วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554
๒ เมษายน เป็นวันดี อ่านให้ดี แล้วจะดีทุกอย่าง
วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554
หากต้องการ "เพิ่ม" ก็จำเป็นจะต้อง "หา"
เราต่างก็รู้กันดีว่า "เพิ่ม" หรือ "การเพิ่ม" นั้นทำให้มีจำนวนมาก หรือ จำนวนสูงขึ้น เช่น การเพิ่มน้ำหนักของร่างกาย ทำให้เรามีน้ำหนักสูงขึ้นมากขึ้น เป็นต้น
ครอบครัวทุกครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ล้วนต้องการเพิ่มคุณภาพให้กับลูกๆ ทั้งการเพิ่มคุณภาพชีวิต คุณภาพการเรียน จะต้องพาไปกวดวิชาทั้งวันหยุดหรือหลังจากเลิกเรียน ดังนั้น จะเห็นว่าคุณพ่อคุณแม่นั้นมีความต้องการที่จะเพิ่มหลายสิ่งหลายอย่างที่ดีๆ ให้กับลูกๆ
องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนก็ย่อมต้องการที่จะเพิ่มคุณภาพเพิ่มชื่อเสียงหรือแม้กระทั้งเพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิผลขององค์กร (ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ) มหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน ท่านอธิการบดีหรือท่านผู้อำนวยการต่างก็มีความต้องการ "เพิ่ม" คุณภาพ "เพิ่ม"ประสิทธิภาพของมหาวิทยาลัยหรือของโรงเรียน อย่างไรก็ดี การเพิ่มความต้องการดังกล่าวนั้น ย่อมคู่กันกับ "การหา" ซึ่งการหาในที่นี้ คือ การหาทรัพยากรหรืองบประมาณ (เงิน) เพื่อ "เพิ่ม" คุณภาพประสิทธิภาพชองมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียน แต่กล่าวสำหรับภาคเอกชนหากเขาต้องการเพิ่มคุณภาพเพิ่มประสิทธภาพ บริษัทนั้นๆ อาจจะออกหุ้นกู้หรือกู้เงินเพื่อนำมาสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพทำให้ผลประกอบการมีผลกำไร "เพิ่ม" มากยิ่งขึ้น จะเห็นว่าการ "หา" ดังกล่าว คือ การหาเงินลงทุนโดยการ "กู้"
แน่นอนครับ สำหรับประเทศไทย นักการเมืองหรือพรรคการเมือง ต่างก็โฆษณาประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อว่าจะเพิ่มอย่างนั้นอย่างนี้ให้กับประชาชน แต่สิ่งที่นักการเมืองหรือพรรคการเมืองลืมบอกประชาชน คือ เมื่อต้องการเพิ่มแล้ว การหาจะเป็นอย่างไร จะเป็นการกู้เงินมาลงทุนหรือไม่ หรือ ทำอย่างไรที่จะเป็นการหางบประมาณเข้ามาเพื่อสำหรับการ "เพิ่ม" ที่นักการเมืองต้องการ
ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ หากต้องการ "เพิ่ม" จะต้องรู้จักวิธีการ "หา" คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการเพิ่มสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกๆ ก็ย่อมจะต้องคิดหาวิธีการได้มาซึ่งงบประมาณ (เงิน) สำหรับการเพิ่ม ซึ่งหากไม่สามารถที่จะหาได้ ก็จะต้องพยายามลดในค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อนำส่วนต่างดังกล่าวไปเพื่อเพิ่มสำหรับสิ่งที่ต้องการทำให้ลูกๆ อันเป็นที่รัก ครอบครัวใดที่ต้องการเพิ่ม แต่ไม่สามารถที่จะหาเข้ามาทดแทนได้ ก็อาจจะเป็นการกู้หนี้ยืมสิน อันนี้แหละครับที่ทำให้เกิดความทุกข์ในครอบครัว และเช่นเดียวกันถ้าหากเป็นไปในระดับประเทศชาติที่ต้องการเพิ่มในสิ่งต่างๆ ให้กับประชาชน แต่จำเป็นจะต้อง "หา" โดยการกู้ ก็ย่อมจะเกิดทุกข์ในระดับประเทศเช่นเดียวกัน
ดังนั้น ถ้าเมื่อใดที่มาพูดกับเราว่าจะเพิ่มอย่างนั้นอย่างนี้ให้กับเรา เราควรจะมีสติและถามกลับไปว่า แล้วเขาจะหาเงินงบประมาณ เพื่อทำให้การเพิ่มเป็นจริงได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนก็เลยอยากจะเสนอว่า "เมื่อเพิ่มก็ต้องหา เมื่อหาก็จะได้เพิ่ม" เหมือนกับท่านใดที่ต้องการเพิ่มความรักให้กับองค์กรที่เราทำงานอยู่ ก็จำเป็นจะต้อง "หา" เวลาทำงานให้องค์กรมากๆ นะครับ
วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554
ยา + สูบ
วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2554
สูญเสีย
