Nuffnang Ads

วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ยิ่งแข่งก็ยิ่งแพ้

การแข่งขันใดๆ ผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นนั้นมีได้สามอย่าง คือ แพ้ ชนะ หรือ เสมอ การแข่งขันไม่ว่าจะเป็นกีฬา หรือ แข่งขันอย่างอื่นๆ จะต้องมีกติกาสำหรับใช้เพื่อให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้ทราบข้อปฏิบัติข้อบังคับร่วมกัน เพราะถ้าหากผู้เข้าร่วมแข่งขันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกระทำผิดกติกา ย่อมจะกระทบต่อผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น การแข่งขัน ถ้าหากผู้เข้าร่วมแข่งขันยิ่งแข่งยิ่งเป็นผู้ชนะย่อมจะมีความสุขในผลการแข่งขันดังกล่าว แต่กล่าวสำหรับผู้แพ้แล้วนั้นเมื่อยิ่งแข่งมากเท่าใดมีแต่เป็นผู้แพ้ก็ย่อมจะมีความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่มีความสุข ไม่อยากจะลงแข่งขันอีกต่อไป

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นการแข่งขันกีฬา แต่สำหรับชีวิตจริงในการทำงานในการปฏิบัติงาน ถ้ามีการแข่งขันกันก็อาจจะมีผลเช่นกันกับการแข่งขันกีฬา ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยในประเทศไทยต่างแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพการศึกษา โดยมีคณะกรรมการมาประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวไม่สามารถไปประเมินได้ทุกมหาวิทยาลัยเนื่องจากจำนวนมหาวิทยาลัยนั้นมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการประเมินจะต้องมีเข้ารับการอบรมภายใต้กฎเกณฑ์ที่เหมือนกันมาตรฐานเดียวกัน อันจะทำให้การประเมินนั้นมีความยุติธรรมมาตรฐานที่เดียวกันใกล้เคียงกัน เพื่อทำให้ผลการประเมินเกิดการยอมรับ

ในโลกของความเป็นจริงมีการแข่งขันกันมากมาย กล่าวเช่น การแข่งขันทางธุรกิจ การแข่งขันในเรื่องคุณภาพการศึกษา และนอกจากนั้น ยังมีการแข่งขันในการทำงาน การแข่งขันกันในองค์กรหน่วยงาน กล่าวคือ ถ้าหากในองค์กรใดพนักงานต่างแข่งกันแต่งตัว แข่งกันแต่งหน้า แข่งกันอวดร่ำอวดรวยใช้ในสิ่งที่ของอุปกรณ์ที่ฟุ่มเฟือย ไม่มีเงินก็ไปกู้ยืมเพื่อได้มาซึ่งที่ต้องการนำไปแข่งกันคนอื่นๆ จะเห็นว่าการแข่งดังกล่าว ยิ่งแข่งยิ่งมีแต่ผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะเกิดขึ้น การแข่งดังกล่าวก็มักจะเกิดความอิจฉาริษยา เกิดความโกรธ เกิดความทุกข์เห็นคนอื่นๆ เด่นเกินหน้าเกินตาเราไม่ได้

ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถเห็นการแข่งขันดังกล่าวได้ในชีวิตประจำวันอีกมากมาย เช่น นักศึกษาหญิงในมหาวิทยาลัยต่างแข่งขันกันแต่งตัวโดยเฉพาะในสมัยนี้ใครสวมใส่กระโปรงยิ่งสั้นยิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองนั้นสวยเป็นที่สนใจของคนอื่นๆ หรือ นักเรียนนักศึกษาต่างแข่งกันในการมีเครื่องโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ หรือ ชีวิตของข้าราชการหลายๆ ท่านต่างแข่งกันมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หากใครไม่มีก็กู้ยืมผ่านสหกรณ์หรือธนาคาร เป็นต้น

โดยข้อเท็จจริงที่เราเห็นหรือทราบกันอยู่ในปัจจุบันนั้น การที่ยิ่งแข่งกันในการใช้ของฟุ่มเฟือยหรือสิ่งของที่ไม่ก่อประโยชน์ที่คุ้มค่า จะเป็นการแข่งขันที่ ยิ่งแข่งยิ่งมีแต่ผู้แพ้ ซึ่งหมายความว่า เราใช้เงินใช้ทองใช้ทรัพย์สมบัติที่เรามีอยู่หรือไปกู้ยืมมานั้นไม่สมเหตุสมผลไม่เหมาะสมไม่ถูกไม่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งบางคนก็ทำการกู้ยืมเงินเรียน (ที่เรียกว่า กยศ.) ยิ่งกู้ยืมเงินเรียน และยิ่งขอเงินคุณพ่อคุณแม่มาใช้ในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่บางท่านก็อาจจะไปทำการกู้ยืมเงินมาให้ลูกๆ เพื่อแข่งขันกันในการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมหรือซื้อสิ่งของที่ไม่คุ้มค่า

