขายกันไปหมดแล้ว บางท่านอาจจะคิดว่า ขายอะไรดีที่คนอื่นยังไม่ขายกัน ผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพียงแต่การค้าขายนั้น จะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ พฤติกรรมของผู้ที่จะซื้อในพื้นที่ และด้านอื่นๆ

ไม่เป็นไรครับ สำหรับท่านที่ยังคิดไม่ออกว่าว่าจะทำอย่างไรดี ผู้เขียนขอให้กำลังใจในการคิดโดยมีสติมีข้อมูล ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และในที่สุด สิ่งที่เราคิดว่าจะทำอย่างไรดี โดยคำนึงถึงความสนใจของตัวเราในให้ได้มากที่สุด ภายใต้ความรอบครอบในทุกๆ ด้าน เราก็จะสามารถรู้ว่า "เราจะทำอย่างไรดี" ปีใหม่แล้ว ทำให้สิ่งใหม่ๆ ผู้เขียนเชื่อว่า ท่านจะได้แต่สิ่งดีๆ และใหม่ๆ ในชีวิต

ผู้เขียนได้ยินน้องคนหนึ่งซึ่งคิดกำลังจะทำอะไร ประกอบค้าขายอะไรดีในปี ๒๕๕๔ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนขอชื่นชม คือ น้องคนดังกล่าว มีความคิดว่าจะค้าขายเพื่อทำให้ตัวเองและครอบครัวมีความสุขในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ที่น้องคนดังกล่าวได้เริ่มคิดในสิ่งที่ดีๆ สำหรับตัวเองและครอบครัว เมื่อเริ่มคิดในสิ่งที่ดีๆ ย่อมจะทำให้การค้าขายดีไปด้วย ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า คิดดีแล้วย่อมจะเกิดผลดีอย่างแน่นอน ผู้เขียนก็ขอให้ผู้อ่านที่คิดเหมือนกับน้องคนดังกล่าวนั้น ประสบความสำเร็จในการที่คิดว่าจะทำอย่างไรดี นะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์
"หากปีใหม่แล้วไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ขอเพียงแต่คิดว่าจะทำดีและสนใจจะทำความดีก็น่าจะเพียงพอในการเริ่มต้นในการจะทำอย่างไรดี"

เมื่อวันใหม่ (ปีใหม่) มาถึง เราจงลุกขึ้นสู้ต่อไป

และแล้วปีใหม่ ๒๕๕๔ ก็มาถึง เราทุกคนต่างจัดงานเลี้ยงแสดงความยินดีในวันปีใหม่ ทั้งการทำบุญปีใหม่ ทั้งการจัดงานปีใหม่ในสถานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด จะเห็นว่าปีใหม่เป็นสัญญานของการเริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ

หลายๆ ท่านอาจจะเฉลิมฉลองวันปีใหม่จนบางครั้งอาจจะหลงลืมไปว่า เวลานั้นไม่หยุดนิ่งปีใหม่อีกสักพักก็จะผ่านไปแล้วก็จะผ่านไปเป็นปีเก่า แต่สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนควรจะให้ความสำคัญ คือ การลุกขึ้นสู้เพื่อวันใหม่ปีใหม่ ท่านใดที่อาจจะมีปัญหาพบกับปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ผู้เขียนขอให้กำลังใจในการลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อแก้ปัญหา เหมือนกับมีคำๆ หนึ่งที่ว่า "คนฉลาดจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ แต่คนที่ฉลาดกว่า จะต้องไม่สร้างปัญหาขึ้นมาอีก" ดังนั้น วันใหม่ ปีใหม่ เราจะเป็นคนแบบใหนได้อย่างที่เราตั้งใจได้ เพียงแต่ทำจิตใจให้ลุกขึ้นมาสู้ สู้ด้วยจิตใจใหม่ๆ การลุกขึ้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องกระทำในทุกๆ วัน (คือ ลุกจากที่นอน หากท่านใดไม่ยอมลุกจากที่นอน ท่านก็อาจจะได้นอนไปตลอดกาล)

