Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ความรับผิดชอบ (2)

ในช่วงนี้มีข่าวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบ มีการเรียกร้องของในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ผู้นั้น ผู้นี้ คนโน้น คนนี้ จะต้องรับผิดชอบ โดยส่วนมากเรื่องรับผิดชอบนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ เรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่เสียหาย เรื่องที่เป็นโทษ เรื่องที่ก่อให้เกิดคามเดือดร้อน พูดง่ายๆ คือ เรื่องที่ไม่ดีนั้นแหละครับ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ต้องการผู้ที่รับผิด และการรับผิดดังกล่าวจะต้องชอบด้วยหรือ ถ้าหากผู้ที่กระทำผิดแล้วเกิดเขาไม่ชอบด้วยจะว่าอย่างไรดี แต่นั้นไม่ใช้ประเด็นที่สำคัญครับ เพราะเมื่อไรก็ตาม เมื่อเกิดเรื่องต่างๆ ที่ไม่ดีไม่ควรอย่างที่กล่าวแล้ว ผู้ที่ก่อเหตุ ผู้ที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมานั้น เขากล้าหาญที่ใช้สติปัญญาของเขาที่มีอยู่ในการแสดงถึงการยอมรับผิดที่ได้ก่อขึ้น เพราะคนที่ก่อขึ้นย่อมรู้แก่ใจของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุด

ซึ่งหากว่าอย่างที่ว่าแล้วละก็ รับรองได้เลยว่าจะไม่มีการเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ แต่สังคมไทยของเราทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น คนที่กระทำผิดต่างใช้ความรู้สึกของตัวเองว่าตัวเองไม่ผิด ตัวเองมีความถูกต้องในการกระทำ จะต้องมีการหาหนทางให้ตัวเองนั้นพ้นผิดพ้นการตรวจสอบ จะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับสังคมไทยของเรา แล้วจะทำอย่างไรดีละที่นี้ คนที่ได้รับความเดือดร้อนก็เรียกร้องไป ดิ้นรนไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหาผู้คนที่รับผิดชอบได้ มันเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างมากเลยที่เดียว

อย่างไรก็ดี หากครอบครัวของเรา โรงเรียนของเรา หมู่บ้านของเรา ชุมชนของเราได้ช่วยกันปลูกฝังให้ความสำคัญความรับผิดชอบตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ ลูกเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ คุณครูที่โรงเรียนเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ นักเรียนนักศึกษาเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ ข้าราชการเมื่อกระทำผิดแสดงความรับผิดชอบ ผู้คนในสังคมเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หากเป็นเช่นกันแล้ว ผู้เขียนเชื่อได้เลยว่า จะมีการให้อภัยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากที่มีโทษหนักก็อาจจะกลายเป็นโทษเบาลงมาก และประการสำคัญ คือ การแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นจะต้องกระทำอย่างรวดเร็วด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยจิตที่กล้าหาญที่แสดงความรับผิดชอบ และประการสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้กับการแสดงความรับผิดชอบ ก็คือ คำว่าขอโทษ

ถามว่าเป็นการยากหรือไม่ในการแสดงความรับผิดชอบ ตอบได้เลยว่ายากสำหรับคนที่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบเมื่อกระทำผิด แต่เราสามารถฝึกฝนได้ เพราะเกิดมาไม่มีใครหรอกครับไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยกระทำความผิด ซึ่งอาจจะเป็นความผิดเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับการกระทำอารมณ์ กิเลสที่ได้มาเกาะในตัวเรา อย่างไรก็ดี เมื่อเราฝึกฝนการแสดงความรับผิดชอบ และ ขอโทษ บ่อยๆ เราจะมีความสุข จิตที่แสดงความรับผิดชอบ จะสั่งสมองให้มีความผ่อนคลายขึ้นและมีความสุขขึ้นมา และเมื่อได้กระทำบ่อยๆ ก็กลายเป็นจิตสำนึกของเราว่า เมื่อไรก็ตาม เมื่อเรากระทำผิดจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่ คำขอโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบจะตามมาโดยทันทีอัตโนมัติ

ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าการแสดงความรับผิดชอบนั้นทำได้ ฝึกได้ หากคนไทยทุกคนได้แสดงความรับผิดชอบในการกระทำความผิดของตัวเองที่ได้ก่อขึ้น ก็เชื่อว่าคนไทยอีกส่วนหนึ่งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะให้อภัย เพราะการให้อภัยเป็นการสร้างบุญกุศลสำหรับผู้ที่ได้กระทำความผิดลงไป และประการสำคัญ คือ เมื่อกระทำผิดในสิ่งนั้นๆ แล้ว ก็ขอให้นำไปเป็นผลเรียนสำหรับการใช้ชีวิตในครั้งต่อๆ ไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