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากนักเรียนนักศึกษาเหล่านั้นมาร่วมกันแข่งประหยัดในเรื่องการแต่งตัว การใช้สิ่งของที่ไม่เหมาะไม่ควรสำหรับชีวิตนักเรียนนักศึกษา หรือ เรื่องอื่นๆ แล้วก็ จะสามารถทำให้ การแข่งดังกล่าว กลายเป็น ยิ่งแข่ง ยิ่งแต่มีผู้ที่ชนะ เป็นผู้ที่ชนะทุกคนทั้งคุณพ่อคุณแม่ ทั้งตัวเราเอง ทั้งเพื่อนๆ ที่รอบข้างตัวเรา

การแข่งขันอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่สามารถมองเป็นรูปธรรมได้ คือ การแข่งกันมีอำนาจ เพราะอำนาจเป็นสิ่งที่ทำให้คนๆ นั้นสามารถจะดลบันดาลสิ่งที่ต้องการได้หลายๆ เรื่อง บางเรื่องอาจจะไม่ถูกไม่ควรก็ได้ ยิ่งแข่งกันมีอำนาจก็ยิ่งจะเกิดการแย่งกันมาก เนื่องจากอำนาจมีจำนวนไม่มาก ในหน่วยงานใดๆ ผู้อำนาจสูงสุดในหน่วยงานองค์กรนั้นสามารถที่จะได้รับการนับถือ ได้รับเอาอกเอาใจจากผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะถ้าหากกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจแล้ว ผู้นั้นอาจจะเดือดร้อนก็ได้

ดังนั้น ยิ่งแข่งกันมีอำนาจ ยิ่งมีแต่แพ้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งกันมีอำนาจด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วิธีการที่ใช้พลังเกินขอบเขตเกินกติกาที่กำหนดไว้ ผลที่เกิดขึ้นย่อมมีแต่แพ้ ถึงแม้จะเป็นผู้ชนะที่มีอำนาจ แต่ก็เป็นผู้แพ้ในสัจธรรมความจริง เป็นผู้ชนะที่ไม่ยั่งยืน

แต่อย่างไรก็ดี ยิ่งมีสิ่งหนึ่งที่ยิ่งแข่งยิ่งไม่มีทางแพ้ คือ การแข่งกันทำความดี ยิ่งแข่งกันทำความดี ยิ่งจะเกิดสิ่งที่ดีๆ ต่อคนรอบข้างต่อครอบครัวต่อองค์กรหน่วยงาน และประเทศชาติของเราในที่สุด ซึ่งก็จะเป็นการ ยิ่งแข่งยิ่งชนะ และเป็นการชนะที่ยั่งยืนตลอดไป

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อิ่มใจ

วันก่อนเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเรื่อง บทบาทของกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อการปฎิรูปอุดมศึกษาไทย ณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กรุงเทพฯ โดยองค์ปราฐก ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ท่านได้กล่าวคำหนึ่งที่ประจำใจ คือ คำว่า อิ่มใจ
เมื่อผู้เขียนได้ฟังแล้วมีความรู้สึกว่าจะต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้เพื่อให้ท่านผู้รู้ทั้งหลายได้ช่วยกันขยายความและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

ครับ แน่นอนเราคนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่ คนแก่คนเฒ่าชรา ล้วนจะต้องมีความรู้สึกอย่างยิ่งในทุกๆ วัน ทุกๆ ช่วงของเวลา นั่นคือ ความหิว และเมื่อเราหิวเราก็จะบรรเทาความหิวใครมีทรัพย์มากก็ได้รับประทานอาหารที่ดีๆ จำนวนมากๆ ใครที่มีกำลังทรัพย์น้อยก็ได้รับประทานอาหารที่มีจำนวนน้อยตามสัดส่วนของทรัพย์ที่มีอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนได้รับหลังจากการรับประทานอาหาร คือ ความอิ่ม หรือ อิ่มข้าว เมื่อเราอิ่มไม่ว่าจะยากดีมีจนหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใด เราก็ไม่สามารถที่จะรับประทานอาหารได้อีก (แต่ก็อาจจะมีบางคนที่เราเคยได้ยิน คือ ชูชก เท่านั้น ที่อิ่มแล้วยังกินจนตัวเองท้องแตกตายในที่สุด)

