Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

มะม่วง

ผู้เขียนได้อ่านหนังสือธรรมะของท่านหลวงปู่ชาแห่งวัดหนองป่าพง (อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี) เล่มหนึ่ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า มะม่วงมันอยู่สูงห้าเมตร เราอยากได้ เอาไม้สิบเมตรมาสอยไม่ได้ มันยาวเกินไป เอาไม้สองเมตรมาสอยมันก็ไม่ได้ ไม่พอดีมันสั้นเกินไป เราอย่าเข้าใจว่า คนจบดอกเตอร์มาปฏิบัติสบายเหลือเกิน เพราะเรียนรู้มาพอแล้ว อย่าเข้าใจอย่างนั้น ดอกเตอร์มันยาวเกินไปก็ได้

หลายๆ ท่านที่อ่านข้อความข้างต้นคงจะเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งผู้เขียนเองเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า บางอย่างนั้นจะต้องเหมาะสมพอดีกับสิ่งที่มันเป็นอยู่

แต่ที่จะกล่าวถึงในวันนี้ คือ ชื่อเรื่องที่ว่า มะม่วง มะม่วงนั้นมีหลายชนิดหลายประเภทมีผู้คนมากมายที่ชอบในรสชาติที่แตกต่างกันไป มะม่วงดิบก็ชอบ มะม่วงสุกก็ชอบ มะม่วงดิบก็สามารถกินกับน้ำปลาหวาน มะม่วงสักรับประทานกับข้าวเหนียวได้ กลายเป็นข้าวเหนียวมะม่วง มะม่วงสุกมากๆ ก็ทำเป็นมะม่วงกวนซะเลย จะเป็นว่ามะม่วงเป็นผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งตอนดิบและตอนสุก ไม่เหมือนกับผลไม้อย่างอื่น (น้อยหน่ากินตอนสุก ขนุนก็กินตอนสุก เท่านั้นเป็นต้น) แสดงให้เห็นว่ามะม่วงนั้นไม่ว่าจะเป็นตอนหนุ่มดิบก็กินได้มีประโยชน์ ตอนแก่สุกก็กินได้มีประโยชน์

ถ้าหากมนุษย์เราเป็นดังมะม่วงก็คงจะดีนะครับ คือ เมื่อเป็นหนุ่มสาวก็มีศักยภาพมีประโยชน์ขยันในการศึกษาเล่าเรียน ทำงาน เมื่อแก่ตัวไปก็ยังขยันทำงานปฏิบัติตัวดีเป็นประโยชน์ไม่เสื่อมคลาย แก่ตัวมากๆ ก็ยังไม่ยอมให้ตัวเองหมดคุณค่าก็ยังทำงานสะสมความดีไปตลอด ท่านอยากเป็นอย่างมะม่วงหรือเปล่าครับ ถ้าหากจะเป็นอย่างมะม่วงก็ควรจะต้องกลับไปอ่านข้อความที่หลวงปู่ชาได้กล่าวไว้ข้างต้นอีกสักครั้งหนึ่งด้วยความรอบครอบและตั้งสติให้ดีทบทวนให้ดีว่า เราควรจะทำอย่างไร

แต่ที่แน่ๆ คือ ถ้าทุกอย่างเรากระทำด้วยความพอดีกับสิ่งที่เราเป็นอยู่ ที่เรามีอยู่ ไม่กระทำใดๆ ที่เกินเลย เกินกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและของธรรมะ ท่านสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นดั่งมะม่วงได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิตของเราบางครั้งมันก็ไม่พอดี บางครั้งมันก็เกินไป แต่ถ้าหากพิจารณาให้ดีกับสิ่งที่เรามีอยู่ว่าเหมาะสมแล้ว พอควรแล้ว ไม่เกิน ไม่มากไป ไม่น้อยไป แล้วละก็จะทำให้เราไม่เกิดทุกข์ขึ้น ซึ่งเขาเรียกว่า ไม่เกิดกิเลสนั่นเอง ที่กล่าวมาผู้เขียนเองก็ทำไม่ได้หรอก เพราะยังไม่สามารถที่จะฝึกปฏิบัติได้ แต่ก็กำลังพยายาม และจะพยายามต่อไป เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องหาความพอดีให้กับตนเองให้ได้ และจะเป็นความพอดีที่เหมือนกับลักษณะของมะม่วงดังที่กล่าวมาแล้ว

สุดท้ายนี้ เรามาช่วยกันปลูกต้นมะม่วงเพื่อจะได้ผลมะม่วงทั้งดิบและสุกกันตั้งแต่วันนี้ แต่เป็นการปลูกในจิตใจของเรา นั่นคือ การทำความดีที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะอายุจะมากหรือน้อยก็ตามแต่ แล้วเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วผู้เขียนเชื่อว่า เราทุกคนจะพบกับความสุขที่เป็นความสุขทั้งเปรี้ยวและความสุขทั้งหวานตามระยะเวลาของอายุของเรา