ความกล้าหาญ

เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ ได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายพิเศษของท่านโสภณ สุภาพงษ์ (กรรมการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีผู้ทรงคุณวุฒิ) มีบางส่วนบางตอนที่ท่านได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง โดยท่านได้เสนอสูตรทางคณิตศาสตร์สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ดังนี้

การเปลี่ยนแปลง C = D x T x M x P > F (fear)
Dissatisfaction ความไม่สมใจ ไม่พอใจ ในสถานะที่เป็นอยู่ เกิดความทุกข์ (ถ้ามีความสุข รับรองได้ว่าจะไม่เปลี่ยน) ความทุกข์จะทำให้เกิดหาหนทางอย่างอื่นๆ เพื่อหาทางหลุดพ้น (ทุกข์) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
Truth ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เพื่อจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
Model มีรูปแบบ ตัวเแบบอย่างไร (ยุทธศาสตร์)ที่จะทำ ซึ่งจะต้องเข้าใจธรรมชาติ จะต้องมีรูปแบบใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้ผล
Process วิธีการที่จะทำ จะไปไหน วิธีการอย่างไร นั้นคือ มีวิธีการที่จะทำได้เป็นจริงในรูปธรรม
Fear ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น จะต้องมากกว่า ความกลัวที่มีอยู่

โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากสำคัญมากของการเปลี่ยนแปลง คือ จะต้องมีความกล้าหาญ (Courage) ที่จะต้องเผชิญ

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้นั้น จะต้องเริ่มต้นด้วย Courage

ที่นี้เรามาเข้าเรื่องของความกล้าหาญ เป็นสิ่งที่จะต้องใช้จิตในการสั่งให้เกิด ความกล้าหาญ ที่จะสละแล้วซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ เป็นสิ่งที่จะต้องใช้จิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งถ้าหากเราทุกคนฝึกฝน และต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ยืนยันในความกล้าหาญ ทิ้งในสิ่งที่เป็นสิ่งสูงสุดของตัวเอง กล้าหาญที่จะทิ้ง กล้าหาญที่จะสละกิเลสทั้งหลายที่มีอยู่ให้ได้ กล้าหาญที่จะหลุดพ้นจากความกลัว กล้าหาญกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ความกล้าหาญ ดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เหมือนกันตัวอย่างของ ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ชื่อ แอนนี่ เธอมีความกล้าหาญมาก และิเป็นสิ่งที่เธอกระทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่ทจะำเพื่อลูกของเธอ ซึ่งมีประโยคทองของเธอที่น่าประทับใจมากๆ ที่ว่า "เธอผิดไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่จะไม่ยอมให้มีความผิดครั้งที่สองอีก" นี้คือ ความกล้าหาญในการยอมรับผิดที่ยิ่งใหญ่มาก ที่พวกเราทุกคนควรจะเรียนรู้

เธอผิดครั้งที่หนึ่ง หมายถึง เธอท้อง(แต่ก็เป็นการท้องด้วยความรัก) เธอไม่ยอมทำผิดครั้งที่สอง หมายถึง เธอไม่ยอมที่จะทำแ้ท้ง เธอพร้อมยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา แววตาของเธอนั้นมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าเธอนั้นมีึความสุขเป็นอย่างมากที่ได้มีความกล้าหาญอย่างที่เธอได้แสดงออกให้พวกเราได้เห็น สิ่งนี้ จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับสุภาพสตรี หรือแม้แต่ผู้ชายทั้งหลาย ที่เธอได้แสดงให้เห็นว่า ความกล้าหาญ นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ในทางที่เป็นประโยชน์ ในทางที่ถูกต้อง

ผู้เขียนเชื่อว่า คุณแอนนี่ จะเป็นบุคคลหนึ่ง ที่เราทุกคนสมควรให้กำลังใจในความกล้าหาญของเธอ ความกล้าหาญของเธอนั้น น่าจะเกิดจากการที่เธอมีจิตที่สงบ มีสติ มีสมาธิ และจะพบสภาวะของจิตที่บริสุทธิ์ สามารถที่จะตัดสินกระทำการใดๆ ได้ เกิดความกล้าหาญ (Courage) ในที่สุด