"สูญเสีย" สูญ เป็นสิ่งที่มีอยู่หายจากไปไม่กลับมาเหมือนเดิม เสีย ก็คงจะเหมือนกัน คือ สิ่งนั้นทำงานไม่ได้เหมือนเดิม ดังนั้น สูญเสียเป็นสิ่งที่มนุษย์เราไม่ต้องการอย่างแน่นอน มนุษย์เราทุกคนย่อมไม่อยากไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียไม่ว่าจะเกิดกับสิ่งใดๆ ก็ตามแต่ เพราะความสูญเสียทำให้เกิดความทุกข์ เศร้าใจ เดือดร้อน
อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาให้ดีๆ ชีวิตของคนเรานั้น หากเราทำความเข้าใจเรื่องของธรรมชาติให้ดี จะเห็นว่าทุกชีวิตล้วนมี "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" อย่างหลีกหนีไม่พ้น ทั้ง "เกิด แก่ เจ็บ ตาย" หากเราพิจารณาลงไปอีก จะเห็นว่าทั้ง ๔ คำดังกล่าวนั้น เรามีความสุขเฉพาะตอนเกิดเท่านั้น เมื่อเกิดก็ฉลองกัน และเมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดต่างก็จัดงานเลี้ยงฉลองกันยกใหญ่ ส่วนอีก ๓ คำ คือ แก่ เจ็บ ตาย เราต่างก็ไม่ชอบทำให้เกิดทุกข์ คนบ้างคนก็พยายามหาวิธีชะลอความแก่ คนบ้างคนก็พยายามจะไม่ให้เกิดตัวเองเจ็บ (ป่วย) แต่ที่สำคัญคือ ทุกคนต่างหลักหนีความตายไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าหากเราคิดตามหลักของคณิตศาสตร์หลักสถิติแล้วนั้น ในชีวิตของคนเรามีสุขน้อยกว่าทุกข์เป็นอย่างมาก เพราะ สุข เมื่อเกิด ทุกข์ เมื่อ แก่ เจ็บ ตาย ความสุขจากการเกิดมีเพียงร้อยละ ๒๕ เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ ๗๕ (แก่ เจ็บ ตาย) ล้วนเป็นทุกข์
ครับ หากเราคิดว่าเราต้องการให้เป็นสุขมากขึ้น เราควรจะต้องมีการสร้างความเข้าใจหลักของธรรมชาติของความแก่ ความเจ็บ ความตาย เมื่อมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นกับทั้ง ๓ อย่างแล้ว ย่อมจะทำให้เราเข้าใจ "ความสูญเสีย" และเมื่อเป็นอย่างนั้น ความสูญเสียก็จะไม่สามารถทำให้เกิดความทุกข์ เพราะเมื่อเราเข้าใจว่า เราไม่สามารถหลีกพ้นความแก่ได้ หลีกพ้นความเจ็บได้ หลีกพ้นความตายได้ เราเข้าหามันให้มันรู้ว่า แก่ คือแก่ เจ็บ คือ เจ็บ และ ตาย คือ ตาย และคิดอยู่เสมอว่า "ความตาย" เป็นสิ่งที่เกิดได้ทุกเมื่อ ซึ่งหากเราทำได้อย่างนั้นแล้ว "สูญเสีย" จะเป็นสิ่งที่เรากล้าเผชิญและเกิดความสุขได้
ร่างกายของมนุษย์เราส่วนต่างๆ ในร่างกาย (Cell) เราต่างก็ได้ถูกกำหนดให้มีระยะเวลาการทำหน้าที่ทำงานตามรหัสของธรรมชาติที่ได้ตั้งไว้ บางคนอาจจะถูกกำหนดให้มีอายุระยะเวลาที่ยาวนาน บางคนก็อาจจะถูกกำหนดให้อายุระยะเวลาที่สั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเราสามารถที่จะยึดเวลาได้ คือ จะต้องทำความดีทั้งกายวาจาใจอย่างบริสุทธิ์ เมื่อเราทำได้จิตของเราก็จะมีความสุข และช่วยทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ไปได้ และเมื่อมีความสมบูรณ์ก็ย่อมจะมีระยะเวลาทำงานยึดยาวยิ่งขึ้น
ดังนั้น "สูญเสีย" ถึงแม้จะเกิดขึ้นอย่างที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามธรรมชาติ หากเราไม่ดูแลธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ สักวันธรรมชาติก็จะลงโทษเรากลับคืน นั้นเป็นหลักของความเป็นจริง และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ว่า แรงกระทบเท่ากับแรงสะท้อน และเช่นกันทางพุทธศาสนาของเราก็บอกได้ว่า เมื่อทำดี ย่อมได้ดี และเมื่อทำชั่ว ย่อมได้รับความชั่วความไม่ดีกลับคืน
เมื่อเรา "สูญเสีย" แล้วทำความเข้าใจกับสิ่งนั้นๆ หากหนทางที่ไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีกหรือถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นก็ขอให้เกิดความเสียหายจำนวนไม่มาก และที่สำคัญ คือ เราจะต้องไม่ "เสีย 0" นั้นคือ อยู่บนความเป็นกลาง ทางสายกลาง ไม่เอนเอียงได้ทางใดทางหนึ่ง และเมื่อเป็นเช่นนั้นเราไม่เสียศูนย์ เราย่อมจะไม่เกิดความ "สูญเสีย" และที่สำคัญ คือ หากเราสามัคคีกันเดินทางไปด้วยกันด้วยความรัก เราจะไม่เสีย 0 และ สูญเสีย ลองฟังดูครับ If we hold on together
วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2554
๒ อ.