มนูญ ศรีวิรัตน์

น่าจะรู้จัก

ผู้เขียนคิดว่าหลายๆ ท่านคงจะเห็นมีความรู้สึกว่า น่าจะรู้จัก และมีความรู้สึกว่าเสียดายที่พลาดโอกาสดังกล่าวไป ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ว่าในโลกใบนี้ของเรานั้น โอกาสที่เราจะประสบกับคนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักในแต่ละวันนั้นมีมากมายเหลือเกิน (อย่างไรก็ดี ถ้าหากท่านอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ อยู่บ้านเล็กๆ และไม่ออกไปพบปะผู้คนเลย รับรองได้เช่นกันว่าท่านจะไม่รู้จักประสบพบกับใครอย่างแน่นอนเช่นกัน) บางครั้งเราอาจจะมีความรู้สึกว่า คนนี้เราเคยพบที่ไหนสักแห่งเป็นอย่างแน่แท้ แต่เราคิดไม่ออก ที่เป็นเหตุนี้ก็เพราะเราพบกับเขาเหล่านั้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หรือไม่เคยพบเลยก็ได้

ที่นี้กลับมาที่กล่าวไว้แล้วว่า น่าจะรู้จักกัน ถามว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่ แน่นอนครับ การรู้จักอะไรสักอย่าง เป็นเรื่องที่เราที่เป็นมนุษย์ควรที่รู้ควรที่จะเรียนรู้ในพบกับความจริงของสิ่งนั้นๆ ไอ้คำว่า น่าจะรู้จัก นี้ ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่าเป็นเพียง น่าจะรู้จักกันระหว่างมนุษย์เท่านั้น แต่ผู้เขียนรวมความไปถึงสิ่งอื่นๆ ด้วย ซึ่งในที่นี้หมายถึง สิ่งของ เหตุการณ์ สิ่งต่างๆ ที่เกิดอยู่รอบตัวเราที่เกิดและดับให้เราได้เห็น ถามว่าแล้วมันจะมีประโยชน์อย่างไรกับเรา ครับ มีประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้รู้จักมัน ถ้าหากมันเป็นเรื่องที่ดี เราก็จะได้นำไปปฏิบัติประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นโทษ เรารู้จักแล้ว เราก็จะได้เป็นข้อเตือนใจ เตือนสติว่า เราจะไม่ทำแบบนั้น เราจะไม่แม้แต่คิดที่จะทำที่เลียนแบบ อย่างนี้เป็นต้น

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นคน หรือ มนุษย์ ด้วยแล้ว ถ้าหากเราได้รู้จักคนดี เพียงแค่เสี้ยวของวินาที และเรามีโอกาสที่จะได้คุยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขอความคิดเห็น ขอคำแนะนำ ขอคำชี้แนะจากคนดีคนนั้นแล้ว เราก็ได้มีโอกาสได้นำข้อต่างๆ ที่ได้รับกลับไปคิดทบทวน ตั้งสติ สมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาตัดสินประยุกต์กับตัวของเรา ด้วยเหตุนี้ เมื่อไรก็ตามที่เราได้มีโอกาสดังกล่าวแล้ว ควรจะต้องกระทำอย่างที่กล่าวไปแล้ว เพราะในอนาคต ท่านจะมารู้สึกคำว่าเสียดายภายหลัง แล้วกล่าวคำว่า น่าจะรู้จัก และผู้เขียนขอเสริมเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งคำ คือ คำว่า กัน เพื่อให้เป็นคำที่ว่า น่าจะรู้จักกัน ไอ้คำว่า กัน ก็แปลกดี เวลาอยู่คนเดียวแล้วมักจะไม่มีความหมาย แต่ถ้าหากไปรวมกับคำอื่นๆ แล้วจะมีความหมายเชิงบวกมากๆ เช่น รักกันและกัน ให้กันและกัน สัมพันธ์กัน ดูแลกัน พร้อมเพียงกัน เป็นต้น อย่างไรก็ดี คำว่า กัน บางครั้งก็อาจจะมีความหมายทางลบ เช่น ซึ่งหน้ากันและกัน ประจันหน้ากัน เป็นต้น