ดังนั้น วันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสร้างพลังความกล้าหาญเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ ในชีวิตของเรา ในสังคมของเราร่วมกัน เพื่อให้สังคมของเรามีแต่ความสุขตลอดไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://ubumukajmanoon.blogspot.com/2010/09/blog-post_5404.html



วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของน้ำ (ตา)

น้ำนั้นมีประโยชน์มหาศาลต่อมนุษย์เราทั้งอุปโภคและบริโภค น้ำทุกหยดล้วนมีคุณค่าเรา เราควรจะต้องช่วยกันประหยัดในการใช้น้ำ ในร่างกายของเราก็เช่นกันโดยส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของน้ำ และที่สำคัญในหนึ่งวันเราควรจะดื่มน้ำให้เป็นประจำอย่างน้อยสองลิตรเพื่อให้ร่างกายสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่กล่าวมาข้างต้นไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องเลย แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้เขียนก็คิดว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน คือ น้ำ (ตา) น้ำตานั้นจะหลั่งออกมาได้หลายกรณี ตัวอย่างเช่น เราดีใจเมื่อสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเรารู้สึกมีความสุขปลื้มสุดๆ จนมีน้ำไหลออกจากดวงตา นักกีฬาฟุตบอลลงแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์โลกแล้วชนะเลิศ (ดั่งเช่น ทีมฟุตบอลประเทศสเปน กัปตันทีมถึงกับหลั่งน้ำตาขึ้นรับถ้วยฟุตบอลโลก) เราเสียใจเมื่อมีคนรักต้องจากไปสู่ที่ชอบที่ชอบ เราเสียใจเมื่อเรารู้สึกผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

จะเห็นว่า น้ำตาของเรานั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทั้งเมื่อดีใจและเสียใจ ดีใจมากก็อาจจะเสียน้ำตามาก เสียใจมากก็อาจจะเสียน้ำตามากด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หากเรามีเหตุการณ์ใดที่ดีใจมากๆ สุดขีด หรือเสียใจมากสุดๆ แล้วละก็ เราไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ จะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ น้ำตาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะสามารถบังคับได้ หากเราจะต้องประสบกับเหตุการณ์ดีๆ หรือร้ายๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยได้ฝึกให้พบกับสิ่งนั้นๆ

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเราได้รู้ได้ทราบได้ฝึกฝนว่า ในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ล้วนมีสิ่งที่ดี ล้วนมีสิ่งที่ร้าย นั้นหมายความว่า ทุกสิ่งล้วนไม่อนิจังยั่งยืน เกิดได้ ดับได้ เกิดๆ ดับๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเข้าใจและมีความพยายามฝึกฝนให้จิตของเราได้พบกับสภาพความดีใจสุดๆ เสียใจสุดๆ บางทีสภาพดังกล่าวอาจจะทำให้เราดีใจหรือเสียใจด้วยสภาพที่ปราศจากน้ำตาของความดีใจ น้ำตาของความเสียใจก็ได้ สิ่งที่ว่านั้น จะต้องอาศัย ความอดทนอดกลั้น การเข้าใจสภาพนั้นๆ ให้ได้อย่างลึกซึ้ง ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่คงที่แน่นอน ไม่มีอะไรที่จะอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดไป ไม่มีอะไรที่จะเป็นผู้ชนะตลอดไป ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราตลอดไป

ความเข้าใจ ความรู้จริง ความอดทน จะสามารถทำให้เรา ไม่ต้องเสียน้ำตากับเหตุการณ์ใดๆ ทั้งเหตุการณ์ดีๆ และเหตุการณ์ร้ายๆ ซึ่งในที่สุด เราก็สามารถประหยัดน้ำตาได้ในที่สุด ด้งนั้น น้ำตาหากเราประหยัดได้ก็คงจะดีเหมือนกัน เราจะไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องที่ไร้สาระ เรื่องที่ทำให้เราผิดหวัง (เพราะผิดหวัง เราก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ไม่มีคำว่า สาย สำหรับความเป็นคนของเรา) ความเสียใจผิดหวังเป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน เราควรจะประหยัดน้ำตาให้กับความเสียใจและความผิดหวัง แต่สิ่งที่เราควรจะทำ คือ ตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งใจ ลงมือทำให้สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้ว ความเสียใจความผิดหวังก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี บางครั้งเราก็ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้เมื่อเราปลื้มดีใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารัก และทำให้เรามีความสุข ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคนไทยทุกคนเมื่อได้เห็นได้ชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราคนไทยทุกคนต่างมีความสุขที่ได้เห็น ได้ทราบ ได้เทิดทูนพระองค์ท่าน ดังนั้น น้ำตาของเราคนไทยทุกคนจะไหลออกมาทุกครั้งอย่างมีความสุข ที่เราคนไทยทั้งหลายได้แสดงความจงรักภักดีร่วมกัน น้ำตาแบบนี้เราไม่ควรที่จะประหยัดให้มันหลั่งออกมาได้เลย น้ำตาดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งบอกความจงรักภักดี ความรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ความรักชาติไทยของเรา ผู้เขียนเองก็เช่นกันทุกครั้งที่ได้เห็นพระองค์ท่านในทีวี หรือ ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีน้ำตาจะไหลออกมาอย่างทันที ซึ่งบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ที่แน่ๆ คือ มีความรู้สึกว่าอยากจะให้พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระเจริญตลอดไปยิ่งยืนนานเท่านาน

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตื่น (เพื่อไม่ตาย)

โดยความจริงหลายๆ ท่านเวลานอนอาจจะฝัน หรือ อาจจะไม่ฝัน ถ้าหากฝันแล้วอาจจะจำได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นแต่ละท่าน ทั้งนี้ หลายๆ ครั้งเป็นการฝันดี หลายๆ ครั้งเป็นการฝันร้าย ซึ่งคนทั่วๆ ไป มักจะกล่าวว่า ถ้าหากฝันร้ายจะกลายเป็นดี เชื่อว่าทุกท่านในครั้งหนึ่งของชีวิตจะต้องเคยฝันอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านอาจจะจำไม่ได้ บางเรื่องท่านอาจจะเคยฝันซ้ำๆ กันหลายครั้ง หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าสอบตกตอนประถม หรือมัธยม หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าได้ออกรบเป็นทหาร หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าได้กินอาหารที่อร่อย ได้สวมใส่เสื้อสวยๆ งามๆ และเึคยฝันอื่นๆ มีมากมาย

เกี่ยวกับเรื่องของความฝันนั้น มีภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่เป็นของอเมริกา ชื่อเรื่องว่า Inception หรือ จิตพิฆาตโลก หลายๆ ท่านอาจจะได้ดูเรียบร้อยแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในภาพยนต์ดังกล่าว คือ เมื่อไรก็ตามที่มีความฝัน แล้วในฝันนั้นปรากฏว่า ตกจากที่สูง ตกน้ำ หรือ ตาย ผู้ที่ฝันก็มักจะตื่นขึ้นมาจากความฝัน นั่นเป็นเรื่องของภาพยนต์ แต่ในปกติโลกความจริงของมนุษย์เรานั้น ปรากฎว่า เวลาเราฝันดีๆ เรามักอยากจะตื่นจากการนอน จากการฝันดีดังกล่าว หลายๆ ครั้ง ที่เวลาฝันผู้คนมักจะตีความ ความฝันดังกล่าว เพื่อนำไปเสี่ยงโชค บางท่านก็อาจจะเคยได้รับโชคจากการตีความฝัน แต่สำหรับวันนี้ ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจเขียนเกี่ยวกับความฝันนะครับ แต่ต้องการจะสื่อให้เห็นเกี่ยวกับ การตื่น ตื่นที่ว่านั้น แน่นอนจะต้องเกิดจากการนอนหลับ

ผู้เขียนตอนเด็กๆ ก็เคยฝันร้ายเหมือนกัน ที่จำได้ คือ เวลาที่เป็นไข้ แล้วนอนหลับมักจะฝันว่าตนเองกำลังตกไปในหลุมใหญ่ๆ มืดๆ เกิดความกลัวเป็นอย่างมาก จนจะต้องตื่นนอน โดยอาการหลังจากตื่น คือ ร้องให้ด้วยความตกใจ นั้น เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับความฝัน และตื่นจากความฝันด้วยความกลัว เกี่ยวกับความฝันนั้น ผู้เขียนนั้นเวลานอนฝันเกือบทุกคืนเป็นส่วนมาก เคยนึกไม่เหมือนกันว่าเราผิดปกติหรือไม่ แต่หลังจากที่ได้มีภาพยนต์เรื่อง Inception แล้วก็คิดว่า การฝันน่าจะเป็นเรื่องปกติ และถ้าหากจิตของเราสามารถที่จะฝันและทำอะไรได้เหมือนในภาพยนต์ก็คงจะดี