ปีใหม่ เป็นสิ่งที่ดี ที่เราทุกคนควรจะเริ่มต้นในสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นการทำงาน การเรียน การใดๆ ก็ตามแต่ ถ้าหากเราเริ่มต้นกระทำปฏิบัติดีแล้วผลที่ตามมาจะต้องดีอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งแรกที่ควรจะเริ่มต้นได้ คือ การคิดดีในวันใหม่วันปีใหม่ โดยเมื่อคิดดีแล้วทุกอย่างที่ตามมาก็มักจะดีตามไปด้วย เพียงแต่สิ่งที่จะต้องใส่เติมเข้าไปต่อจากการคิด คือ การใส่ใจ ใส่ความตั้งใจ ใส่ความพยายาม ใส่เป้าหมายที่ดีๆ เข้าไป ก็จะทำให้ทุกอย่างสำหรับวันใหม่ปีใหม่ของเรา เป็นสิ่งที่ใหม่ๆ ดีๆ ตามมาด้วย

ถ้าหากเราไม่ลุกขึ้นสู้ในวันปีใหม่ ปีใหม่ก็จะไม่มีความหมายใดๆ ก็เป็นเพียงวันหนึ่งเท่านั้นที่เราเคยผ่านมา เป็นวันเวลาที่ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรกับเราเลย ซึ่งตรงกันข้ามกับการลุกขึ้นมาสู้ในวันปีใหม่ จะทำให้เราเกิดพลังในการสู้กับเรื่องต่างๆ เกิดความสุขในเรื่องนั้นๆ

เมื่อลุกขึ้น ย่อมจะเกิดสิ่งใหม่ๆ เสมอ เช่น การลุกขึ้นของเปลวไฟ ก็ย่อมจะเกิดแสงสว่าง การลุกขึ้นจากที่นอน ก็ย่อมจะเกิดการเดินเสมอ การลุกขึ้นหลีกหนีจากความหลัง ก็ย่อมจะทำให้เราพบกับอนาคตที่ดีๆ และที่สำคัญ คือ "การลุกขึ้นสู้ ก็ย่อมทำให้เราสามารถชนะในทุกสิ่งทุกอย่าง"

ปีใหม่ ๒๕๕๔ เป็น "ปีกระต่าย" หากเราลุกขึ้นสู้เหมือนกระต่าย (ที่นำเอาเฉพาะข้อดีและข้อเด่นของกระต่าย) คือ ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาพร้อมที่จะวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เราก็จะถึงเส้นชัยเป้าหมายของชีวิตด้วยความสุข แต่อย่าทำเป็นตัวแบบ "กระต่ายตื่นตูม" ก็แล้วกัน เพราะตื่นเหมือนกันแต่เป็นการตื่นที่ไม่มีสติและไม่รู้ว่าเป้าหมายคืออะไรกันในชีวิต

สุดท้ายนี้ผู้เขียน ขอเชิญชวนผู้อ่านมาร่วมกันลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองและครอบครัว โดยเป็นการลุกขึ้นแบบกระต่ายที่ตื่นตัวแบบมีสติและมีความรวดเร็วพร้อมจะวิ่งไปสู่เป้าหมายที่มีความสุข นะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

วันปีใหม่ เราก็ควรจะใหม่ตามไปด้วย

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๔ อีกวาระหนึ่งที่บางท่านอาจจะคิดว่าเวลามันทำไมรวดเร็วเหลือเกิน บางท่านอาจจะบอกว่าเวลาทำไมมันช้าเหลือเกิน ดั่งที่ผู้เขียนได้เคยเขียนเคยกล่าวไว้ใน Blog ก่อนหน้านี้ว่า เวลาเป็นเรื่องที่สมมติขึ้นมาเพียงเท่านั้น ให้รู้ว่าระยะเริ่มต้นเป็นอย่างไร ระยะเวลาสิ้นสุดของแต่ละช่วงที่เราสมมติเป็นอย่างไร