น่าจะรู้จักกัน จะทำให้มนุษย์เราที่เป็นคนดีเกิดความสัมพันธ์ที่ดีช่วยเหลือกันในทางที่ดี คนดีที่เรารู้จักและมีศักยภาพ ถ้าหากเราเดือดร้อนและคนดีคนนั้นเขามีศักยภาพที่ช่วยเหลือเราได้ เขาก็จะได้บุญกุศลในการช่วยเหลือคนที่ลำบาก คนที่เดือดร้อนกว่า ซึ่งนับได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของมนุษย์โลกให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน โลกของเราก็จะมีแต่ความสุข ระบบอินเทอร์เน็ต Social Networks ที่เป็น Facebook ทำให้เราได้รู้จักกับคนอื่นๆ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนดีที่เราน่าจะรู้จัก แน่นอนครับเป็นเรื่องที่ยากมาก ยกเว้นแต่เราได้รู้จักประวัติของเขา ข้อมูลของเขา เราถึงจะเชื่อ ด้วยเหตุนี้ การให้ข้อมูลที่ไม่ปกปิดด้วยความจริงใจจะทำให้เราเป็นคนที่น่ารู้จัก เมื่อเรารู้จักกันแล้ว ช่วยกันแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ดีๆ ต่อกัน ความสัมพันธ์ดังกล่าวจะทำให้ทุกคนได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ มาช่วยกันรู้จักกันให้มากขึ้นนะครับ ภายใต้ ความดีให้กันและกัน แล้วในที่สุดเราจะไม่รู้สึกหรือกล่าวว่า น่าจะรู้จักกัน

มนูญ ศรีวิรัตน์

พอ . . . แล้ว . . .

ในหนังสือ ปรัชญาแห่งชีวิต เขียนโดย ไชย ณ พล

พอ ตอนเด็กๆ แล้ว พ่อแม่ก็สอนว่าครอบครัวสำคัญ

พอ ตอนไปโรงเรียน แล้ว ครูก็สั่งสอนทุกวันว่าความรู้เป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนมีเพื่อน แล้ว เพื่อนก็บอกว่าความสนุกสนานกับเพื่อนสัมพันธ์สำคัญ

พอ ตอนไปหาญาติผู้ใหญ่ แล้ว ผู้ใหญ่ก็บอกว่าการสร้างฐานะหาทรัพย์เงินทองเพื่อความอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนมีแฟน แล้ว แฟนก็บอกว่าความรักสำคัญ

พอ ตอนมีลูก แล้ว ลูกก็บอกเวลาเอาใจใส่ลูกเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนทำงาน แล้ว ที่ทำทำงานก็บอกว่าความรับผิดชอบต่อประโยชน์ขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนมีลูกค้า แล้ว ลูกค้าก็บอกว่าความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนมองเข้าไปในสภา แล้ว นักการเมืองก็บอกว่านโยบายของตนสำคัญ

พอ ตอนไปหาผู้ประสบความสำเร็จ แล้ว ผู้สำเร็จทั้งหลายก็บอกว่าการทำงานหนักเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนป่วยไปหาหมอ แล้ว หมอก็บอกว่า อาหาร การออกกำลังกายและการพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนเหนื่อยใจไปหาพระ แล้ว พระก็บอกว่าวิเวกเป็นสิ่งสำคัญ

พอ ตอนตาย แล้ว ถึงมือสัปเหร่อ สัปเหร่อก็บอก ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ

จะเห็นว่า พอ . . . แล้ว . . . ดังกล่าวข้างต้นล้วนแต่มีเหตุว่าเกิดจากอะไร ทำอะไร ต้องการอะไร แล้วมันจะเกิดอะไรตามมา หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างนั้น จะต้องมีเหตุและผล เหตุนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์เราต่างประสบพบเห็นหรือกำหนดขึ้นมาไม่ว่าจะจากตัวเองหรือคนอื่น รวมทั้งปัจจัยภายนอกที่เรากำหนดไม่ได้ เหตุที่เป็นกิเลสทำให้เราเป็นทุกข์ที่เป็นผลที่เกิดขึ้น ผลการเกิดทุกข์นั้นเราจำเป็นจะต้องแก้ที่เหตุ เพราะเมื่อไรก็ตามเราเข้าใจ เข้าถึงของเหตุที่เกิดขึ้นได้ว่าเพราะอะไร เราสามารถใช้จิตที่มีสติ มีสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ไขปัญหาสาเหตุได้

จากที่กล่าวข้างต้น ถ้าหากเราต้องการจะหยุด พอ . . . แล้ว . . . หรือทำให้มันหายไปหรือไม่เกิดขึ้นอีก เราสามารถที่จะกระทำได้โดยเพียงแต่ ทำให้มันมาอยู่ใกล้กัน เป็นเพียง พอแล้ว นั้นหมายถึงว่า เราจะต้องใช้ความกล้าหาญ ที่มีจิตแนวแน่ตั้งใจจริงในการที่กล่าวคำว่า พอแล้ว และลงมือกระทำปฏิบัติในสิ่งนั้นๆ ที่เป็นเหตุแห่งทุกข์