อิ่มที่ได้เกริ่นนำตามข้างต้นนั้น เป็นอิ่มใจ น่าจะเป็นความรู้สึกที่ว่า เมื่อเราทำอะไรลงไปแล้วตัวตนของเรา จิตใจของเรามีความรู้ว่า มันเป็นการกระทำที่มีความสุขเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสก็ยังมีความอยากที่จะกระทำเรื่องดังกล่าวอีกสักครั้ง ตัวอย่างเช่น ผู้ชายคนหนึ่งเขาเดินเข้าไปที่โรงพยาบาลเพื่อบริจาคโลหิตโดยไม่ได้คิดอะไรมากมาย มีความรู้สึกเพียงแต่ว่า การบริจาคโลหิตเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่วันนั้นเป็นวันที่พิเศษมากเพราะเนื่องจากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นและมีผู้ที่ต้องการโลหิตของเขาซึ่งเป็นกรุ๊บเลือดที่หายาก ปรากฏว่าผู้ที่ประสบอุบัติเหตุนั้นรอดชีวิตจากการบริจาคโลหิตดังกล่าว ทำให้ผู้ชายคนนั้นมีความรู้สึกที่มีความสุข มีความรู้สึกอิ่มใจเป็นอย่างมาก

อิ่มใจ ความอิ่มใจ จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราทำอะไรลงไปโดยไม่ได้หวังผลตอบแทน และผลการกระทำดังกล่าวนั้นทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนทั้งใกล้ชิดรอบข้างหรือผู้คนอื่นๆ โดยการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่บริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง ซึ่งถ้าหากในครอบครัวของเราต่างคนต่างต้องการให้มีความอิ่มใจเกิดขึ้น องค์กรของเราต้องการให้ทุกคนมีความอิ่มใจเกิดขึ้นมากๆ ถึงแม้ว่าเราจะอิ่มแล้ว แต่ก็ยังอยากจะกระทำต่อไป ไม่เหมือนกันกับการอิ่มข้าว ที่สามารถรับประทานต่อได้อีก ด้วยเหตุนี้ อิ่มใจ เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะทำให้เกิดขึ้นและถึงแม้อิ่มใจแล้ว ก็ยังจะสามารถอิ่มได้อีกไม่มีวันเบื่อไม่มีสิ้นสุดลงได้

ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราทุกคนในสังคมทุกสังคมเรามาช่วยกันหิวในการสร้างกระทำความดีด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วมโดยที่เราไม่หวังผลใดๆ ทั้งสิ้น และเชื่อได้เลยว่าหากที่ใดสังคมใด เกิดความอิ่มใจมากๆ แล้ว สังคมนั้นจะมีแต่ความสุขและเป็นความสุขที่เรานั้นต้องการจะเกิดความหิวต่อไปอีก เพื่อให้สามารถอิ่มใจอย่างไม่มีวันจบสิ้น ก็ขอให้ทุกท่านได้มาลองหิวเพื่ออิ่มใจตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
มนูญ ศรีวิรัตน์

เรื่องของผม

เรื่องของผม เป็นเรื่องที่สูงที่สุดของมนุษย์เรา เพราะร่างกายของเราส่วนที่อยู่บนสุดเหนือสุด คือ ผม
อันผมนี้แหละครับที่เป็นสิ่งที่เราทุกคนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตั้งแต่เด็กแรกเกิดเราก็มีพิธีโกนผมไฟ (ซึ่งรายละเอียดผู้เขียนก็ไม่สามารถรู้เหมือนกันว่า เขาโกนผมไฟ ไปเพื่ออะไร) พอเราเข้าโรงเรียนประถมมัธยมต่างก็มีกติกาว่าจะต้องตัดผมทรงนักเรียน นักเรียนทุกคนก็จะต้องทำตามที่กติการะเบียบของโรงเรียนต่างๆ ที่วางไว้ ซึ่งอาจจะมีนักเรียนมากบคนที่มีความรู้ว่าอยากจะแหกกฎเกณฑ์ดังกล่าว อาจจะมีความรู้สึกเพราะว่าต้องการที่จะเป็นผู้ใหญที่ไว้ทรงผมอะไรก็ได้ และหลังจากจบมัยธมเข้าสู่วันอุดมศึกษาที่นี้นักศึกษาทุกคนมีความอิสระที่ไว้ทรงผมอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้คนอื่นๆ เขาเดือดร้อน บางคนก็ยาวมากๆ บางคนก็ไว้ทรงผมแปลกๆ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับตัวเอง



ดังนั้น จะเห็นว่าเรื่องของผมนั้นมีหลายหลากมากมาย ทั้งการบำรุงรักษา ทั้งการออกแบบทรงผม ทั้งการทำอย่างไงที่จะทำให้ผมอยู่กับตัวของเรานานๆ ดกดำเส้นผมไม่หงอกบาง เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนเรานั้นให้ความสนใจและใส่ใจเรื่องของผมเป็นอย่างมาก



แต่เรื่องผม ที่กล่าวไว้ข้างต้น กับเรื่องของผมต่อไปนี้ เป็นคนละเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น เรื่องของผมในที่นี้ คือ เรื่องของผม ที่หมายถึง การที่ผู้ชายคนหนึ่งทำงานในองค์กรหน่วยงานใดๆ ก็ตามแต่ การทำงานของเขา เขาไม่ได้สนใจกฎข้อบังคับ ระเบียบแบบแผนที่กำหนดไว้ให้ปฏิบัติ เขามักจะทำงานตามใจของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เขามักจะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คนอื่นๆ ทำอะไรจะผิดไปหมด แต่สำหรับตัวเขานั้นเขามีความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและทุกคนจะต้องทำตาม และที่สำคัญคือ ทุกครั้งเขามักบอกผู้คนที่ทำงานร่วมว่า เป็นเรื่องของผม นั้นหมายว่า เรื่องของผมดังกล่าว เป็นสิ่งที่เพื่อนร่วมงานอาจจะมีความรู้สึกไม่ดีต่อการทำงานร่วมกันได้ เพราะการทำงานเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังคนเดียว เราจะต้องทำงานภายใต้กฎกติกาขังคับ ระเบียบ กฎหมาย ที่ทุกคนได้เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งจะทำให้การทำงานนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความถูกต้องมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อองค์กรมากที่สุด



ถ้าหากสุภาพบุรุษทุกคนสามารถที่จะไม่สนใจเรื่องของผมลงไปได้ เพราะผมมันก็เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบที่ปกคลุมศรีษะไม่ได้ได้รับความร้อนจากแสงแดดมากเท่านั้น เราจะหลบเลี่ยงแสงแดดด้วยวิธีการอื่นๆ ก็ได้ และที่สำคัญถ้าหากว่าท่านสุภาพบุรุษไม่สนใจทำแต่ในเรื่องผมจนมากมายในการทำงาน ไม่ปฏิบัติงานในลักษณะเป็นเรื่องของผม แล้วการทำงานต่างๆ ในหน่วยงานจะได้รับความร่วมมือกับเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างมาก



ดังนั้น เราอย่าให้เกิดเรื่องของผม ในองค์กร หน่วยงานต่างๆ นะครับ เพราะเมื่อไรก็ตาม เรื่องของผม เกิดขึ้นกับสุภาพสตรีในองคกร หน่วยงานแล้วละก็ จะเกิดความโกลาหลเป็นอย่างมาก เพราะผมของสุภาพสตรีนั้นยาวมากๆ และยุ่งมากๆ และถ้าหากเราไม่ต้องการให้เกิดเรื่องของผม เราก็พยายามอย่าไปสนใจผมให้มาก ตัดมันทิ้งไปบ้าง ตัดมันให้สั้นๆ มันจะเป็นทรงไหนก็แล้วแต่มัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เรื่องของผมจะไม่เกิดขึ้น และเราก็จะทำงานร่วมกันภายใต้กฎกติา ระเบียนแบบแผนที่กำหนดไว้ และจะทำให้เราทุกคนมีความสุขในการทำงาน
มนูญ ศรีวิรัตน์