ปีใหม่สำคัญกับเราอย่างไรบ้าง สำหรับคนทำงาน นักเรียน นักศึกษา ก็อาจจะรู้สึกว่าดีเหมือนกันได้เวลาพักผ่อนหลายๆ วัน แต่กล่าวสำหรับคนทำงานบางกลุ่มก็อาจจะไม่ชอบสักเท่าไร เพราะพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้พักผ่อน เช่น ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร คุณหมอคุณพยาบาลที่จะต้องเข้าเวรรักษาผู้เจ็บป่วย เป็นต้น ปีใหม่ เป็นวันใหม่ๆ สำหรับเราทุกคนบางท่านก็ไปทำบุญตักบาตรเป็นสิริมงคลต่อตัวเองและครอบครัว บางท่านก็ไม่ทำบุญทำทานกับสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านคนชรา บ้านเด็กพิการยากจน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่เราได้ใช้วันปีใหม่ในการทำจิตใจด้วยการให้เป็นการให้ที่บริสุทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าท่านจะทำบุญด้วยวิธีการใดก็ตามแต่ ล้วนเป็นสิ่งที่ดีเป็นตัวอย่างให้เยาวชนลูกหลานได้เรียนรู้ได้รับทราบ และที่สำคัญเป็นการอนุรักษ์สิ่งที่ดีๆ สำหรับคนไทยเราให้ปฏิบัติสืบต่อไป

ปีใหม่บางท่านอาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ให้กับชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ต้องการทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและผู้คนรอบข้างรวมทั้งสังคม ซึ่งถ้าหากเราคนไทยทุกคนเริ่มต้นในสิ่งที่ดีๆ ในวันปีใหม่ ประเทศไทยของเราก็จะได้สิ่งใหม่ๆ อันจะทำให้ประเทศไทยของเราน่าอยู่มากยิ่งๆ ขึ้น สิ่งใหม่ๆ ที่ว่านั้นมีมากมายตามความเหมาะสมของแต่ละท่าน และที่สำคัญ สิ่งใหม่ๆ นั้น ควรจะต้องดี ดีที่ว่า คือ ความพอดี ความพอเพียง ตามสภาพตามสถานการณ์ของแต่ละท่าน โดยผู้เขียนคิดว่า ดี ดังกล่าวนั้น แต่ละคนแต่ละท่านไม่เหมือนกัน ขอให้ท่านวัดเอาเอง โดยเอาจิตของท่านเป็นคนวัดว่า มันพอดี มันพอเหมาะ มันพอควร มันพอเพียงแล้วสำหรับตัวท่านเอง

เมื่อปีใหม่มาถึง วันขึ้นปีใหม่มาถึง หากเราลองทำตัวใหม่ๆ เปลี่ยนตัวเองทำในสิ่งใหม่ๆ ที่เรามีความสุขไม่สร้างความเดือดร้อนในตัวเราและผู้อื่นรอบข้างแล้ว วันปีใหม่ดังกล่าว จะเป็นวันที่มีแต่ความสุขที่ทำให้ตัวเราเป็นคนใหม่ และคนใหม่ที่ว่านี้ จะเป็นคนใหม่ที่ผู้อื่นได้ชื่นชมยินดีด้วย ผู้เขียนก็คิดเหมือนกันว่าปีใหม่นี้ จะลองทำอะไรใหม่ๆ ดูเหมือนกัน เพราะคิดว่าเมื่อทำแล้วก็น่าจะเป็นสุขสำหรับตัวเราและคนรอบข้าง เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว วันปีใหม่มาขึ้น เราก็ใหม่ตามไปด้วย

ดังนั้น ปีใหม่ วันปีใหม่ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๔ ที่จะถึงนี้ ผู้เขียนก็ขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขในการเป็นคนใหม่ ทำสิ่งใหม่ต่อตัวเองและครอบครัว แล้วเมื่อนั้น ท่านก็จะได้พบความสุขแบบใหม่ๆ ในที่สุด

มนูญ ศรีวิรัตน์


"ปีเก่าผ่านไป หากเรามัวเยื่อใยกับสิ่งเก่า เราก็จะเศร้าต่อไป จงก้าวไปในสิ่งใหม่ๆ ด้วยความห่วงใยตัวเองและครอบครัว"
"ทำในสิ่งใหม่ๆ ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่ขอเพียงแต่อย่าทำเหมือนเดิม"

ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้

ตอนแรกที่ผู้เขียนได้คิดจะเขียนเกี่ยวกับยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ นั้น ก็คิดเหมือนกันว่าจะเขียนอย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการสื่อความหมายให้ได้ดีมากที่สุด เพราะเป็นเรื่องที่ผู้เขียนคิดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะ ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ กับ ยิ่งได้ ก็ยิ่งให้ นั้นจะให้ความหมายที่ใกล้เคียงกัน