ที่นี้เรามากล่าวถึง การตื่นจากฝันดีกว่า เพราะเพื่อไม่ได้ตัวเองตกจากที่สูง หรือได้รับอันตรายใดๆ ในฝัน เราก็มัักจะตื่นขึ้นมานั้นเอง ซึ่งการตื่นดังกล่าวก็เพื่อไม่ไห้ตาย (ในฝัน) การตื่นเป็นเรื่องที่สำคัญของมนุษย์เราทุกท่านเพราะเมื่อเราตื่นอยู่ตลอดเวลานั้น จะทำให้เรามีสติ ตื่นรู้ ตื่นเห็น ว่าเราำกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเป็นผู้ที่ตืนอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะทำให้เรารู้ทราบ มีสติในเรื่องต่างๆ ที่เราปฏิบัติหรือกระทำอยู่ โดยที่การตื่นดังล่าวจะทำให้เราไม่มีโอกาสตายได้ ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า เมื่อเราตื่น เราก็มีสติ เราเกิดปัญญาในการไตร่ตรองการกระทำที่เกิดขึ้น

ดังนั้น ถ้าหากทุกคน ตื่น เราก็จะไม่ตาย ทั้งความฝันและความเป็นจริง แต่การตื่นดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นการตื่นอยู่ตลอดเวลา โดยตื่นที่ว่า คือ การตื่นตัว ในการเรียน ในการทำงาน ในการปฏิบัติงาน ในการเป็นดนดี เมื่อเป็นเช่นนั้นได้แล้ว การตื่นดังกล่าว ก็เพื่อไม่ตาย และเราก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าในเรื่องต่างๆ นั้นเ้อง

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ยิ่งแข่งก็ยิ่งแพ้

การแข่งขันใดๆ ผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนั้นมีได้สามอย่าง คือ แพ้ ชนะ หรือ เสมอ การแข่งขันไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือ แข่งขันอย่างอื่นๆ จะต้องมีกติกาสำหรับใช้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้ทราบข้อปฏิบัติข้อบังคับร่วมกัน เพราะถ้าหากผู้เข้าร่วมแข่งขันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำผิดกติกา ย่อมจะกระทบต่อผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น การแข่งขัน ถ้าหากผู้เข้าร่วมแข่งขันยิ่งแข่งยิ่งเป็นผู้ชนะย่อมจะมีความสุขในผลการแข่งขันดังกล่าว แต่กล่าวสำหรับผู้แพ้แล้วนั้นเมื่อยิ่งแข่งมากเท่าใดมีแต่เป็นผู้แพ้ก็ย่อมจะมีความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่มีความสุข ไม่อยากจะลงแข่งขันอีกต่อไป

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นการแข่งขันกีฬา แต่สำหรับชีวิตจริงในการทำงานในการปฏิบัติงาน ถ้ามีการแข่งขันกันก็อาจจะมีผลเช่นกันกับการแข่งขันกีฬา ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยในประเทศไทยต่างแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพการศึกษา โดยมีคณะกรรมการมาประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวไม่สามารถไปประเมินได้ทุกมหาวิทยาลัยเนื่องจากจำนวนมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการประเมินจะต้องมีเข้ารับการอบรมภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมือนกันมาตรฐานเดียวกัน อันจะทำให้การประเมินนั้นมีความยุติธรรมมาตรฐานที่เดียวกันใกล้เคียงกัน เพื่อทำให้ผลการประเมินเกิดการยอมรับ

ในโลกของความเป็นจริงมีการแข่งขันกันมากมาย กล่าวเช่น การแข่งขันทางธุรกิจ การแข่งขันในเรื่องคุณภาพการศึกษา และนอกจากนั้น ยังมีการแข่งขันในการทำงาน การแข่งขันกันในองค์กรหน่วยงาน กล่าวคือ ถ้าหากในองค์กรใดพนักงานต่างแข่งกันแต่งตัว แข่งกันแต่งหน้า แข่งกันอวดร่ำอวดรวยใช้ในสิ่งที่ของอุปกรณ์ที่ฟุ่มเฟือย ไม่มีเงินก็ไปกู้ยืมเพื่อได้มาซึ่งที่ต้องการนำไปแข่งกันคนอื่นๆ จะเห็นว่าการแข่งดังกล่าว ยิ่งแข่งยิ่งมีแต่ผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะเกิดขึ้น การแข่งดังกล่าวก็มักจะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความโกรธ เกิดความทุกข์เห็นคนอื่นๆ เด่นเกินหน้าเกินตาเราไม่ได้

ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถเห็นการแข่งขันดังกล่าวได้ในชีวิตประจำวันอีกมากมาย เช่น นักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยต่างแข่งขันกันแต่งตัวโดยเฉพาะในสมัยนี้ใครสวมใส่กระโปรงยิ่งสั้นยิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นสวยเป็นที่สนใจของคนอื่นๆ หรือ นักเรียนนักศึกษาต่างแข่งกันในการมีเครื่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ หรือ ชีวิตของข้าราชการหลายๆ ท่านต่างแข่งกันมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หากใครไม่มีก็กู้ยืมผ่านสหกรณ์หรือธนาคาร เป็นต้น

โดยข้อเท็จจริงที่เราเห็นหรือทราบกันอยู่ในปัจจุบันนั้น การที่ยิ่งแข่งกันในการใช้ของฟุ่มเฟือยหรือสิ่งของที่ไม่ก่อประโยชน์ที่คุ้มค่า จะเป็นการแข่งขันที่ ยิ่งแข่งยิ่งมีแต่ผู้แพ้ ซึ่งหมายความว่า เราใช้เงินใช้ทองใช้ทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่หรือไปกู้ยืมมานั้นไม่สมเหตุสมผลไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งบางคนก็ทำการกู้ยืมเงินเรียน (ที่เรียกว่า กยศ.) ยิ่งกู้ยืมเงินเรียน และยิ่งขอเงินคุณพ่อคุณแม่มาใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่บางท่านก็อาจจะไปทำการกู้ยืมเงินมาให้ลูกๆ เพื่อแข่งขันกันในการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมหรือซื้อสิ่งของที่ไม่คุ้มค่า

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมาร่วมกันแข่งประหยัดในเรื่องการแต่งตัว การใช้สิ่งของที่ไม่เหมาะไม่ควรสำหรับชีวิตนักเรียนนักศึกษา หรือ เรื่องอื่นๆ แล้วก็ จะสามารถทำให้ การแข่งดังกล่าว กลายเป็น ยิ่งแข่ง ยิ่งแต่มีผู้ที่ชนะ เป็นผู้ที่ชนะทุกคนทั้งคุณพ่อคุณแม่ ทั้งตัวเราเอง ทั้งเพื่อนๆ ที่รอบข้างตัวเรา

การแข่งขันอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถมองเป็นรูปธรรมได้ คือ การแข่งกันมีอำนาจ เพราะอำนาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนๆ นั้นสามารถจะดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้หลายๆ เรื่อง บางเรื่องอาจจะไม่ถูกไม่ควรก็ได้ ยิ่งแข่งกันมีอำนาจก็ยิ่งจะเกิดการแย่งกันมาก เนื่องจากอำนาจมีจำนวนไม่มาก ในหน่วยงานใดๆ ผู้อำนาจสูงสุดในหน่วยงานองค์กรนั้นสามารถที่จะได้รับการนับถือ ได้รับเอาอกเอาใจจากผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะถ้าหากกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจแล้ว ผู้นั้นอาจจะเดือดร้อนก็ได้

ดังนั้น ยิ่งแข่งกันมีอำนาจ ยิ่งมีแต่แพ้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งกันมีอำนาจด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วิธีการที่ใช้พลังเกินขอบเขตเกินกติกาที่กำหนดไว้ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่แพ้ ถึงแม้จะเป็นผู้ชนะที่มีอำนาจ แต่ก็เป็นผู้แพ้ในสัจธรรมความจริง เป็นผู้ชนะที่ไม่ยั่งยืน

แต่อย่างไรก็ดี ยิ่งมีสิ่งหนึ่งที่ยิ่งแข่งยิ่งไม่มีทางแพ้ คือ การแข่งกันทำความดี ยิ่งแข่งกันทำความดี ยิ่งจะเกิดสิ่งที่ดีๆ ต่อคนรอบข้างต่อครอบครัวต่อองค์กรหน่วยงาน และประเทศชาติของเราในที่สุด ซึ่งก็จะเป็นการ ยิ่งแข่งยิ่งชนะ และเป็นการชนะที่ยั่งยืนตลอดไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อิ่มใจ

