Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หลวงปู่จาม









ผู้เขียนเดินทางไปราชการที่วิทยาเขตมุกดาหารในเช้าวันอังคารที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ ก็เลยตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่จาม ที่วัดป่าของท่าน ณ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร หลวงปู่จาม ปีนี้ท่านมีอายุ ๑๐๐ ปี (เพราะท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ประวัติของท่าน)ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงท่านหลวงปู่จามมากมาย เพราะคิดว่าผู้อ่านหลายๆ ท่านคงจะทราบดี แต่ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงวันนี้ คือ คำว่า จาม ซึ่งผู้เขียนไม่ได้คิดล่วงเกินหลวงปู่ท่านเลย



เพียงแต่ว่า จาม สำหรับเราทั่วไปนั้นทราบกันดีว่าเป็นอาการอย่างหนึ่งที่มนุษย์เราจะแสดงออกมาทางปากและจมูกเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในระบบทางเดินหายใจผ่านรูจมูกของเรา เป็นเรื่องที่จะเรียกว่ามหัสจรรย์ก็ได้เป็นเรื่องธรรมชาติก็ได้ เพราะอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเองโดยที่ตัวเราไม่ได้เป็นผู้สั่งให้กระทำ ร่างกายของเราจะดำเนินการทันทีโดยอัตโนมัติ การจามดังกล่าวจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นเมื่อได้รับสิ่งที่อาจจะเรียกว่าโทษหรือไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย



จะเห็นว่าการจาม หรือ อาการจาม นั้น เกิดประโยชน์อย่างมากเลยที่เดียว มันเป็นเหตุการณ์เพียงเสี้ยวของวินาทีเท่านั้นเอง ตัวอย่างง่ายๆ คือ เวลาที่เราไปสั่งอาหารจานด่วนตามร้านอาหารตามสั่งผัดอาหารบางอย่างทำให้เราเกิดการจามโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น จะเห็นว่าจมูกของเราร่างกายของเรานั้นป้องกันสิ่งแปลกปลอมประเภทผ่านระบบทางเดินหายใจได้เป็นอย่างดีมากๆๆๆ นอกจากนั้น บางครั้งที่เราจามโดยที่ไม่รู้สาเหตุ ก็มักจะมีคนบอกว่า มีคนคิดถึง มีคนนินทา หรือต่างๆ นาๆ แต่ไม่เป็นไรหรอกกครับ เพราะการจามดังกล่าวแสดงว่าจะต้องมีสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายของเราเข้าสู่ระบบการหายใจ ร่างกายของเราจึงสั่งการให้มีจามออกมาโดยอัตโนมัตินั้นเอง



การจาม ถ้าหากเป็นไปได้น่าจะเกิดกับจิตใจของเราก็จะเป็นการดี เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีสิ่งไม่ดีเข้าในจิตใจของเรา จิตของเราน่าจะจามไล่สิ่งไม่ดีชั่วร้ายออกมาได้อย่างอัตโนมัติ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เดียว เพราะถ้าหากผู้อ่านท่านใดที่ฝึกสติสมาธิเป็นอย่างดี เมื่อมีสิ่งใดที่ไม่ดีเป็นความชั่วร้ายเข้ามาสู่จิตใจของท่าน ท่านก็สามารถที่ขจัดออกไปได้ทันที ซึ่งผู้เขียนคิดว่า น่าจะเรียกว่า จิตจาม



ครับ จาม การจาม เป็นเรื่องที่ดีมากถ้าหากเราสามารถที่จะฝึกปฏิบัติขับสิ่งที่ไม่ดีที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างรวดเร็วอัตโนมัติ สิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายทางจมูก เราก็จามมันออกมา สิ่งที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายทางจิตใจ เราก็จามมันออกมาด้วยจิตที่เข้มแข็งของเรา ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อไรก็ตามที่เราสามารถฝึกจิตให้จามขับสิ่งที่ไม่ดีออกมา เราก็จะพบแต่ความดีงาม พบแต่ความสุขความเจริญ หากท่านผู้อ่านท่านใดยังฝึกการจามไม่ได้ ลองเดินทางไปที่วัดหลวงปู่จาม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ผู้เขียนคิดว่าท่านจะได้พบแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิต

พิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จาม 

พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่จาม

แพ้ คือ ชนะ หรือจะเป็น ชนะ คือ แพ้

ในชีวิตของมนุษย์เราตั้งแต่เกิดมา เราต่างรู้จักคำว่า ชนะ และ แพ้ ซึ่งเป็นของที่คู่กันเสมอมาก ตั้งแต่เด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะปลูกฝังคำว่า ชนะ และ แพ้ให้กับลูกๆ โดยคำว่าชนะและแพ้ดังกล่าวก็มักจะเริ่มตั้งแต่การเรียนหนังสือ การสอบเข้าเรียนต่อในระดับการศึกษาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อนุบาล ประถม มัธยม อุดมศึกษา คุณพ่อคุณแม่ก็มักจะให้ลูกๆ ของท่านเป็นผู้ชนะเสมอเพื่อทำให้ลูกมีความรู้สึกที่ดีมีความสุขในแข่งขันดังกล่าว
จะเห็นว่าการแข่งขันดังกล่าวนั้น ทำให้คุณพ่อคุณแม่และลูกๆ บางครั้งเกิดความทุกข์ไม่สมหวัง ซึ่งก็คือ แพ้ หรือ รู้สึกว่าแพ้ นั้นเอง นอกจากนั้น การแข่งขันอีกอย่างที่เรามักจะรู้จักกันดี คือ การแข่งขันกีฬา จนมีคำขวัญที่เกี่ยวกับกีฬาที่ว่า รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ถ้าหากเราถอดรหัสของคำขวัญดังกล่าว จะรู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ใช้สอนพวกเราทุกคนว่า ให้รู้จักแพ้เสียก่อน ที่นี้รู้สึกแพ้ หมายถึง อะไร

สำหรับความคิดของผู้เขียนนั้น รู้แพ้ อาจจะหมายถึง ทุกอย่างในโลกใบนี้ ล้วนไม่จีรังยั่งยืนจะต้องสูญสลายแล้วดับไปในที่สุด ไม่มีอะไรที่จะอยู่ยงคงกระพันไปตลอด เราจะต้องเกิดการดับสูญ สูญเสียในสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตัวตนของเราสักวันมันย่อมเสื่อมและสลายตายไปตามกาลเวลาของมัน ที่นี้ ความที่ว่า รู้แพ้ ดังกล่าวทำไม่ถึงมีความสำคัญ การรู้แพ้ทำให้ตัวเราได้เกิดสติทบทวนในสิ่งที่เราได้กระทำลงไปว่าทำไม่เราถึงรู้สึกว่าแพ้ เมื่อรู้แล้วก็จะต้องปรับปรุงตัวเองให้สามารถลบหายในสิ่งที่ผิดพลาดสิ่งที่ล้มเหลว เมื่อเป็นเช่นกันแล้วจะทำให้เรา รู้สึกว่า เราเป็นผู้ชนะ ดังคำกล่าวที่ว่า แพ้ คือ ชนะ

ผู้อ่านลองนึกถึงคำว่า ชนะ หรือ ที่เรียกว่า รู้ชนะ เป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนโดยส่วนมากความรู้สึกแรกที่แสดงออกมาจากการที่รู้สึกชนะ คือ ดีใจ ภูมิใจ มีความสุข แต่อย่างไรก็ดีความรู้สึกดังกล่าวจะหายไปจางไปเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง และนานเข้าความรู้สึกดีใจ ภูมิใจในชัยชนะก็จะหายได้ด้วย การชนะ รู้ชนะ ดังกล่าวถ้าหากเรามีแต่ดีใจภูมิใจในชัยชนะเราไม่ได้คิดทบทวนว่าเราชนะได้เพราะเหตุใดด้วยปัจจัยอะไรเพื่อนำไปพัฒนาให้ดีขึ้น การชนะดังกล่าวจะเป็นดังนี้ กล่าวคือ ชนะ คือ แพ้ ในที่สุด

หลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งของบ้านเมือง ของสังคม ของครอบครัว ขององค์กร ของตัวบุคคล ถ้าหากใครก็ตามแต่ที่มีความรู้สึกว่าเป็นการชนะมีชัยชนะแล้ว ไม่รู้ว่าการได้มาซึ่งชนะนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกติาตามความเป็นจริงหรือไม่ รับรองได้ว่า ชนะ ก็คือ แพ้ เพราะเป็นการแพ้ที่ตัวเองทำไม่ถูกต้อง ในทางตรงกันข้าม หากเป็นการแพ้ที่เป็นความจริงความที่ถูกต้องแล้วยอมรับความพ่ายแพ้พร้อมสัญญาว่าจะพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็จะกลายเป็น แพ้ คือ ชนะ และประการสำคัญ คือ เมื่อแพ้แล้วจะต้องรู้ให้อภัยคู่ต่อสู้พร้อมทั้งขอโทษในสิ่งที่เราอาจจะกระทำผิดพลาดล่วงเกินไปในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตของคนเราย่อมมีแพ้ในสิ่งต่างๆ มามากมาย แต่ถ้าหากเรารู้สาเหตุที่เราแพ้รู้ข้อเท็จจริงที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จ แล้วเรานำสติปัญญามาพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้น เราก็กลายเป็น ผู้แพ้ที่มีแต่ชัยชนะตลอดไป ดังนั้น ผู้เขียนขอให้ทุกท่านจงพยายามทำตัวให้เป็นผู้แพ้ในวันนี้แล้วจะกลายเป็นผู้ชนะตลอดกาล และขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านเพราะสักวันเราจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน (ฝึกบ่อยๆ ปฏิบัติบ่อยๆ หัดแพ้บ่อยๆ แล้วจะชนะตลอดไป)
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มูล

