Nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "อาการที่พ้นกิเลสเป็นอย่างไร - ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "อาการที่พ้นกิเลสเป็นอย่างไร - ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ" คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "อาการที่พ้นกิเลสเป็นอย่างไร" ซึ่งสามารถรับฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้ 




อาการที่พ้นกิเลสนั้นเป็นอย่างไร ก็คือเป็นอาการที่เป็นสันติคือ ความสงบ ไม่มีทุจริต คือ ความประพฤติชั่ว ทางกาย วาจา ทางใจ มีปัญญาที่รู้ธรรมะ หรือสิ่งที่ยิ่งหย่อนในโลก จึงเป็นผู้ที่ไม่มีความหวั่นไหวในโลกไหนๆ ทั้งหมด เพราะไม่มีความอยากอันเป็นเหตุให้หวั่นไหว สภาพจิตดั่งนี้เป็นสภาพจิตที่เรียกว่า เป็นโลกุตระ คือ อยู่เหนือโลก ก็คืออยู่เหนือกิเลส พ้นกิเลส

เชื่อว่าหลายๆ ท่านที่ได้ฟังและอ่านพระคติธรรมในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ฯ ข้างต้นแล้ว ย่อมจะเกิดอยากจะมีอาการที่เรียกว่า "อาการที่พ้นกิเลส" อย่างแน่นอน ดังนั้น เป็นหน้าที่ของแต่ละท่านที่จะต้องฝึกตนไห้พ้นกิเลส

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องอนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านได้โปรดกรุณาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไปดังนี้

อาการพ้นกิเลส  ย่อมวิเศษเดชที่ตน
สงบจิตใจไม่สน  ทางหลุดพ้นในทันที

ไม่มีทุจริต  ไม่ทำผิดคิดแต่ดี
กายใจวาจาดี  นำชีวีมีเรื่องธรรม

ความอยากก็ไม่มี  คิดทำดีมีประจำ
ใจพร้อมปฏิบัติธรรม  จิตจดจำธรรมต่อไป

ต้องเป็นโลกุตระ  จิตพบพระจะยิ่งใหญ่
กิเลสสิ้นมอดไหม้  ไม่หวั่นไหวใจสุขเย็น

สงบอยู่ในจิต  ที่ละนิดจิตบำเพ็ญ
หมั่นฝึกไม่ยากเย็น  แล้วจะเห็นเป็นอย่างไร

พ้นกิเลสก่อนตาย  คือเป้าหมายที่จะไป
พ้นสิ้นสุขฤทัย  ตายจากไปไม่กลับเอย

ปภาวีร์ 
๘ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ บาปบุญคุณโทษ เหมือนเงา"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ บาปบุญคุณโทษ เหมือนเงา" คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญสำคัญอย่างยิ่งที่ยิ่งจะต้องพิจารณากันว่า "บาป บุญ คุณโทษ เป็นเงา เหมือนกระจกส่องเงาหรือไม่" ดังนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านอ่านได้ตามรูปภาพต่อไปนี้ 



คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญข้างต้นเกี่ยวก้บเรื่องของบาป บุญ คุณโทษนั้น เหมือนเป็นเงา เหมือนเป็นกระจกส่องเงาจริงหรือไม่ ไปไหนต่างก็ไปด้วยกับเสมอ 

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ดังนี้

เรื่องบาปบุญคุณโทษ  ห่างเป็นโยชน์ใช่หรือไม่
เป็นเรื่องไม่ห่างไกล  ยิ่งอยู่ใกล้เงาตามตัว

ทุกสิ่งเกิดกับตน  ดีมากล้นพ้นเรื่องชั่ว
บาปบุญอยู่ที่ตัว  ไม่เมามัวเรื่องทั่วไป

กายจิตชิดใกล้กัน  ดีสร้างสรรค์หมั่นเข้าไว้
จิตเป็นบุญเร็วไว  เงาตามไปในทุกที่

เหมือนกระจกส่องเงา  เป็นตัวเราในทันที
ทำบุญขยันมี  จิตคิดดีมีได้บุญ

ตั้งใจให้มีธรรม  เป็นประจำนำเป็นทุน
เงาตามเพราะผลบุญ  เรื่องบาปบุญหนุนเข้าใจ

ทุกสิ่งตามตัวเรา  เป็นเหมือนเงาตามต่อไป
ทำบุญให้มากไว้  สู่ภพใหม่ได้สุขเอย

ปภาวีร์ 
๗ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "คือเป็นผู้ขอ สำรวม- ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "คือเป็นผู้ขอ สำรวม- ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ" คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "เป็นผู้ขอ ต้องสำรวม" ซึ่งสามารถรับฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้
https://www.youtube.com/watch?v=j_oUliB80mI&nohtml5=False