ผมก็เลยคิดว่า น่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ๒ อ. คือ อดีต และ อนาคต และจะเขียนอย่างไรดี ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับฝันของหลวงปู่จันศรี ข้างต้น (แต่จะพยายามเขียนครับ)
ครับ อดีตคู่กับอนาคต ยากคู่กับง่าย (๑.อดีตกับง่าย ๒. อดีตกับยาก ๓. อนาคตกับง่าย ๔. อนาคตกับยาก ท่านเลือกเอาจะเอาอะไร ให้เลือกได้อย่างหนึ่ง)
มนุษย์เราโดยส่วนมากแล้วย่อมจะมักแต่เรื่องที่ง่ายๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับด้านใดก็ตามแต่ อันไหนที่ยากๆ ก็มักจะหลีกเลี่ยงหรือไม่อยากจะทำไม่อยากจะเผชิญ
เช่นเดียวกันกับเรื่องของอดีตและอนาคตก็ย่อมจะเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันเสมอ ดั่งเช่นเรื่องของยากกับง่ายที่ตรงกันข้ามกันเสมอ แต่วันนี้ผู้เขียนอยากจะสื่อถึงเรื่องอดีตที่น่าจะคู่กับคำว่ายาก และเรื่องอนาคตน่าจะคู่กับคำว่าง่าย
ที่นี้เป็นอย่างไรกัน อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านแล้วเราไม่สามารถที่จะกลับไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ มันจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากนั้น กว่าเราจะฟันผ่าอุปสรรคต่างๆ ในอดีตได้มานั้นนับว่ามีความลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กเล็กกว่าจะโตเข้าเรียนประถมมัธยม (อ่านหนังสือสอบ วิ่งกวดวิชา พ่อแม่ลำบากไปด้วย) เติบใหญ่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย (หากท่านใดโชคดีมีเงินทอง ท่านใดไม่มีเงินทองและไม่มีโชค ก็ไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นโชคชะตาชีวิตลิขิตมาแล้ว) เมื่อจบก็วิ่งเต้นสอบเข้าทำงาน ปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้มีตำแหน่งที่ใหญ่โต มีอาขีพที่มั่นคงก้าวหน้า นับว่าเหนื่อยครับท่าน จะเห็นว่าเรื่องราวในอดีตของเราทุกท่านนั้น มีความยากง่ายแตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี สิ่งหนึ่งของอดีต คือ เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อวันผ่านไปแล้วย่อมให้มันผ่าน สิ่งใดที่เราเคยทำผิดเคยผิดพลาดก็คอยเฝ้าแต่ใช้สติและปัญญาไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกเพียงเท่านั้น ดังนั้น อ.อดีต ของท่านใดที่ผ่านมามีความสุข เรานั่งคิดถึงก็อยากจะให้หวนกลับมาอีก และอดีตของท่านใดที่มีแต่ความทุกข์ก็ย่อมไม่อยากที่จะคิดไม่อยากจะได้ยินได้ฟังได้เห็นภาพอีก ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนก็เลยสรุปว่า เรื่องของอดีตเป็นเรื่องที่คู่กับยาก
ส่วนอนาคตแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เราสามารถที่กำหนดหรือตั้งเป้าที่จะไปหรือจะทำได้ และถ้าหากยิ่งมีความตั้งใจจริง หากเราตั้งใจบริหารจัดการ คือ การกำหนดเป้าหมาย และจัดการให้เดินไปจนถึงเป้าหมาย โดยใช้สิ่งที่มีอยู่ ทั้งคน ทั้ง งบประมาณ ประสบการณ์ ทักษะความรู้ สติและปัญญาของเรา แน่นอนครับเราจะได้พบกับอนาคตที่เราได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ เหมือนดั่งท่านหลวงตามหาบัวที่ท่านได้สะสมความดี ประกอบคุณงามความดีอย่างที่เราทุกคนได้ประจักษ์กันอย่างทั่วหน้า เป้าหมายของท่านที่ได้มอบไว้ให้แผ่นดินไทยมีคุณเอนกอนันต์ที่คนไทยควรจะเอาแบบอย่าง หลวงตามหาบัวท่านได้กำหนดอนาคตโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดั่งท่านหลวงปู่จันศรีได้ฝ้น ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าเรื่องของอนาคตเป็นเรื่องที่ง่าย หากว่าเราได้ตั้งใจตั้งเป้าหมายด้วยสติและปัญญาและที่สำคัญจะต้องมั่นเพียรยึดมั่นที่จะไปให้ถึงให้ได้