ตัวอย่างเช่น หลายๆ ท่านที่เคยสูบบุหรี่ ซึ่งท่านเหล่านั้นล้วนทราบว่า พอ สูบบุหรี่ แล้ว จะทำให้เกิดโรคทางต่างๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นปอด วัณโรค เป็นต้น แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เขาได้ใช้จิตที่มีความกล้าหาญ กล้าเปลี่ยนแปลง กล้าที่เปล่งวาจา ว่า พอแล้ว พอแล้วเราไม่เอาอีกแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า พอแล้ว ดังกล่าวจะมีคุณค่าอย่างมหาศาล

ที่ผ่านมาหลายๆ ท่านคงจะได้ลงมือทำหรือลงมือพูดคำว่า พอแล้ว คำดังกล่าวเป็นคำที่มีพลังอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงของชีวิต คนที่กล่าวหรือพูดหรือลงมือทำเกี่ยวกับ พอแล้ว ได้ จะเป็นคนที่จะต้องมีความตั้งใจจริง มีความแน่วแน่ที่จะหยุด ที่จะพอในสิ่งที่กระทำหรือสิ่งที่เป็นอยู่ อาจจะมีคำถามว่า พอแล้ว นี้ จะใช้ได้กับการเรียนได้หรือไม่ จะใช้ได้กับการประกอบอาชีพได้หรือไม่ ผู้เขียนคิดว่า พอแล้ว จะเหมาะสมกับเพียงเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นเรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่ทำให้เกิดทุกข์ เรื่องที่ทำให้เกิดความเดือนร้อนกับตัวเรา ผู้อื่น สังคมและประเทศชาติ

วันนี้ ถ้าหากเราคนไทยมาเริ่มต้นมาพูด หรือ กระทำ เกี่ยวกับ คำว่า พอแล้ว ในสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ เกิดโทษ เกิดความเดือนร้อน รับรองได้เลยว่าเราทุกคนในสังคม จะพบกับความสุขอย่างยั่งยืน เหมือนกับ คำข้างต้นที่ว่า พอ ตอนตาย แล้ว ถึงมือสัปเหร่อ สัปเหร่อก็บอก ไม่เห็นมีอะไรสำคัญ เราทุกข์ในโลกนี้ล้วนเอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากความดีที่ได้สร้าง ได้กระทำต่อตนเอง ต่อคนอื่นๆ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ

มนูญ ศรีวิรัตน์

ความรับผิดชอบ (2)

ในช่วงนี้มีข่าวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับความรับผิดชอบ มีการเรียกร้องของในส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ผู้นั้น ผู้นี้ คนโน้น คนนี้ จะต้องรับผิดชอบ โดยส่วนมากเรื่องรับผิดชอบนี้ น่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ เรื่องที่ไม่ดี เรื่องที่เสียหาย เรื่องที่เป็นโทษ เรื่องที่ก่อให้เกิดคามเดือดร้อน พูดง่ายๆ คือ เรื่องที่ไม่ดีนั้นแหละครับ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็ต้องการผู้ที่รับผิด และการรับผิดดังกล่าวจะต้องชอบด้วยหรือ ถ้าหากผู้ที่กระทำผิดแล้วเกิดเขาไม่ชอบด้วยจะว่าอย่างไรดี แต่นั้นไม่ใช้ประเด็นที่สำคัญครับ เพราะเมื่อไรก็ตาม เมื่อเกิดเรื่องต่างๆ ที่ไม่ดีไม่ควรอย่างที่กล่าวแล้ว ผู้ที่ก่อเหตุ ผู้ที่ทำให้เกิดเรื่องขึ้นมานั้น เขากล้าหาญที่ใช้สติปัญญาของเขาที่มีอยู่ในการแสดงถึงการยอมรับผิดที่ได้ก่อขึ้น เพราะคนที่ก่อขึ้นย่อมรู้แก่ใจของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุด

ซึ่งหากว่าอย่างที่ว่าแล้วละก็ รับรองได้เลยว่าจะไม่มีการเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ แต่สังคมไทยของเราทุกวันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น คนที่กระทำผิดต่างใช้ความรู้สึกของตัวเองว่าตัวเองไม่ผิด ตัวเองมีความถูกต้องในการกระทำ จะต้องมีการหาหนทางให้ตัวเองนั้นพ้นผิดพ้นการตรวจสอบ จะเห็นว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีสำหรับสังคมไทยของเรา แล้วจะทำอย่างไรดีละที่นี้ คนที่ได้รับความเดือดร้อนก็เรียกร้องไป ดิ้นรนไป ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหาผู้คนที่รับผิดชอบได้ มันเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างมากเลยที่เดียว