ยิ่งให้ เป็นอย่างไรกันแน่ ให้ การให้ เป็นสิ่งที่เรามนุษย์ทุกคนควรจะต้องมีประจำตัวเอง เพราะให้เป็นสิ่งที่เรามีอะไรอยู่ เราเอาออกจากตัวเรานำไปสู่คนอื่นๆ เพื่อคนอื่นได้รับประโยชน์ (ผู้เขียนขอเน้นนะครับ ว่าได้รับประโยชน์เกิดความสุข) ไม่ใช่เรามีอะไรแล้วเอาออกจากตัวเราไปสู่คนอื่นแล้วผู้ที่ได้รับเขาไม่ได้ประโยชน์เกิดความเดือดร้อน

ให้ ยิ่งให้เท่าไรเราก็จะรู้สึกเองว่า มันเกิดความสุขที่ไม่รู้ตัว ยิ่งเราฝึกให้บ่อยๆ ทุกเวลาๆ ทุกสถานที่ๆ การให้ดังกล่าวก็จะกลาย เป็นการได้ ซึ่งการได้ที่ว่านั้น คือ การได้ความสุขที่เป็นความสุขจริงๆ เกิดกับจิตของเรา และเมื่อไรก็ตามที่เราให้ หรือ เกิดการให้อีก จิตของเราจะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่า การให้ดังกล่าว เราจะต้องทำแล้วทำอีก จึงเป็นที่มาของ ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้ (ให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นๆ ก็จะได้ความสุขกับคืนมา ให้มาก ก็ยิ่งได้มากเท่านั้น) แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากเราให้ความทุกข์แก่คนอื่นมากเท่าไร ก็ยิ่งจะได้รับความทุกข์กลับคืนมาเท่าเดิม และอาจจะมากกว่าเดิมก็ได้ ดั่งที่มีกล่าวไว้ว่า "ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว" ดังนี้แล้ว ผู้เขียนก็เลยคิดว่า เราทุกคนน่าจะฝึกปฏิบัติ "ให้สุขแก่ท่าน สุขนั้นถึงตัวเรา"

ตัวอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนประสบพบมา ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกี่ยวกับข้างต้นหรือไม่ แต่เป็นความจริงที่ผู้เขียนพึ่งจะประสบมา กล่าวคือ ผู้เขียนไปติดต่อทำธุรธรรมเกี่ยวกับที่ดิน (ณ สำนักงานที่ดินแห่งหนึ่งในประเทศไทยของเรา) สำนักงานนี้มีขนาดเล็ก แต่มีผู้คนมาใช้บริการจำนวนมาก ไม่มีความสมดุลกันเลยระหว่างจำนวนเจ้าหน้าที่ และผู้มาใช้บริการ ผู้เขียนก็ใช้บริการตามปกติตามแถวคิวที่กำหนดไว้ ในใจก็สงสารเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาไม่ได้หยุดพัก ไม่ได้แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ เพราะผู้เขียนก็เผ้าสังเกตอยู่ตลอดเวลา ยิ้มให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ จิตก็ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน แต่ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เพราะผู้มาใช้บริการต่างๆ คนก็ต่างๆ จะให้เอกสารของตัวเองเสร็จสิ้นกระบวนการเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีทั้งเจ้าหน้าที่บริษัท เจ้าหน้าที่ธนาคารที่มารับจำนอง บรรยากาศภายในสำนักวุ่นวายมากๆๆๆ ผู้เขียนก็ได้แต่ใจเย็นและคอยให้กำลังทุกคนเอาใจช่วยทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ในจิตใจของผู้เขียนรู้สึกสงสารเจ้าหน้าที่ที่ดินเป็นอย่างมาก (เพราะไม่รู้จะฟังใคร) และคิดว่า เจ้าหน้าที่ที่ดินน่าจะเป็นข้าราชการที่มีความเครียดเป็นอย่างมากเลยที่เดียว ผู้เขียนได้แต่นั่งรอ เอาใจช่วย ยิ้มให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคน และแล้วในที่สุด เอกสารของผู้เขียนเสร็จสิ้นกระบวนความด้วยความรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีปัญหาอุปสรรคใดๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่า การที่เราให้กำลังใจแก่ใคร ยิ้มให้กับใคร เอาใจช่วยเขา น่าจะเป็นพลังอย่างหนึ่งเหมือนกันในการช่วยเขาเหล่านั้นให้มีพลังเช่นกัน การให้ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนไม่ต้องเป็นทุกข์กับการนั่งคอย เกิดความสุขในการให้ ตัวอย่างเช่นนี้ ผู้เขียนเชื่อว่า หากเราสามารถทำได้ต่อเหตุการณ์ต่างๆ เราก็จะเกิดความสุข ต่อทั้งผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์สถานการณ์รอบข้างเรา ก็ขอให้ผู้อ่านได้ลองดูนะครับ