คำว่า ภิกขุ หรือ ภิกษุ ที่ในพระวินัยก็มาใช้เรียก ผู้ที่อุปสมบทแล้วตามพระวินัย ที่แปลตามศัพท์อย่างหนึ่งว่าเป็นผู้ขอ คือเป็นผู้ขอโดยปรกติ ด้วยการที่อุ้มบาตร เดินเข้าไปในละแวกบ้าน แสดงอาการว่าขอ แต่มิได้เรียกร้องกล่าววาจาขออย่างยาจกวณิพก อุ้มบาตรเดินเข้าไปด้วยความสำรวม ผู้มีศรัทธาก็นำอาหารมาใส่บาตรถวาย


คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ฯ ข้างต้นเป็นเรื่องการให้เข้าใจคำว่า "ภิกขุ หรือ ภิกษุ"  ซึ่งเชื่อว่าหลายๆ ท่านทราบกันดี อย่างไรก็ดี  เมื่อไหร่ก็ตาม สำหรับปถุชนคนธรรมดาแล้วนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามี "ความสำรวม" แล้ว ย่อมเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่ง ดังนั้น ต้องรีบสำรวมในทุกๆ เวลา ทุกสถานที่ให้ได้

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

สำรวมคืออะไร  ต้องเข้าใจให้มากมี
สำรวมสงบดี   จะต้องมีสงบเย็น

ต้องระมัดระวัง  เดี๋ยวจะพังให้ได้เห็น
แน่วแน่ไม่ยากเย็น  จิตบำเพ็ญเห็นภายใน

สำรวมสมาธิ  มีสติเริ่มทันใด
สงบกายและใจ  มากเข้าไว้ใจรู้ดี

ผู้ให้และผู้ขอ  ต้องให้พอรอให้มี
สำรวมในทันที  ทุกนาทีดีแน่นอน

สงบจบนิ่งไว้  นิ่งที่ใจให้ได้ก่อน
สำรวมในทุกตอน  อย่าตัดรอนก่อนสายไป

ศรัทธาพามีสุข  ขจัดทุกข์อยู่ในใจ
สำรวมได้หรือไม่  อยู่ที่ใจให้รู้เอย

ปภาวีร์ 
๖ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่ชา ไม่ได้ภาวนาเพื่อเห็นแก่ตัว"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่ชา ไม่ได้ภาวนาเพื่อเห็นแก่ตัว" คติธรรมคำสอนของหลวงปู่ชา (วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี) เกี่ยวกับเรื่องของ "การภาวนา" คือ อะไร น่าฟังอย่างยิ่ง ขอเรียนเชิญทุกท่านรับฟังได้จาก YouTube  (นาทีที่ 5.32) ต่อไปนี้

"...พระในพระพุทธศาสนาไม่ได้ภาวนาเพื่อเห็นแก่ตัว เราภาวนาเพื่ออบรมตนเองให้เข้าใจ และจะได้สอนคนอื่นให้เข้าใจถึงความสงบสุข
 ..."

คติธรรมคำสอนของท่านหลวงปู่ชาข้างต้นในเรื่องของการภาวนา ซึ่งเป็นการฝึกฝนตัวเองให้เข้าใจในธรรม และสามารถที่นำไปสอนให้ผู้อื่นได้เข้าใจได้เช่นกัน ซึ่งเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ "ความสงบสุข"  

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดกรุณาเมตตาพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงแก้ไขให้ดีต่อไป ดังนี้