อย่างไรก็ดี หากครอบครัวของเรา โรงเรียนของเรา หมู่บ้านของเรา ชุมชนของเราได้ช่วยกันปลูกฝังให้ความสำคัญความรับผิดชอบตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่เมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ ลูกเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ คุณครูที่โรงเรียนเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ นักเรียนนักศึกษาเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบ ข้าราชการเมื่อกระทำผิดแสดงความรับผิดชอบ ผู้คนในสังคมเมื่อกระทำผิดก็แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หากเป็นเช่นกันแล้ว ผู้เขียนเชื่อได้เลยว่า จะมีการให้อภัยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากที่มีโทษหนักก็อาจจะกลายเป็นโทษเบาลงมาก และประการสำคัญ คือ การแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไปนั้นจะต้องกระทำอย่างรวดเร็วด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยจิตที่กล้าหาญที่แสดงความรับผิดชอบ และประการสำคัญอีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้กับการแสดงความรับผิดชอบ ก็คือ คำว่าขอโทษ

ถามว่าเป็นการยากหรือไม่ในการแสดงความรับผิดชอบ ตอบได้เลยว่ายากสำหรับคนที่ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบเมื่อกระทำผิด แต่เราสามารถฝึกฝนได้ เพราะเกิดมาไม่มีใครหรอกครับไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยกระทำความผิด ซึ่งอาจจะเป็นความผิดเล็กน้อยหรือรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับการกระทำอารมณ์ กิเลสที่ได้มาเกาะในตัวเรา อย่างไรก็ดี เมื่อเราฝึกฝนการแสดงความรับผิดชอบ และ ขอโทษ บ่อยๆ เราจะมีความสุข จิตที่แสดงความรับผิดชอบ จะสั่งสมองให้มีความผ่อนคลายขึ้นและมีความสุขขึ้นมา และเมื่อได้กระทำบ่อยๆ ก็กลายเป็นจิตสำนึกของเราว่า เมื่อไรก็ตาม เมื่อเรากระทำผิดจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามแต่ คำขอโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบจะตามมาโดยทันทีอัตโนมัติ

ดังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าการแสดงความรับผิดชอบนั้นทำได้ ฝึกได้ หากคนไทยทุกคนได้แสดงความรับผิดชอบในการกระทำความผิดของตัวเองที่ได้ก่อขึ้น ก็เชื่อว่าคนไทยอีกส่วนหนึ่งหรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็พร้อมที่จะให้อภัย เพราะการให้อภัยเป็นการสร้างบุญกุศลสำหรับผู้ที่ได้กระทำความผิดลงไป และประการสำคัญ คือ เมื่อกระทำผิดในสิ่งนั้นๆ แล้ว ก็ขอให้นำไปเป็นผลเรียนสำหรับการใช้ชีวิตในครั้งต่อๆ ไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

ความกล้าหาญ

้เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๕๓ ได้มีโอกาสรับฟังการบรรยายพิเศษของท่านโสภณ สุภาพงษ์ (กรรมการมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีผู้ทรงคุณวุฒิ) มีบางส่วนบางตอนที่ท่านได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง โดยท่านได้เสนอสูตรทางคณิตศาสตร์สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ดังนี้

การเปลี่ยนแปลง C = D x T x M x P > F (fear)
Dissatisfaction ความไม่สมใจ ไม่พอใจ ในสถานะที่เป็นอยู่ เกิดความทุกข์ (ถ้ามีความสุข รับรองได้ว่าจะไม่เปลี่ยน) ความทุกข์จะทำให้เกิดหาหนทางอย่างอื่นๆ เพื่อหาทางหลุดพ้น (ทุกข์) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
Truth ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เพื่อจะสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้
Model มีรูปแบบ ตัวเแบบอย่างไร (ยุทธศาสตร์)ที่จะทำ ซึ่งจะต้องเข้าใจธรรมชาติ จะต้องมีรูปแบบใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ได้ผล
Process วิธีการที่จะทำ จะไปไหน วิธีการอย่างไร นั้นคือ มีวิธีการที่จะทำได้เป็นจริงในรูปธรรม
Fear ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั้น จะต้องมากกว่า ความกลัวที่มีอยู่

โดยเฉพาะสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากสำคัญมากของการเปลี่ยนแปลง คือ จะต้องมีความกล้าหาญ (Courage) ที่จะต้องเผชิญ

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้นั้น จะต้องเริ่มต้นด้วย Courage