ที่นี้ เราลองมาดูเรื่องยิ่งได้ ยิ่งให้ อาจจะเป็นเรื่องของเศรษฐีมีสตางค์ที่ยิ่งได้มีเงินทองมากมาย แล้วพวกเขายิ่งให้บริจาคกับผู้ยากไร้ ดังตัวอย่างเช่น เจ้าของ Microsoft เจ้าของ Facebook เป็นต้น พวกเศรษฐีดังกล่าวยิ่งเขาได้เงินทองมากมายจากธุรกิจของเรา แล้วพวกเขาก็ให้กลับคืนสู่สังคมผู้ยากไร้ การยิ่งได้ ยิ่งให้ ดังกล่าวก็ยิ่งจะทำให้เกิดความสุขได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่ท่านผู้อ่านได้ (เงินทอง) มามากๆ แล้ว ก็ลองให้มากๆ นะครับ แล้วท่านจะประสบพบกับความสุขที่หาซื้อด้วยเงินทองไม่ได้

ปีใหม่ใกล้จะถึงนี้ ก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านลองทำ ยิ่งให้ ก็จะยิ่งได้ และ ลอง ยิ่งได้ ก็จะยิ่งต้องให้ ดูนะครับแล้วท่านจะมีความสุขในปีใหม่ ปีกระต่ายทองคำ

มนูญ ศรีวิรัตน์

เขาใหญ่ (แต่เราเล็ก)





วันนี้ ที่เขาใหญ่ เป็นวันที่ยิ่งใหญ่ของศิษย์เก่าคณะวิทยาศาสตร์รุ่นเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา (แต่เป็นบางส่วนเท่านั้น) เขาใหญ่วันนี้เปลี่ยนไปอย่างมากเพราะมีการปรับพื้นที่ให้มีสถานที่พักผ่อน (รีสอร์ท) จำนวนมากมาย ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์

เขาใหญ่อาจจะใหญ่สำหรับสิงสาลาสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยเขาใหญ่เป็นที่พักอาศัย เป็นแหล่งที่พิงพักให้เจริญเติบโตให้เป็นสิ่งที่คู่กันกับเขาใหญ่ แต่เขาใหญ่ในวันนี้อาจจะเล็กไปแล้วสำหรับมนุษย์เรา เพราะมีการก่อสร้างตัดถนนหนทางจัดสร้างรีสอร์ทเพื่อให้บริการ บางพื้นที่มีการจัดให้บริการในรูปแบบที่ทันสมัย เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร เป็นต้น

เขาใหญ่เป็นสถานที่ แหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใจกลางของเมืองจังหวัดต่างๆ ทั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน คือ จังหวัดปราจีนบุรี สระบุรี ชัยภูมิ นครนายก เขาใหญ่เป็นสถานที่สร้างแหล่งต้นน้ำให้กับแม่น้ำหลายสายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำมูล (ซึ่งผู้เขียนได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ มูล มาแล้ว ที่นี้)