ภาวนาอะไร  ต้องเข้าใจให้ดีดี
ภาวนาของดี  ทุกชีวีมีต้องทำ

อบรมในตนเอง  ต้องรีบเร่งเก่งในธรรม
ภาวนาประจำ  จิตน้อมนำทำทุกวัน

ปลายทางคือสงบ  จิตจะพบสิ่งสุขสันต์
ภาวนาสร้างสรรค์  เริ่มเร็วพลันกันทุกคน

ทำแล้วสงบสุข  พ้นเรื่องทุกข์ทุกแห่งหน
เริ่มธรรมในกมล  สุขเหลือล้นตนได้ดี

ธรรมแล้วจะได้พบ  จะประสบครบถ้วนถี่
ภาวนาทันที  ทุกแห่งที่ดีแน่นอน

สงบในจิตใจ  สุขยิ่งใหญ่ในทุกตอน
ภาวนาได้พร  ไม่กลับย้อนตอนตายเอย

ปภาวีร์ 
๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ จดจำสิ่งดีงาม"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ  จดจำสิ่งดีงาม"  คติธรรมคำสอนของท่านหลวงปู่ดู่ เกี่ยวกับเรื่อง "การจดจำในสิ่งที่ดีงาม" ขอเชิญทุกท่านได้อ่านตามรูปภาพต่อไปนี้



“คนสมัยกอนที่เขาปฏิบัติกันไดดี ตองรูจักลักสังเกต จดจำสิ่งที่ดีงามของผูอื่นมาปฏิบัติตามเพื่อใหเกิดใหมีที่ตัวเรา เหมือนที่ขาสอนพวกแกนี่ ไมใชสำนักปฏิบัติ ไมใชสำนักวัดสะแก ถาเปนสำนักก็ตองตั้งแบบใหม ที่ขาสอนนี่ไมใชแบบใหม แตเปนแบบของพระพุทธเจาขาก็ลักสอนแอบสอนอยูนี่ ใครเชื่อจริงเอาจริงก็ไดไป ชวยๆ กัน ...ชวยเหลือพระศาสนา”

คติธรรมคำสอนของท่านหลวงปู่ดู่ข้างต้น เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเข้าใจในสิ่งดังกล่าว คือ "จดจำสิ่งที่ดีงามของผู้อื่นมาปฏิบัติ" ดังนั้น คงจะเป็นหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละท่านที่จะจดจำสิ่งที่ดีงามของผู้อื่นเพื่อน้อมมาปฏิบัติให้ได้ดีเช่นกัน


และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้ 

เป็นคนต้องรู้จัก  จะต้องลักมักสังเกต
ดีงามของวิเศษ  เพื่อเป็นเดชต่อตัวตน

จดจำนำสิ่งดี  ให้มากมีดีมากล้น
ดีงามของผู้คน  จะต้องสนทนลักจำ

ต้องหมั่นขยันดู  เพื่อเรียนรู้อยู่ประจำ
ยิ่งท่องต้องเรื่องธรรม  พร้อมจดจำนำทำดี

สังเกตด้วยสติ  สมาธินานยิ่งดี
ทุกคนมีของดี  จดจำดีมีได้พร

จดจำปฏิบัติ  ธรรมสมบัติอำนวยพร
ขอเพียงอย่าเกี่ยงงอน อย่าตัดรอนก่อนไม่ดี

เมื่อรู้ดูแล้วเห็น  ไม่ยากเย็นเห็นทันที
จดจำธรรมเรื่องดี  นำชีวีดีแน่เอย

ปภาวีร์ 
๔ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ สุขทุกข์ก็เพราะกรรม"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "หลวงพ่อจรัญ สุขทุกข์ก็เพราะกรรม" คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญสำคัญอย่างยิ่งที่ยิ่งจะต้องพิจารณากันว่า "ที่เราสุขหรือทุกข์นั้น เป็นเพราะกรรมของเราใช่หรือไม่อย่างไร" ดังนั้น จึงขอเชิญชวนทุกท่านอ่านได้ตามรูปภาพต่อไปนี้ 



คติธรรมคำสอนของท่านหลวงพ่อจรัญข้างต้นเกี่ยวกับเรื่องของกรรมที่จะทำให้เรามี "สุข" หรือ "ทุกข์" เราจะชั่วหรือจะดีนั้นเพราะอะไร ก็คงจะเป็นเพราะการกระทำของเรา ทั้งนี้ หากว่าเราเปลี่ยนพฤติกรรมของเราไปในทางที่ดีแล้วย่อมจะเกิดสุขอย่างแน่นอน ไม่เชื่อก็คงลองเปลี่ยนกัน