ที่นี้เรามาเข้าเรื่องของความกล้าหาญ เป็นสิ่งที่จะต้องใช้จิตในการสั่งให้เกิด ความกล้าหาญ ที่จะสละแล้วซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ เป็นสิ่งที่จะต้องใช้จิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งถ้าหากเราทุกคนฝึกฝน และต้องมีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ยืนยันในความกล้าหาญ ทิ้งในสิ่งที่เป็นสิ่งสูงสุดของตัวเอง กล้าหาญที่จะทิ้ง กล้าหาญที่จะสละกิเลสทั้งหลายที่มีอยู่ให้ได้ กล้าหาญที่จะหลุดพ้นจากความกลัว กล้าหาญกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง

ความกล้าหาญ ดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก เหมือนกันตัวอย่างของ ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ชื่อ แอนนี่ เธอมีความกล้าหาญมาก และิเป็นสิ่งที่เธอกระทำด้วยจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่ทจะำเพื่อลูกของเธอ ซึ่งมีประโยคทองของเธอที่น่าประทับใจมากๆ ที่ว่า "เธอผิดไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่จะไม่ยอมให้มีความผิดครั้งที่สองอีก" นี้คือ ความกล้าหาญในการยอมรับผิดที่ยิ่งใหญ่มาก ที่พวกเราทุกคนควรจะเรียนรู้

เธอผิดครั้งที่หนึ่ง หมายถึง เธอท้อง(แต่ก็เป็นการท้องด้วยความรัก) เธอไม่ยอมทำผิดครั้งที่สอง หมายถึง เธอไม่ยอมที่จะทำแ้ท้ง เธอพร้อมยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา แววตาของเธอนั้นมีความมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าเธอนั้นมีึความสุขเป็นอย่างมากที่ได้มีความกล้าหาญอย่างที่เธอได้แสดงออกให้พวกเราได้เห็น สิ่งนี้ จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับสุภาพสตรี หรือแม้แต่ผู้ชายทั้งหลาย ที่เธอได้แสดงให้เห็นว่า ความกล้าหาญ นั้น สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ในทางที่เป็นประโยชน์ ในทางที่ถูกต้อง

ผู้เขียนเชื่อว่า คุณแอนนี่ จะเป็นบุคคลหนึ่ง ที่เราทุกคนสมควรให้กำลังใจในความกล้าหาญของเธอ ความกล้าหาญของเธอนั้น น่าจะเกิดจากการที่เธอมีจิตที่สงบ มีสติ มีสมาธิ และจะพบสภาวะของจิตที่บริสุทธิ์ สามารถที่จะตัดสินกระทำการใดๆ ได้ เกิดความกล้าหาญ (Courage) ในที่สุด

ดังนั้น วันนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมกันสร้างพลังความกล้าหาญเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีๆ ในชีวิตของเรา ในสังคมของเราร่วมกัน เพื่อให้สังคมของเรามีแต่ความสุขตลอดไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://ubumukajmanoon.blogspot.com/2010/09/blog-post_5404.html



วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรื่องของน้ำ (ตา)

น้ำนั้นมีประโยชน์มหาศาลต่อมนุษย์เราทั้งอุปโภคและบริโภค น้ำทุกหยดล้วนมีคุณค่าเรา เราควรจะต้องช่วยกันประหยัดในการใช้น้ำ ในร่างกายของเราก็เช่นกันโดยส่วนใหญ่มีส่วนประกอบของน้ำ และที่สำคัญในหนึ่งวันเราควรจะดื่มน้ำให้เป็นประจำอย่างน้อยสองลิตรเพื่อให้ร่างกายสามารถนำน้ำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่กล่าวมาข้างต้นไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับชื่อเรื่องเลย แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้เขียนก็คิดว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน คือ น้ำ (ตา) น้ำตานั้นจะหลั่งออกมาได้หลายกรณี ตัวอย่างเช่น เราดีใจเมื่อสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเรารู้สึกมีความสุขปลื้มสุดๆ จนมีน้ำไหลออกจากดวงตา นักกีฬาฟุตบอลลงแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์โลกแล้วชนะเลิศ (ดั่งเช่น ทีมฟุตบอลประเทศสเปน กัปตันทีมถึงกับหลั่งน้ำตาขึ้นรับถ้วยฟุตบอลโลก) เราเสียใจเมื่อมีคนรักต้องจากไปสู่ที่ชอบที่ชอบ เราเสียใจเมื่อเรารู้สึกผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