ท่านผู้อ่านคงจะเึคยได้ยินคำต่างๆ ที่มีคำว่า มูล อยู่ด้วย เช่น ข้อมูล ฐานข้อมูล มูลเหตุ มูลสัตว์ มูลฐาน มูลความจริง มูลเมือง กุศลมูล แม่น้ำมูล มูลนิธิ คำฟ้องไม่มีมูล เซล่ามูล คำมูล มูลค่าเพิ่ม มูลค่าการผลิต เป็นต้น

ที่นี้่ มูล คำๆ เดียวน่าจะหมายถึงอะไรกันแน่ มีผู้รู้หลายท่านได้กล่าวว่า มูล มีความหมายว่า "ดั้งเดิม" เป็น พื้นฐาน รากฐาน รากเหง้า บรรพบุรุษ บรรพชนของเรา

แต่ถ้าเป็น คำมูล คือ คําที่มีความหมายชัดเจนอยู่ในตัว มีลักษณะดังนี้
1. เป็นคําชนิดต่างๆ ได้แก่นํานาม คําสรรพนาม คํากริยา คําวิเศษณ์คําบุพบท
คําสันธาน
2.เป็นคําไทยแท้หรือเป็นคําที่มาจากภาษาอื่นก็ได้
3.เป็นคําพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ก็ได้

ดังนั้น จะเห็นว่า คำมูล เป็นสิ่งทีมีประโยชน์ต่อการสื่อสารต่อการศึกษาการเรียนเป็นอย่างมาก เป็นพื้นฐานของภาษาไทยของเรา

แต่มีอีกมูลอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนก็ไม่เคยได้ยินและทราบมาก่อน คือ มูลกัจจารย์ เป็นเรื่องที่หลวงปู่แหวน ครั้งหนึ่งท่านได้มาเรียนมูลกัจจารย์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนขอสนใจเพียง มูลเกี่ยวกับเหตุ ที่เรียกว่า มูลเหตุ เท่านั้น (ซึ่ง มูลเหตุ ตรงกับภาษาอังกฤษ คือ Cause) มูลเหตุ ถ้าหากเราแยกออกจากกันก็จะเป็น มูล + เหตุ ซึ่งมูลเราก็พอทราบแล้วจากข้างต้นว่าหมายถึงอะไร สำหรับ เหตุ นั้น ผู้เขียนคิดว่า น่าจะหมายถึง การเกิด หรือ หมายถึงสิ่งที่เป็นมาก่อนสิ่งที่เป็นผลเกิดขึ้น

ดังนั้นแล้ว มูลเหตุ น่าจะหมายถึง สิ่งทีเกิดขึ้นของพื้นฐานรากเหง้่าในเรื่องนั้นๆ ที่เราสนใจอยู่ในขณะใดขณะหนึ่งช่วงเวลาใดๆ ตัวอย่างเช่น มูลเหตุของความทุกข์ ก็คงจะหมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้่นของพื้นฐานที่ทำให้เกิดความทุกข์ ท่านใดที่มีมูลเหตุของความทุกข์ในการทำงาน ท่านก็จะค้นหาสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันมาจากพื้นฐานอะไรเริ่มต้นเกิดความทุกข์จากการทำงานได้อย่างไร ซึ่งเมื่อเราทราบรู้ถึงพื้นฐานของความทุกข์ดังกล่าวแล้ว เราก็ย่อมจะสามารถค้นหาวิธีิการดับทุกข์ตั้งแต่เริ่มต้นของพื้นฐานดังกล่าว