นับวันมนุษย์เรายิ่งทำให้เขาใหญ่เล็กลง เพราะถนนทุกสายชุมชนทุกทิศทุกทางรอบเขาใหญ่ต่างก็ช่วยกันทำให้เขาใหญ่เล็กลง เล็กลงที่ว่าหมายความว่า แทนที่พื้นที่เขาใหญ่จะมีต้นไม้ธรรมชาติที่มีพื้นที่จำนวนมากยิ่งๆ ขึ้น แต่ในทางตรงกันข้ามการตัดถนนการสร้างรีสอร์ทต่างๆ การบุกรุก ทำให้เขาใหญ่ไม่มีการขยายตัว มีแต่ขนาดพื้นที่ธรรมชาติลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อไรก็ตามที่มนุษย์เข้าถึงแหล่งธรรมชาติมากขึ้นเท่าไร ก็อาจจะเกิดมูลพิษในด้านต่างๆ (ถ้าหากมนุษย์เราไม่ช่วยกันดูแล) มลพิษที่ว่าก็อาจจะเป็นเรื่องของก๊าซคาร์บอนฯ ขยะของเสียต่างๆ ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์

แทนที่เขาใหญ่จะใหญ่ขึ้น มีต้นไม้จำนวนมากยิ่งขึ้น มีพื้นที่ป่าไม้มากขึ้นเพื่อช่วยสภาวะโลกร้อน เขาใหญ่ไม่ใหญ่สมชื่อเสียแล้ว ที่นี้เราจะทำอย่างไรเพื่อจะให้เขาใหญ่ มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะทำได้ คือ การที่เราทุกคน (คนไทย) ได้ช่วยกันตระหนักถึงความสำคัญของ เขาใหญ่ (ในทางแหล่งต้นน้ำ แหล่งพืชพันธุ์สัตว์ที่หายาก) และประการสำคัญ คือ การไม่บุกรุก และถ้าหาก เศรษฐีท่านใดที่มีพื้นที่ในเขตใกล้ๆ พื้นที่เขาใหญ่จะช่วยเสียสละในการปลูกป่าในมีจำนวนมากๆ แทนที่จะสร้างรีสอร์ทที่พัก ที่ประกอบด้วยตัวอาคารที่พักทันสมัย ท่านเศรษฐีดังกล่าวก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการสร้างรีสอร์ทแบบธรรมชาติ มีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก และเน้นที่พักที่เป็นแบบธรรมชาติให้มากที่สุด ผู้เขียนขอเน้นว่า ธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากนั้น ในแต่ละปีที่พื้นที่บางส่วน (ภูเขา) ที่ไม่มีต้นไม้ เราคนไทยน่าจะช่วยกันไปปลูกต้นไม้คนละต้นสองต้น ณ บริเวณพื้นที่ภูเขาที่เรียกว่า ภูเขาหัวโล้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ เป็นปีมหามงคลในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๘๔ พรรษา บริเวณเขาใหญ่น่าจะมีการปลูกต้นไม้ ๘๔ ล้านต้น (ถ้าเป็นไปได้ โดยบริษัทต่างๆ ร่วมมือกัน เช่น ปตท. ปูนซีเมนต์ เอไอเอส ดีแทค ทรู โตโยต้า ฮอนด้า เบียร์สิงห์ หรืออื่นๆ อีกมากมาย) เมื่อเป็นอย่างนั้น เขาใหญ่ ก็จะใหญ่สมชื่อจริงๆ

เมื่อเขาใหญ่ เป็นอย่างนั้นแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า เขาใหญ่ จะเป็นแหล่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยทุกคน เป็นแหล่งต้นน้ำให้กับแม่น้ำหลายๆ สายทั้งภาคตะวันออก ภาคอีสาน ภาคกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติอย่างแท้จริงสมกับเป็นมรดกของโลก เป็นสถานที่บ่งบอกถึงสิ่งมีชีวิตหายากจะมารวมตัวกันอยู่ที่เขาใหญ่ อีกร้อยปีพันปี เขาใหญ่ก็จะเป็นแหล่งที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืนตลอดกาลเท่านาน

ครับ เขาใหญ่ จะใหญ่ยิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าคนไทยช่วยกัน ไม่บุกรุก ไม่รุกรานเขาใหญ่ และคนไทยทุกคนช่วยกันส่งเสริมบำรุงเขาใหญ่ให้ใหญ่กว่าเดิม โดยการช่วยกันปลูกช่วยกันรักษาป่าไม้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเขาใหญ่ของเรา ก็จะใหญ่สมชื่อ โดยทำให้เขาใหญ่ แต่ตัวเราเล็ก (เล็กๆ ลงให้มากที่สุด เพื่อจะได้ไม่รบกวนธรรมชาติ

มนูญ ศรีวิรัตน์