จะเห็นว่า น้ำตาของเรานั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อทั้งเมื่อดีใจและเสียใจ ดีใจมากก็อาจจะเสียน้ำตามาก เสียใจมากก็อาจจะเสียน้ำตามากด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ หากเรามีเหตุการณ์ใดที่ดีใจมากๆ สุดขีด หรือเสียใจมากสุดๆ แล้วละก็ เราไม่อาจจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ จะด้วยเหตุใดก็ตามแต่ น้ำตาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจจะสามารถบังคับได้ หากเราจะต้องประสบกับเหตุการณ์ดีๆ หรือร้ายๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะเราไม่เคยได้ฝึกให้พบกับสิ่งนั้นๆ

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเราได้รู้ได้ทราบได้ฝึกฝนว่า ในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ไม่แน่นอน ล้วนมีสิ่งที่ดี ล้วนมีสิ่งที่ร้าย นั้นหมายความว่า ทุกสิ่งล้วนไม่อนิจังยั่งยืน เกิดได้ ดับได้ เกิดๆ ดับๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเข้าใจและมีความพยายามฝึกฝนให้จิตของเราได้พบกับสภาพความดีใจสุดๆ เสียใจสุดๆ บางทีสภาพดังกล่าวอาจจะทำให้เราดีใจหรือเสียใจด้วยสภาพที่ปราศจากน้ำตาของความดีใจ น้ำตาของความเสียใจก็ได้ สิ่งที่ว่านั้น จะต้องอาศัย ความอดทนอดกลั้น การเข้าใจสภาพนั้นๆ ให้ได้อย่างลึกซึ้ง ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่คงที่แน่นอน ไม่มีอะไรที่จะอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดไป ไม่มีอะไรที่จะเป็นผู้ชนะตลอดไป ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราตลอดไป

ความเข้าใจ ความรู้จริง ความอดทน จะสามารถทำให้เรา ไม่ต้องเสียน้ำตากับเหตุการณ์ใดๆ ทั้งเหตุการณ์ดีๆ และเหตุการณ์ร้ายๆ ซึ่งในที่สุด เราก็สามารถประหยัดน้ำตาได้ในที่สุด ด้งนั้น น้ำตาหากเราประหยัดได้ก็คงจะดีเหมือนกัน เราจะไม่เสียน้ำตาให้กับเรื่องที่ไร้สาระ เรื่องที่ทำให้เราผิดหวัง (เพราะผิดหวัง เราก็สามารถเริ่มต้นใหม่ได้ ไม่มีคำว่า สาย สำหรับความเป็นคนของเรา) ความเสียใจผิดหวังเป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรจะไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับมัน เราควรจะประหยัดน้ำตาให้กับความเสียใจและความผิดหวัง แต่สิ่งที่เราควรจะทำ คือ ตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งใจ ลงมือทำให้สิ่งที่ดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เมื่อทำได้อย่างนั้นแล้ว ความเสียใจความผิดหวังก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี บางครั้งเราก็ไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้เมื่อเราปลื้มดีใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารัก และทำให้เรามีความสุข ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคนไทยทุกคนเมื่อได้เห็นได้ชมพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราคนไทยทุกคนต่างมีความสุขที่ได้เห็น ได้ทราบ ได้เทิดทูนพระองค์ท่าน ดังนั้น น้ำตาของเราคนไทยทุกคนจะไหลออกมาทุกครั้งอย่างมีความสุข ที่เราคนไทยทั้งหลายได้แสดงความจงรักภักดีร่วมกัน น้ำตาแบบนี้เราไม่ควรที่จะประหยัดให้มันหลั่งออกมาได้เลย น้ำตาดังกล่าวเป็นสิ่งบ่งบอกความจงรักภักดี ความรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ความรักชาติไทยของเรา ผู้เขียนเองก็เช่นกันทุกครั้งที่ได้เห็นพระองค์ท่านในทีวี หรือ ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีน้ำตาจะไหลออกมาอย่างทันที ซึ่งบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ที่แน่ๆ คือ มีความรู้สึกว่าอยากจะให้พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญ มีพระพลามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง ทรงพระเจริญตลอดไปยิ่งยืนนานเท่านาน

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ตื่น (เพื่อไม่ตาย)

โดยความจริงหลายๆ ท่านเวลานอนอาจจะฝัน หรือ อาจจะไม่ฝัน ถ้าหากฝันแล้วอาจจะจำได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นแต่ละท่าน ทั้งนี้ หลายๆ ครั้งเป็นการฝันดี หลายๆ ครั้งเป็นการฝันร้าย ซึ่งคนทั่วๆ ไป มักจะกล่าวว่า ถ้าหากฝันร้ายจะกลายเป็นดี เชื่อว่าทุกท่านในครั้งหนึ่งของชีวิตจะต้องเคยฝันอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านอาจจะจำไม่ได้ บางเรื่องท่านอาจจะเคยฝันซ้ำๆ กันหลายครั้ง หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าสอบตกตอนประถม หรือมัธยม หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าได้ออกรบเป็นทหาร หลายๆ ท่านอาจจะเคยฝันว่าได้กินอาหารที่อร่อย ได้สวมใส่เสื้อสวยๆ งามๆ และเึคยฝันอื่นๆ มีมากมาย