วันก่อนเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเรื่อง บทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อการปฎิรูปอุดมศึกษาไทย ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพฯ โดยองค์ปราฐก ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ท่านได้กล่าวคำหนึ่งที่ประจำใจ คือ คำว่า อิ่มใจ
เมื่อผู้เขียนได้ฟังแล้วมีความรู้สึกว่าจะต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เพื่อให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยกันขยายความและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

ครับ แน่นอนเราคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่ คนแก่คนเฒ่าชรา ล้วนจะต้องมีความรู้สึกอย่างยิ่งในทุกๆ วัน ทุกๆ ช่วงของเวลา นั่นคือ ความหิว และเมื่อเราหิวเราก็จะบรรเทาความหิวใครมีทรัพย์มากก็ได้รับประทานอาหารที่ดีๆ จำนวนมากๆ ใครที่มีกำลังทรัพย์น้อยก็ได้รับประทานอาหารที่มีจำนวนน้อยตามสัดส่วนของทรัพย์ที่มีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับหลังจากการรับประทานอาหาร คือ ความอิ่ม หรือ อิ่มข้าว เมื่อเราอิ่มไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใด เราก็ไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารได้อีก (แต่ก็อาจจะมีบางคนที่เราเคยได้ยิน คือ ชูชก เท่านั้น ที่อิ่มแล้วยังกินจนตัวเองท้องแตกตายในที่สุด)

อิ่มที่ได้เกริ่นนำตามข้างต้นนั้น เป็นอิ่มใจ น่าจะเป็นความรู้สึกที่ว่า เมื่อเราทำอะไรลงไปแล้วตัวตนของเรา จิตใจของเรามีความรู้ว่า มันเป็นการกระทำที่มีความสุขเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสก็ยังมีความอยากที่จะกระทำเรื่องดังกล่าวอีกสักครั้ง ตัวอย่างเช่น ผู้ชายคนหนึ่งเขาเดินเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อบริจาคโลหิตโดยไม่ได้คิดอะไรมากมาย มีความรู้สึกเพียงแต่ว่า การบริจาคโลหิตเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่วันนั้นเป็นวันที่พิเศษมากเพราะเนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีผู้ที่ต้องการโลหิตของเขาซึ่งเป็นกรุ๊บเลือดที่หายาก ปรากฏว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุนั้นรอดชีวิตจากการบริจาคโลหิตดังกล่าว ทำให้ผู้ชายคนนั้นมีความรู้สึกที่มีความสุข มีความรู้สึกอิ่มใจเป็นอย่างมาก

อิ่มใจ ความอิ่มใจ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราทำอะไรลงไปโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน และผลการกระทำดังกล่าวนั้นทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนทั้งใกล้ชิดรอบข้างหรือผู้คนอื่นๆ โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าหากในครอบครัวของเราต่างคนต่างต้องการให้มีความอิ่มใจเกิดขึ้น องค์กรของเราต้องการให้ทุกคนมีความอิ่มใจเกิดขึ้นมากๆ ถึงแม้ว่าเราจะอิ่มแล้ว แต่ก็ยังอยากจะกระทำต่อไป ไม่เหมือนกันกับการอิ่มข้าว ที่สามารถรับประทานต่อได้อีก ด้วยเหตุนี้ อิ่มใจ เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะทำให้เกิดขึ้นและถึงแม้อิ่มใจแล้ว ก็ยังจะสามารถอิ่มได้อีกไม่มีวันเบื่อไม่มีสิ้นสุดลงได้

ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราทุกคนในสังคมทุกสังคมเรามาช่วยกันหิวในการสร้างกระทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วมโดยที่เราไม่หวังผลใดๆ ทั้งสิ้น และเชื่อได้เลยว่าหากที่ใดสังคมใด เกิดความอิ่มใจมากๆ แล้ว สังคมนั้นจะมีแต่ความสุขและเป็นความสุขที่เรานั้นต้องการจะเกิดความหิวต่อไปอีก เพื่อให้สามารถอิ่มใจอย่างไม่มีวันจบสิ้น ก็ขอให้ทุกท่านได้มาลองหิวเพื่ออิ่มใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
มนูญ ศรีวิรัตน์