สำหรับท่านผู้อ่่านท่านใดที่มีความรัก ก็ย่อมจะมีมูลเหตุของความรัก ผู้อ่านลองคิดดูนะครับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เพราะอะไร ถึงเรียกว่า มูลเหตุแห่งรัก จากหนังสือประวัติของหลวงปู่แหวน (๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๘) หน้าที่ ๔๘ ที่ว่า คำทำนายจากเมืองอุบลราชธานี ได้กล่าวไว้ว่า "ในสมัยเมื่อเรียนมูลกัจจารย์อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น มีหมอดูทำนายว่าเนื้อคู่ของท่านอยู่ทางทิศนั้น รูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลือง ใบหน้ารูปใบโพธิ์" . . . (ขณะนั้นหลวงปู่้เป็นพระหนุ่ม) เมื่อสายตาทั้งสองฝ่ายประสานกันเข้า ก็มีอานุภาพลึกลับและรุนแรงพอที่ตรึงคนทั้งสองฝ่ายให้ตะลึงไปได้... แต่ภาพของหญิงงามนั้นยังปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้าภาพนั้นก็สงบลง ... เผลอไม่ได้ (ใจ) เป็นต้องไปหาหญิงนั้นทัีนที... คอยจับดูจิืตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง ปรากฏว่าไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามเช่นเคย... ในที่สุด กำหนดอุบายการพิจารณาเปลี่ยนใหม่ คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงนั้นเป็นเป้าหมายในการพิจารณากายคตาสติ โดยแยกยกขึ้นพิจารณาทีละัอย่างๆ พิจารณาให้เห็นความจริงว่า อวัยวะัอย่างนั้นๆ ของตนก็มี ของหญิงก็มี ทำไมจะต้องไปรัก ไปหลง ไปคิดถึง...

ท่านผู้อ่านเห็นหรือยังว่า ถ้าเมื่อไรก็ตามเราสามารถค้นหาถึงมูลเหตุของเรื่องนั้นๆ เราจะสามารถแก้สิ่งทีเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ดังนี้แล้ว ผู้เขียนอยากจะเชิญชวนเราทุกคนมาหาให้ความสำคัญของมูลเ้หตุในเรื่องราวต่างๆ ซึ่งผู็เขียนเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต การเรียนการศึกษา การทำงานของเราทุกคน

มนูญ ศรีวิรัตน์


วันพุธที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2553

มัน คือ ปัญหา

ผู้อ่านคงจะทราบกันดีว่า ปํญหา หมายถึง อะไร แต่เพืยงเป็นการย้ำเน้นอีกครั้ง คำว่า ปัญหา จากพจนานุกรม หมายถึง ข้อสงสัย ข้อขัดข้อง คำถาม ข้อที่ควรถาม ข้อที่ต้องพิจารณาแก้ไข

สำหรับ ปัญหา ถ้าหากว่า เราแยกคำน่าจะแยกเป็น ปัญ + หา

กล่าวสำหรับ คำว่า ปัญ อยู่เดี่ยวๆ ไม่มีความหมายอะไรเลย แต่มีคำที่ใกล้เคียงที่สุด คือ ปัญจ อันมีความหมาย เหมือน เบญจ ที่หมายถึง ๕ ปัญจนที แม่น้ำ ๕ สาย ปัญจวัคคีย์ พระสงฆ์ทั้ง ๕ ที่ตามพระพุทธเจ้าออกบวชให้และได้เป็นพระอรหันต์ ปัญจสาขา กิ่งทั้ง ๕ คือ หัว ๑ แขน ๒ ขา ๒ ของลูกที่อยู่ในท้อง
สำหรับ หา อยู่เดี่ยวๆ หมายถึง มุ่งให้พบ การพบ การขวนขวายเพื่อให้ได้มาโดยวิธีการต่างๆ

จะเห็นว่า เมื่อ ปัญ + หา เป็น ปัญหา มักจะเกิดเป็นเรื่องราวต่างๆ มากมายที่เราจะต้องแก้ไข ปล่อยทิ้งไว้ก็เกิดความทุกข์ เรามนุษย์ทุกคนไม่อยากมีปัญหาทั้งในชีวิตครอบครัว ชีวิตการเรียน ชีวิตการทำงาน หรือในด้านอื่นๆ เพราะเมื่อไรก็ตามที่มีปัญหาแล้ว จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ เกิดความทุกข์กายทุกข์ใจ ปล่อยทิ้งไว้เนิ่นนาน นำวันแต่จะทำให้เสียสุขภาพทั้งกายและจิต

ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆ อย่าง ผู้เขียนคิด สำหรับ ปัญ น่าจะมาจากสิ่งทั้ง ๕ คือ การไม่เบียดเบียนสัตว์โลก การไม่เอาของคนอื่นมาเป็นของเรา การไม่กล่าวร้ายให้คนอื่นเดือดร้อน การไม่ทำผิดในกามอารมณ์ให้คนอื่นเดือดร้อน และการไม่ทำร้ายตัวเองด้วยของมึนเมาประเภทต่างๆ ซึ่งถ้าหากมนุษย์เราไม่หาทั้ง ๕ อย่างข้างต้นไม่ใส่ตัวเรา ผู้เขียนเชื่อว่า มัน จะไม่เป็น ปัญหา หรือเกิด ปัญหา อย่างแน่นอน สิ่งทั้ง ๕ นั้น ผู้อ่านคงจะทราบกันดีว่า มัน คือ ศีล๕