ไม่ถึงเวลาก็ไม่ควร จะได้ จะมี จะเป็น

ในการทำงานใดๆ ก็ตามแต่ปัจจัยเรื่องของเวลาเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเวลาเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าการทำงานใดๆ นั้นจะสำเร็จตามเวลาที่กำหนดหรือไม่ เวลาสิ่งที่ถูกสมมติขึ้นมาว่าให้มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด และเมื่อเรานำช่วงที่แตกต่างช่วงที่ห่างระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดในการทำงานเราก็จะทราบว่าเราใช้เวลาไปเป็นจำนวนเท่าไร เวลาเป็นสิ่งที่ทำให้เราจะต้องทำในสิ่งต่างๆ เช่น การกำหนดเวลาตื่นนอน การกำหนดเวลาเข้านอน การกำหนดเวลาเข้าเรียนในรายวิชาต่างๆ เป็นต้น ซึ่งการกำหนดเวลาดังกล่าวนั้นเป็นการกำหนดในแต่ละวัน แต่ถ้าหากเรากำหนดช่วงที่ยาวมากยิ่งขึ้น ก็จะกลายเป็นเวลาช่วงสัปดาห์ ช่วงเวลาเป็นเดือน ช่วงเวลาเป็นไตรมาส ช่วงเวลาเป็นปี ช่วงเวลาเป็นทศวรรษ ช่วงเวลาเป็นศัตวรรษ หรือมากกว่ากว่าก็แล้วแต่การกำหนดสมมติขึ้นมา
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับเวลานั้น ก็มีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับการไม่ถึงเวลาที่กำหนด เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย และถ้าหากกระทำลงไปก็จะเป็นการผิดกติกา ผิดกฎที่มีการตั้งไว้ ตัวอย่างเช่น การแข่งขันวิ่งระยะต่างๆ ที่กรรมการผู้ตัดสินจะกำหนดให้เตรียมพร้อมเพื่อออกตัว ซึ่งจะมีการกำหนดให้ออกวิ่งพร้อมๆ กัน ถ้าหากนักกีฬาคนใดออกตัวก่อนก็จะเป็นผู้กระทำผิดกติกาและจะต้องถูกลงโทษตามที่กำหนดไว้ นอกจากการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ ที่กำหนดผลแพ้ชนะเกี่ยวกับการใช้เวลาแล้ว ยังมีอีกหลายประการที่เกี่ยวข้องกับการไม่ถึงเวลาที่กำหนด เราลงมือกระทำหรือปฏิบัติก่อน จะเป็นการที่ไม่สมควรและไม่เหมาะสม

จากที่ยกตัวอย่างที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะที่ควรแล้ว การกระทำของเราไม่เหมาะสมอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นธรรมชาติ กติกา ประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้กำหนดไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากเราลงมือกระทำไปก่อนก็อาจจะเกิดความเสียหายเกิดขึ้นไม่มากก็น้อย และที่สำคัญ คือ งานบางอย่าง หน้าที่บางอย่าง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เวลามาเกี่ยวข้อง เวลาดังกล่าว มักจะถูกเรียกว่า ประสบการณ์ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นว่างานหลายๆ อย่างหลายประเภทจำเป็นจะต้องใช้ผู้มีประสบการณ์มาก่อน ซึ่งเราจะเรียกว่า ไม่ถึงเวลาก็ไม่ควรจะเป็น
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอาจจะต้องการอยากได้อยากมีอยากเป็นก่อนเวลาอันควรและก่อนเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เราเกิดความทุกข์เกิดกิเลสเกิดความอยากอันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลย เวลาที่เราไม่ได้ในสิ่งดังกล่าวแล้ว ย่อมทำให้เรามีความรู้สึกว่าเราต้องทำให้ได้ เราต้องมีให้ได้ เราต้องเป็นให้ได้ แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า การอยากได้ อยากเป็น อยากมี ก่อนเวลาที่ควรจะเป็นนั้น ล้วนทำให้เกิดความไม่เหมาะสมตามมาเช่นกัน ดังตัวอย่างเช่น เด็กชั้นประถมมีความต้องการได้จะได้ใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ที่ทันสมัย เด็กมหาวิทยาลัยต้องการจะมีครอบครัวต้องการจะมีคู่ครองก่อนเวลาอันควร อาจารย์มหาวิทยาลัยที่พึ่งสำเร็จการศึกษามาใหม่ต้องการเป็นผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย เป็นต้น
ดังนั้น การจะได้ จะมี จะเป็น เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเราหรือคุณสมบัติของตัวเรา ก็อาจจะทำให้การได้ การมี การเป็น ในเรื่องใดๆ นั้นก็ย่อมไม่เหมาะสมไม่ถูกต้องไปด้วย ด้วยเหตุนี้ ตัวเราเองก็ควรจะต้องประเมินตัวเองว่าเวลาขณะนั้นเราสถานภาพอย่างไร มีคุณสมบัติอย่างไร เพียงพอที่จะได้ จะมี จะเป็น หรือไม่ ซึ่งถ้าหากเป็นเวลาที่เหมาะสมตัวเราแล้ว การได้ การมี การเป็น ก็จะเหมาะสมไปด้วยมนูญ ศรีวิรัตน์