เรื่องของผม

เรื่องของผม เป็นเรื่องที่สูงที่สุดของมนุษย์เรา เพราะร่างกายของเราส่วนที่อยู่บนสุดเหนือสุด คือ ผม
อันผมนี้แหละครับที่เป็นสิ่งที่เราทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กแรกเกิดเราก็มีพิธีโกนผมไฟ (ซึ่งรายละเอียดผู้เขียนก็ไม่สามารถรู้เหมือนกันว่า เขาโกนผมไฟ ไปเพื่ออะไร) พอเราเข้าโรงเรียนประถมมัธยมต่างก็มีกติกาว่าจะต้องตัดผมทรงนักเรียน นักเรียนทุกคนก็จะต้องทำตามที่กติการะเบียบของโรงเรียนต่างๆ ที่วางไว้ ซึ่งอาจจะมีนักเรียนมากบคนที่มีความรู้ว่าอยากจะแหกกฎเกณฑ์ดังกล่าว อาจจะมีความรู้สึกเพราะว่าต้องการที่จะเป็นผู้ใหญที่ไว้ทรงผมอะไรก็ได้ และหลังจากจบมัยธมเข้าสู่วันอุดมศึกษาที่นี้นักศึกษาทุกคนมีความอิสระที่ไว้ทรงผมอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้คนอื่นๆ เขาเดือดร้อน บางคนก็ยาวมากๆ บางคนก็ไว้ทรงผมแปลกๆ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง



ดังนั้น จะเห็นว่าเรื่องของผมนั้นมีหลายหลากมากมาย ทั้งการบำรุงรักษา ทั้งการออกแบบทรงผม ทั้งการทำอย่างไงที่จะทำให้ผมอยู่กับตัวของเรานานๆ ดกดำเส้นผมไม่หงอกบาง เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรานั้นให้ความสนใจและใส่ใจเรื่องของผมเป็นอย่างมาก



แต่เรื่องผม ที่กล่าวไว้ข้างต้น กับเรื่องของผมต่อไปนี้ เป็นคนละเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องของผมในที่นี้ คือ เรื่องของผม ที่หมายถึง การที่ผู้ชายคนหนึ่งทำงานในองค์กรหน่วยงานใดๆ ก็ตามแต่ การทำงานของเขา เขาไม่ได้สนใจกฎข้อบังคับ ระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ให้ปฏิบัติ เขามักจะทำงานตามใจของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เขามักจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คนอื่นๆ ทำอะไรจะผิดไปหมด แต่สำหรับตัวเขานั้นเขามีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและทุกคนจะต้องทำตาม และที่สำคัญคือ ทุกครั้งเขามักบอกผู้คนที่ทำงานร่วมว่า เป็นเรื่องของผม นั้นหมายว่า เรื่องของผมดังกล่าว เป็นสิ่งที่เพื่อนร่วมงานอาจจะมีความรู้สึกไม่ดีต่อการทำงานร่วมกันได้ เพราะการทำงานเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังคนเดียว เราจะต้องทำงานภายใต้กฎกติกาขังคับ ระเบียบ กฎหมาย ที่ทุกคนได้เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การทำงานนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความถูกต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กรมากที่สุด



ถ้าหากสุภาพบุรุษทุกคนสามารถที่จะไม่สนใจเรื่องของผมลงไปได้ เพราะผมมันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบที่ปกคลุมศรีษะไม่ได้ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากเท่านั้น เราจะหลบเลี่ยงแสงแดดด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ได้ และที่สำคัญถ้าหากว่าท่านสุภาพบุรุษไม่สนใจทำแต่ในเรื่องผมจนมากมายในการทำงาน ไม่ปฏิบัติงานในลักษณะเป็นเรื่องของผม แล้วการทำงานต่างๆ ในหน่วยงานจะได้รับความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก



ดังนั้น เราอย่าให้เกิดเรื่องของผม ในองค์กร หน่วยงานต่างๆ นะครับ เพราะเมื่อไรก็ตาม เรื่องของผม เกิดขึ้นกับสุภาพสตรีในองคกร หน่วยงานแล้วละก็ จะเกิดความโกลาหลเป็นอย่างมาก เพราะผมของสุภาพสตรีนั้นยาวมากๆ และยุ่งมากๆ และถ้าหากเราไม่ต้องการให้เกิดเรื่องของผม เราก็พยายามอย่าไปสนใจผมให้มาก ตัดมันทิ้งไปบ้าง ตัดมันให้สั้นๆ มันจะเป็นทรงไหนก็แล้วแต่มัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรื่องของผมจะไม่เกิดขึ้น และเราก็จะทำงานร่วมกันภายใต้กฎกติา ระเบียนแบบแผนที่กำหนดไว้ และจะทำให้เราทุกคนมีความสุขในการทำงาน
มนูญ ศรีวิรัตน์