ดังนั้น ลองนึกถึงคำสอนของหลวงตามหาบัวที่ว่า "เวลามีชีวิตอยู่นี้ เราจะทำความดีให้โลกทั้งหลายได้เป็นคติตัวอย่างอันดีงาม และทำด้วยความเมตตาสงสาร เพราะหลังจากนี้แล้ว เราตายแล้ว เราจะไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีกต่อไป เป็นตลอดอนันตกาล" ให้มากๆ กันนะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์
หากมองหาอดีตย่อมจะยาก
แต่หากมองหาอนาคตย่อมจะง่าย
วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554
งาม
นอกจาก "งาม" จะคู่กับ "สวย" แล้ว งามก็มีจะคู่กับ "งด" เป็น "งดงาม" ซึ่งโดยส่วนมากเราก็มักจะได้ยินว่า "งดงาม ตระการตา" อย่างเช่น ขบวนเรือพระที่นั่ง

ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว เมืองไทยของเรามีสิ่งของ สถานที่ แห่งท่องเที่ยวที่งดงามตระการตามากมายหลายแห่ง เพียงแต่เราคนไทยจะต้องช่วยกันอนุรักษ์ส่งเสริมให้มีสมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานของเราได้เรียนรู้และเห็นความสำคัญ
วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554
วันที่น้ำตาไหล (ออกมาโดยไม่รู้สึกตัว)
ครับ ผู้เขียนถึงแม้ว่าเวลากลับบ้านในช่วงเวลาดังกล่าวจะไม่ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ เนื่องจากเหลือเพียงคุณพ่อคนเดียว แต่โชคดีที่มีหลานๆ และญาติๆ คอยช่วยดูแลคุณพ่อ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ได้พยายามบอกพ่อให้ท่านได้เข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิตคนเราว่า เราไม่สามารถหลีกหนีสิ่งที่สวรรค์ได้ลิขิตเอาไว้ สักวันเราก็จะต้องไป แต่วันที่เราไปนั้น ขอเพียงแต่เราจะไม่มีน้ำตาที่ไหลออกมา แสดงถึงความเสียใจ เสียดาย สูญเสียในสิ่งที่เราเป็นอยู่
ไม่เป็นไร วันเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่รวดเร็วมากที่ผ่านไปอย่างที่เราไม่อยากจะให้ผ่านไป ความรู้สึกดังกล่าวทำให้เรามีกำลังใจในการเรียน ในการทำงาน ในการทำการใดๆ ทำให้เรากลับมามีพลังต่อสู้กับสิ่งต่างๆ เมื่อวันเวลาผ่านไป เราจะต้องเข้มแข็ง นำเอาประสบการณ์ที่เคยผ่านเรียนรู้มาเป็นสิ่งเตือนใจเราไม่ให้ผิดพลาดในสิ่งต่างๆ อีก
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอให้มีความสุขในวันที่น้ำ (ตา) ไหลออกมา (ออกมาโดยไม่รู้สึกตัว) ขอให้ทุกท่านได้พบกับความสุขอย่างแท้จริงกับวันที่เราพบกับคุณพ่อคุณแม่และคนในครอบครัว ไม่มีความสุขใดที่เท่าเทียมกับเราได้เห็นความสุขของคนที่เรารักคนที่ให้กำเนิดเรา ดังนั้น ให้มันไหลออกมาให้มากหากมันต้องการจะไหล และเมื่อไหลออกมาแล้ว เรามีแต่ความสุข ขอให้ทุกท่านประสบกับความสุขในวันครอบครัว (เดือนเมษายนนี้) ทุกท่านนะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์