เกี่ยวกับเรื่องของความฝันนั้น มีภาพยนต์เรื่องหนึ่งที่เป็นของอเมริกา ชื่อเรื่องว่า Inception หรือ จิตพิฆาตโลก หลายๆ ท่านอาจจะได้ดูเรียบร้อยแล้ว สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในภาพยนต์ดังกล่าว คือ เมื่อไรก็ตามที่มีความฝัน แล้วในฝันนั้นปรากฏว่า ตกจากที่สูง ตกน้ำ หรือ ตาย ผู้ที่ฝันก็มักจะตื่นขึ้นมาจากความฝัน นั่นเป็นเรื่องของภาพยนต์ แต่ในปกติโลกความจริงของมนุษย์เรานั้น ปรากฎว่า เวลาเราฝันดีๆ เรามักอยากจะตื่นจากการนอน จากการฝันดีดังกล่าว หลายๆ ครั้ง ที่เวลาฝันผู้คนมักจะตีความ ความฝันดังกล่าว เพื่อนำไปเสี่ยงโชค บางท่านก็อาจจะเคยได้รับโชคจากการตีความฝัน แต่สำหรับวันนี้ ผู้เขียนไม่ได้ตั้งใจเขียนเกี่ยวกับความฝันนะครับ แต่ต้องการจะสื่อให้เห็นเกี่ยวกับ การตื่น ตื่นที่ว่านั้น แน่นอนจะต้องเกิดจากการนอนหลับ

ผู้เขียนตอนเด็กๆ ก็เคยฝันร้ายเหมือนกัน ที่จำได้ คือ เวลาที่เป็นไข้ แล้วนอนหลับมักจะฝันว่าตนเองกำลังตกไปในหลุมใหญ่ๆ มืดๆ เกิดความกลัวเป็นอย่างมาก จนจะต้องตื่นนอน โดยอาการหลังจากตื่น คือ ร้องให้ด้วยความตกใจ นั้น เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับความฝัน และตื่นจากความฝันด้วยความกลัว เกี่ยวกับความฝันนั้น ผู้เขียนนั้นเวลานอนฝันเกือบทุกคืนเป็นส่วนมาก เคยนึกไม่เหมือนกันว่าเราผิดปกติหรือไม่ แต่หลังจากที่ได้มีภาพยนต์เรื่อง Inception แล้วก็คิดว่า การฝันน่าจะเป็นเรื่องปกติ และถ้าหากจิตของเราสามารถที่จะฝันและทำอะไรได้เหมือนในภาพยนต์ก็คงจะดี

ที่นี้เรามากล่าวถึง การตื่นจากฝันดีกว่า เพราะเพื่อไม่ได้ตัวเองตกจากที่สูง หรือได้รับอันตรายใดๆ ในฝัน เราก็มัักจะตื่นขึ้นมานั้นเอง ซึ่งการตื่นดังกล่าวก็เพื่อไม่ไห้ตาย (ในฝัน) การตื่นเป็นเรื่องที่สำคัญของมนุษย์เราทุกท่านเพราะเมื่อเราตื่นอยู่ตลอดเวลานั้น จะทำให้เรามีสติ ตื่นรู้ ตื่นเห็น ว่าเราำกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเป็นผู้ที่ตืนอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นเรื่องที่ดีมากๆ เพราะทำให้เรารู้ทราบ มีสติในเรื่องต่างๆ ที่เราปฏิบัติหรือกระทำอยู่ โดยที่การตื่นดังล่าวจะทำให้เราไม่มีโอกาสตายได้ ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า เมื่อเราตื่น เราก็มีสติ เราเกิดปัญญาในการไตร่ตรองการกระทำที่เกิดขึ้น

ดังนั้น ถ้าหากทุกคน ตื่น เราก็จะไม่ตาย ทั้งความฝันและความเป็นจริง แต่การตื่นดังกล่าวจะต้องปฏิบัติให้เป็นการตื่นอยู่ตลอดเวลา โดยตื่นที่ว่า คือ การตื่นตัว ในการเรียน ในการทำงาน ในการปฏิบัติงาน ในการเป็นดนดี เมื่อเป็นเช่นนั้นได้แล้ว การตื่นดังกล่าว ก็เพื่อไม่ตาย และเราก็จะมีแต่ความเจริญก้าวหน้าในเรื่องต่างๆ นั้นเ้อง

มนูญ ศรีวิรัตน์