ที่นี้ ปัญหา เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไรดี หลายๆ ท่าน มักจะพูดหรือกล่าวว่า มัน คือ ปัญหา แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว ถ้าหากเราลองสลับคำ เป็น หา + ปัญ ลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร หา ซึ่งหมายถึง การขวนขวายเพื่อให้ได้มาโดยวิธีการต่างๆ ดังนั้น เราจะต้องหาให้ได้ว่าเรื่องที่เป็นปัญหา นั้น มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร สาเหตุที่มันเกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร แล้วทำอย่างไรต่อไป ผู้เขียนคิดว่า ปัญ น่าจะเป็น ๕ อย่างเช่นกัน กล่าวคือ ๕ ขั้นตอนในการพิจารณาแก้ปัญหา คือ ๑. หาสาเหตุ ๒. หาวิธีการต่างๆ ที่มีคนอื่นๆ (คนมีประสบการณ์) เขาเคยทำ ๓. หาโอกาสเวลาออกแบบวางแผนวิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว ๔. หาวิธีการทดลองแก้ปัญหานั้นๆ จากที่ได้วางแผน และ ๕. หาทางสรุปให้ได้ว่า ทั้งหมด แก้ปัญหาดังกล่าวได้เพราะอะไร ซึ่งผู้เขียนคิดว่า หาทั้ง ๕ ขั้นตอนดังกล่าวนั้น คงจะเหมือนกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (การทำวิทยานิพนธ์) เช่นกัน กล่าว คือ ค้นหาปัญหา (บทที่ ๑ ความเป็นมาของปัญหา) ศึกษาผลงานที่เกี่ยวข้อง (บทที่ ๒ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง) ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (บทที่ ๓ การวิเคราะห์และการออกแบบระบบ) ทดลองผลการออกแบบ (บทที่ ๔ ผลการทดลอง) แล้วก็สรุปผล (บทที่ ๕ สรุปผล)

จะเห็นว่าถ้าหากเราได้แก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการทั้ง ๕ ข้างต้นแล้ว ก็ จะทำให้เกิดความรอบรู้ความฉลาดที่เกิดจากการเรียนและการคิด ซึ่งเขาก็อาจจะเรียกว่าเกิด ปัญญา ในที่สุด ดังนั้น บุคคลใดที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ และกระทำอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ ก็มักจะถูกเรียกว่า ปัญญาชน (คนที่มีความรู้หรือความฉลาดอันเกิดจากการเรียนศึกษามามาก)

กล่าวสรุป เกี่ยวกับเรื่อง มัน คือ ปัญหา ผู้เขียนคิดว่า ถ้าหากไม่อยากจะให้เกิดปัญหาขึ้น ท่านผู้อ่านก็อาจจะต้องลองละเว้นการไม่ใน ๕ อย่างข้างต้น และหากปัญหาขึ้นแล้ว ก็ลอง หา ทั้ง ๕ อย่างข้างต้นมาแก้ไข เหนือสิ่งอื่นใดถ้าเราทุกคนลองฝึกฝนให้ตัวเราเองมีสติ มีสมาธิ แล้วเราจะเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญา ปัญหาในเรื่องต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นมา มัน คือ ปัญหา ก็จะกลายเป็น มัน คือ ปัญญา ในที่สุด (ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้เขียนก็ยังไม่สามารถทำได้เช่นกัน แต่จะพยายามแก้ปัญหาต่างๆ)

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ดีแต่ปาก

ดี เป็นคำที่มนุษย์ทราบและรู้ว่าหมายถึงอะไร และมนุษย์เราทุกคนก็ควรจะต้องฝึกปฏิบัติและทำในสิ่งดีๆ กล่าวสำหรับ ดี การทำดี เป็นการกระทำ (หรือ) ปฏิบัติที่เกิดประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่นๆ ไม่ทำให้ตัวเราและคนอื่นๆ ได้รับความเดือดร้อน และประการสำคัญคือ เมื่อทำดีแล้วเกิดความสุขใจในการทำ  ดังนั้น จะเห็นว่า การทำดี เป็นสิ่งที่เราทุกคนจะต้องทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และควระทำอยู่ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี พูดง่ายๆ คือ ทำดีทุกเวลา  สรุปง่ายๆ สำหรับ ดี การทำดี น่าจะหมายถึง การกระทำ​ (หรือปฏิบัติ) ในการใดๆ ก็ตามแต่ที่เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อผู้อื่น ต่อองค์กร ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ โดยที่การกระทำนั้นๆ จะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนมาให้ตัวเอง ให้ครอบครัว ให้ผู้อื่น ให้องค์หร ให้สังคม ให้ประเทศชาติ และจะต้องกระทำเป็นประจำสมำ่เสมอทุกเวลา ที่มีคนเคยบอกว่า คิดดีแล้วก็จะต้องทำดี ด้วย

พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนไว้ว่า ทำดีย่อมได้รับแต่สิ่งดีๆ ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง ถึงแม้ว่าบางครั้งเราทำดีแต่ยังไม่อาจจะเห็นผลของการทำดี แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่กระทำดี คือ เกิดความสุขขึ้นมาในจิตใจมีความอิ่มบุญ อิ่มใจที่ได้ทำดี  นี้แหละที่เรียกว่า ผลของการทำดีโดยไม่ต้องรอเวลา  หลายๆ คนอาจจะเคยบ่นว่า ทำดีแล้วไม่เห็นได้ดีเลย มีแต่ถูกด่า ถูกว่าให้  แต่ท่านเชื่อผู้เขียนหรือไม่ว่า สิ่งที่หนึ่งที่อยู่ในจิตใจของท่าน คือ ท่านรู้ตัวเองว่าเราได้ทำดีที่สุดแล้ว (นั้นหมายความว่า ท่านได้ทำประโยชน์ ไม่สร้างความเสียหาย ความเดือดร้อนเกิดขึ้น) ท่านย่อมจะมีความสุขในการทำ ถึงแม้ว่าจะมีคนว่าก็ตามแต่ (แต่ตัวเรารู้ที่ดีสุด) 

ที่นี้ มีดูคำว่า ปาก เป็นอวัยวะที่ใช้สำหรับรับประทานอาหาร ใช้เปล่งเสียงวาจาในการสื่อสารสร้างความเข้าใจในการทำงาน ปาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ปาก เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ความสุขที่ได้จากขับร้องเพลง ปาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้รับรู้ถึงรสอาหารที่อร่อย  ปาก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราจะต้องใช้ในการแสดงความสุข  (โดยการยิ้ม)  จะเห็นว่า ปาก นั้น มีประโยชน์มากกมายมหาศาล (ถ้าหากเราใช้ในทางที่ถูกที่ควร) แต่บางครั้งก็เกิดโทษเหมือนกัน เช่น ใช้ปากหาเรื่องในการว่ากล่าวให้ร้ายคนอื่นให้เกิดความเสียหายและเดือดร้อน เป็นต้น   

ที่นี้ เรามาลองผสม คำว่า ดี กับ ปาก ลองดูว่าจะเป็นอย่างไร  ผู้อ่านท่านใดที่มีปากที่ดี ก็จะเป็นศรีแก่ตัว ความหมาย คือ เวลาพูดออกไปกล่าวออกไปก็มีเรื่องแต่ดีๆ เกิดสิ่งดีๆ ต่อทุกคน อาชีพหนึ่งที่ใช้ปาก และควรจะต้องใช้ให้ดี คือ อาชีพความเป็น ครู​ อาจารย์​ ในการสั่งสอนลูกศิษย์ นักเรียน นักศึกษา ถ้าหากครูใช้ปากพูดสอนลูกศิษย์ให้ความรู้ในสิ่งที่ดีๆ ก็จะเกิดประโยชน์ต่อการศึกษาของไทย  ครูใช้ปากดุด่าลูกศิษย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อให้ลูกศิษย์ได้รับแต่สิ่งดีๆ การดุด่าดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ดีเพื่อให้ลูกศิษย์ได้จดจำนำไปปรับปรุงตัวเองในการเรียนในการใช้ชีวิต 

แต่บางครั้ง ถ้าหาก ดี กับ ปาก เป็นไปในลักษณะที่เรียกว่า ดีแต่ปาก ลักษณะอย่างนี้จะไม่เป็นที่ต้องการของเพื่อนร่วมงานหรือคนในองค์กรหน่วยงาน เพราะความหมายของดีแต่ปาก คือ มีแต่พูดออกไปแต่ทำงานไม่เป็นหรือไม่ทำงาน  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานจริงไม่รู้เรื่องนั้นๆ เรื่องงานที่ทำอยู่จริง ซึ่งในสังคมไทยอาจจะมีผู้คนลักษณะแบบนี้มากกมายเช่นกัน คือ ดีแต่ปาก  โดยที่ถ้าหากองค์กรใดหน่วยงานใดมีคนที่มีลักษณะดีแต่ปากจำนวนมาก อาจจะทำให้องค์กรหน่วยงานนั้นไม่มีความเจริญก้าวหน้า เพราะไม่มีคนทำงาน ไม่มีคนดีที่ลงมือทำจริงปฏิบัติจริง   หากปล่อยให้องค์กรหน่วยงานใดมีคนดีแต่ปากจำนวนมากๆ ไม่ช้าไม่เร็วองค์กรหน่วยงานนั้น ก็คงจะต้องล่มสลายไปเพราะปาก 

มันเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะทำให้คนที่ดีแต่ปากปรับปรุงตัวของเขาเอง เพราะคงจะไม่มีใครสามารถไปบอกเขาได้ ผู้เขียนก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี แต่สิ่งหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำได้ คือ เราไม่ต้องไปสนใจพวกเขาเหล่านั้น เพราะตราบใดที่พวกเขาดีแต่ปาก พวกเขาก็จะไม่มีความสุขในการกระทำใดๆ ก็ตามแต่ เพราะพวกเขาก็จะมัวแต่ดีแต่ปาก ในใจของพวกเขาก็จะรุ่มร้อนไม่เป็นสุขเกิดความทุกข์ที่จะใช้ปากในการทำงาน  ดังนั้น เมื่อเราเปลี่ยนแปลงพวกเขาไม่ได้ เราก็ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ให้เป็นพวกที่ดีแต่ปาก วิธีการง่ายๆ คือ  ทำงานในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด (ให้เกิดประโยชน์ตามเวลาที่กำหนด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองหน่วยงาน สังคม) แล้วเราก็จะเป็นคนที่คนอื่นใช้ปากกล่าวถึงตัวเราว่า เป็น คนดี  

มนูญ​ ศรีวิรัตน์

วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ทานก่อนกิน ถือศีลก่อนไป ทำใจก่อนนอน

เมื่อเช้าวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมทำบุญที่สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านวังแคน ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี หลวงพ่อได้กล่าวประโยคที่น่าสนใจเป็นอย่างมากที่ว่า "ทานก่อนกิน ถือศีลก่อนไป ทำใจก่อนนอน" ซึ่งผู้เขียนขอออกตัวเสียก่อนว่าไม่ได้เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในด้านศาสนามากมาย แต่ขอขยายความเกี่ยวกับประโยคดังกล่าวตามที่เข้าใจตามที่รู้ตามความรู้เท่าที่มี ดังนี้

ทานก่อนกิน น่าจะหมายถึง ก่อนที่เราจะกินอาหารในมื้อใดๆ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น เราก็ควรจะต้องให้ทานกับพระสงฆ์ นึกถึงพระสงฆ์ ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอโทษขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรที่เราได้ล่วงเกินได้กระทำผิดต่อพวกเขาเหล่านั้นเสียก่อน การทานด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์พร้อมจะให้ในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้เกิดประโยชน์มหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ทานสำหรับผู้ที่เราเคยล่วงเกินหรือทำความเดือดร้อนให้กับเขา

ถือศีลก่อนไป น่าจะหมายถึง ก่อนที่เราจะไป (ซึ่งไปในที่นี้น่าจะสื่อถึง การไปสู่การกระทำหรือปฏิบัติในเรื่องใด หรือการไปสู่ภพใหม่ชาติหน้า) ให้เราทุกคนได้ปฏิบัติในศีลไม่ว่าจะเป็นการไม่เบียดเบียนสัตว์หรือเพื่อนร่วมโลก การไม่กล่าวให้ร้ายกับตัวเราหรือเพื่อนๆ ทั้งร่วมงานหรือองค์กรครอบครัวของเรา การไม่ประพฤติในเรื่องกามอารมณ์ การละเว้นจากสิ่งของมึนเมาที่ทำให้ขาดสติ การถือศีลเป็นเรื่องที่เราชาวพุทธทุกคนควรจะต้องฝึกปฏิบัติและกระทำให้ได้ เพื่อจะทำให้ก่อประโยชน์กับทั้งตัวเราและคนรอบข้าง

ทำใจก่อนนอน น่าจะหมายถึง การที่ในแต่ละวันเราสงบจิตของเรา เตรียมจิตของเราให้รู้ว่าอะไรที่เรากระทำลงใปในแต่ละวันก่อนเข้านอนนั้น ว่ามีเรื่องอะไรที่เราได้กระทำไม่ดีกระทำผิด เราก็ควรจะคิดทบทวนเพื่อหาหนทางแก้ไขให้กระทำหรือปฏิบัติให้ดียิ่งขึ้นๆ ไปในวันพรุ่งนี้ในวันต่อไป หรือในชาติภพต่อไป (ซึ่งบางครั้งค่ำคืนนั้น อาจจะเป็นคืนสุดท้ายสำหรับตัวเรา) ดังนั้น การทำใจก่อนนอนจะทำให้เราได้มีสติ มีสมาธิ มีปัญญษ ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเตรียมตัวสำหรับวันใหม่ ภพชาติใหม่