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ดังนี้

เราทำชั่วหรือดี  กรรมทันทีมีให้เห็น
เรื่องดีคิดให้เป็น  จิตบำเพ็ญเห็นในธรรม

ทำดีต้องมีสุข  ได้เรื่องทุกข์ชั่วประจำ
ทุกอย่างก็เพราะกรรม  การกระทำนำต่อไป

พฤติกรรมต้องเปลี่ยน  จิตพากเพียรเรียนธรรมไว้
ดีชั่วอยู่ที่ใจ  กรรมของใครใจรู้ดี

สุขทุกข์ก็เพราะทำ  เป็นผลกรรมนำชีวี
คิดทำแต่เรื่องดี  ธรรมยิ่งมีดีแน่นอน

เปลี่ยนแปลงในดีขึ้น  จิตรีบตื่นให้ได้ก่อน
ธรรมะจะนำพร  ได้ทุกตอนก่อนสายไป

กรรมเราเก่าผ่านมา  ธรรมนำพาให้สิ้นไป
ธรรมดีมีที่ใจ  ตายจากไปได้พรเอย
ปภาวีร์ 
๓ ตุลาคม ๒๕๕๙

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ทะยานอยากไปใน ลาภ ยศ สรรเสริญ- ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ"

ธรรมะเพื่อชีวิต ตอน "ทะยานอยากไปใน ลาภ ยศ สรรเสริญ- ญาณทรรศน์ สมเด็จพระสังฆราชฯ" คติธรรมคำสอนในเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เกี่ยวกับเรื่อง "ความทะยานอยาก" ซึ่งสามารถรับฟังได้จาก YouTube ต่อไปนี้  
https://www.youtube.com/watch?v=esinbWSuD2M&nohtml5=False



เมื่อมีความทะยานอยากอันเป็นตัณหา ก็คือทะยานอยากไปใน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข จึงเท่ากับเป็นผู้ที่ไม่มีปัญญารู้ รู้เบื้องปลายทั้งสอง ก็คือไม่รู้อนาคต ไม่รู้อดีต จึงได้หน่วงคิดถึงอดีต หวังอนาคต และติดอยู่ในปัจจุบัน ลักษณะดังนี้เป็นลักษณะที่ขาดปัญญา จึงหลงใหลไขว่คว้าอดีตบ้าง อนาคตบ้าง ปัจจุบันบ้าง วุ่นวายสับสน

คติธรรมคำสอนของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ฯ ข้างต้นเกี่ยวกับความทะยานอยากนั้น เป็นสิ่งทำให้ตัวของเราเร้าร้อนร้อนใจในเมื่อมีความทะยานอยาก ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเกิดมีความทะยานอยาก ย่อมอาจจะเกิดความเสียหายอันไม่เป็นประโยชน์ตามมาให้ที่สุด

และเป็นธรรมเนียมที่ผู้เขียนจะต้องขออนุญาตฝากกาพย์ยานี ๑๑ ไว้ให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้โปรดพิจารณาชี้แนะแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นต่อไป ดังนี้

อันความทะยานอยาก  ยิ่งมีมากยากแก้ไข
ทะยานอยากเรื่อยไป  ทุกข์ต่อไปในทันที

ลาภยศสรรเสริญ   ไม่เจริญเกินไม่ดี
มีมากทุกข์ชีวี   ใครว่าดีมีต่อไป

หลงไหลใจเป็นทุกข์   สิ้นสนุกสุขหรือไม่
ทุกคนสนถามใจ   ธรรมหรือไม่ใจรู้ดี

ทะยานอยากมากเรื่อง  ยิ่งต่อเนื่องเปลืองฤดี
คิดทำในสิ่งดี  คือวิธีมีสุขเย็น

วุ่นวายและสับสน  ทุกข์กมลทุกเช้าเย็น
ธรรมได้จิตบำเพ็ญ  แล้วจะเห็นเป็นอย่างไร

ทะยานอยากสิ้นลง  ธรรมดำรงคงต่อไป
ชีวิตตายเมื่อไหร  ย่อมจากไปใจสุขเอย

ปภาวีร์ 
๒ ตุลาคม ๒๕๕๙