ดังนั้น หากคนเราทุกคนทุกเพศทุกวัยไม่ว่าจะประกอบอาชีพใดก็ตามแต่ได้ฝึกปฏิบัติ การทาน การถือ การทำ ซึ่งก็คือ ทานก่อนกิน ถือศีลก่อนไป ทำใจก่อนนอน แล้วจะทำให้เราทุกคนมีความสุขแบบยั่งยืนไม่มีทุกข์ และประการสำคัญ คือ ทำให้เราได้เกิดรู้แจ้งเห็นจริงตามที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด แต่ถ้าอยากจะให้เกิดและไม่ดับ และดับแล้วไม่เกิด ต้องมุ่งสู่ทางสายกลางตามหลักของพระพุทธเจ้า นั่นเอง
มนูญ ศรีวิรัตน์

พี่ป้อนน้อง

เราหลายคนอาจจะเป็นพี่หรืออาจจะเป็นน้องในครอบครัว แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่มีพี่หรือน้องเพราะเป็นลูกคนเดียว ซึ่งสำหรับท่านใดที่เป็นพี่ของน้องๆ ในครอบครัว จะต้องคอยดูแลน้องๆ ให้ความรัก ให้ความดูแล ให้ความเอ็นดูกับน้อง แต่สิ่งที่จะกล่าวในวันนี้ คือ พี่ป้อนน้อง (ตามรูปภาพข้างล่างนี้)

(ถ่ายเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๓ ณ สำนักสงฆ์ป่าช้าบ้านวังแคน ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี)
คนที่เป็นพี่จะต้องให้สิ่งดีๆ กับน้องมีอะไรก็ควรจะให้น้องได้รับก่อน พี่ควรจะนำสิ่งที่ดีประสบการณ์ดีๆ สอนให้น้องเพื่อให้น้องได้รู้จักสิ่งที่ดี การป้อน เป็นการนำเข้าวัตถุหรือสิ่งของหรือข้อมูลจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่ง เช่น คุณแม่ป้อนน้ำนมให้ลูก แม่นกป้อนอาหารแก่ลูกนก เป็นต้น ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ ตัวป้อน ในวงการศึกษาที่กล่าวถึงตัวนักเรียนที่จะเข้าเรียนในโรงเรียน หรือ ตัวนักศึกษาที่จะเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยตัวป้อนจะเป็นส่วนหนึ่งว่าจะเกิดโรงเรียนหรือสถาบันอุดมศึกษาจะเกิดคุณภาพทางการศึกษาหรือไม่ เพราะถ้าหากมีตัวป้อนที่ดีย่อมจะทำให้เกิดคุณภาพในโรงเรียนหรือสถาบันอุดมศึกษานั้นๆ

แต่สำหรับ พี่ป้อนน้อง ตามหัวข้อเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่ทุกครอบครัวจะสอนให้พี่ๆ กระทำแก่น้องๆ เพราะจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องให้มีความแน่นแฟ้นกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พี่ๆ คนใดมีการป้อนหลายๆ สิ่งๆ หลายๆ อย่างให้กับน้อง ไม่ว่าจะเป็นการป้อนอาหารให้น้อง การป้อนของเล่นที่พี่ๆ เล่นแล้วใช้แล้วให้กับน้องๆ ก็ยิ่งจะทำให้น้องมีความรู้สึกที่ดีกับพี่ ทำให้ในอนาคตการช่วยเหลือกันระหว่างพี่กับน้องจะเป็นไปในทางที่ดีและยั่งยืน

กล่าวสำหรับ พี่ๆ น้องๆ ที่ศึกษาในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ถ้าพี่ได้ป้อนน้องในเรื่องความรู้ความประสบการณ์ในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่และน้องรุ่นพี่และรุ่นน้องมีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะประโยชน์ต่อการทำงานร่วมกันในอนาคต ดังนั้น จะเห็นว่าการพี่ป้อนน้องเป็นเรื่องที่สถาบันศึกษาในระดับต่างๆ ควรจะให้การสนับสนุนมีโครงการต่างๆ เพื่อให้พี่ได้มีโอกาสป้อนเรื่องต่างๆ ที่ดีให้กับน้อง อันจะเป็นการสร้างความสันพันธ์ที่ยั่งยืน และประการสำคัญ คือ ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีๆ ความสัมพันธ์ที่ดีๆ ระหว่างพี่กับน้อง ดังนั้น การป้อน พี่ป้อนน้อง เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นในครอบครัวหรืสถาบันศึกษาควรจะต้องส่งเสริมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และถ้าจะให้ดีๆ ยิ่งขึ้นๆ ไปเราทุกคนควรจะต้องป้อนความดี ป้อนความรัก ป้อนความรู้สึกที่ดีๆ ให้กันและกัน จะยิ่งทำให้การป้อนดังกล่าวเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลต่อทั้งพี่และน้องตลอดจนทุกๆ คนที่เกี่ยวข้อง เรามาช่วยกันป้อนในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่วันนี้กันเถอะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์