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อตด. (เอาแต่ได้)

คำย่อโดยส่วนมากมักจะมีเพียง 3 ตัวอักษร ผู้เขียนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรกัน เนื่องจากที่เห็นและได้ยินอักษรย่อที่ใช้เรียกแทนก็มักจะพบเห็นเป็น 3 ตัว เช่น BBC CNN NEC JVC KFC KTB JBP BMW ภาษาไทยก็อาจจะเป็น กกต. ศอฉ. สกอ. กพร. สมศ. และอื่นๆ อีกมากมาย

แล้วเกี่ยวอะไรกันกับเรื่อง อตด. (เอาแต่ได้)


เอาแต่ได้ เป็นเรื่องทีเรามักจะได้ยินในกรณีสำหรับเรื่องที่ไม่ดี มีแต่แง่ลบ เพื่อให้เห็นภาพหรือมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ขออนุญาตนำเสนอ เรื่องต่อไปนี้


เรื่องก็มีอยู่ว่าในห้องเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 แห่งหนึ่ง ห้องเรียนดังกล่าวมักจะถึงเรียกว่า ห้องคิง เป็นห้องสำหรับเด็กเรียนเก่งมาอยู่เรียนร่วมกัน ในห้องนี้มีนักเรียนหลายคนที่สนใจแต่เรื่องเรียนที่โรงเรียน และเรียนพิเศษทั้งตอนเย็นเลิกเรียน และวันเสาร์ วันอาทิตย์ สรุปง่ายๆ คือ ไม่มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นเลย นอกจากเรียน และห้องเรียนนี้ มีนักเรียนคนหนึ่งที่ไม่สนใจเพื่อนๆ เลย วันๆ นอกจากเวลาเรียนในชั่วโมงแล้วเขาอ่านแต่หนังสือ เวลาที่เพื่อนรู้อะไรเขาก็ต้องถามเพื่อนเพื่อให้ตัวเองรู้ ในทางตรงกันข้ามเวลาเพื่อนๆ ถามอะไรเขามักจะบอกว่าไม่รู้


อีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ทำงานแห่งหนึ่ง หน่วยงานแห่งนี้มีสุภาพสตรีเป็นจำนวนมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยในแต่ละเดือนหน่วยงานนี้มักจะมีการจัดเลี้ยงในโอกาสต่างๆ ซึ่งการเลี้ยงเป็นการใช้งบประมาณกลางของส่วนรวม ทุกครั้งเมื่อจะใกล้สิ้นสุดเวลาของงานเลี้ยง จะมีคนๆ หนึ่งที่มักจะบอกทุกคนว่า "คงจะไม่มีใครสนใจในอาหารที่เหลือนะ เราขอเอากลับไปให้แมวที่บ้านนะ" แต่ที่สำคัญคือ อาหารบางอย่างยังไม่มีการทานเลยและสามารถที่นำเก็บไว้ทานในวันต่อไปได้ คนๆ นี้ก็ไม่สนใจขอห่อกลับบ้านทุกอย่าง


จากตัวอย่างที่กล่าวมาก เราจะเห็นว่า การกระทำดังกล่าว ถ้าหากเราเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวก็อาจจะไม่เดือดร้อนเท่าไรนัก เพราะมันก็ไม่ม่ผลกระทบอะไรกับเราเลย อย่างไรก็ดี ถ้าบุคคลดังกล่าวเขามีนิสัยหรือการกระทำที่กระทำแบบนี้กับทุกเรื่องๆ ไป จะเกิดอะไรขึ้น ลักษณะการกระทำดังกล่าว บางครั้งมักถูกเรียกว่า "เอาแต่ได้" นั่นคือ เอาประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ไม่สนใจคนอื่นๆ ว่าจะเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากหน่วยงานของเรา องค์กรของเรา มีบุคคลประเภทดังกล่าวจำนวนมากๆๆๆๆๆ จะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนครับ จะเกิดการเอาประโยชน์ส่วนตนมากๆๆๆๆ และประโยชน์ส่วนรวมก็จะไม่มีเลย ไม่เกิดขึ้นเลย
คำว่า เอาแต่ได้ และคำว่า ได้แต่เอา มีความหมายไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน ได้แต่เอา นี่ผู้เขียนก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไร แต่ในวันนี้ ขอกลับมาสำหรับคำว่า "เอาแต่ได้ หรือ อตด." ทำไมถึงเกิดอาการเอาแต่ได้ หรือ เกิดการกระทำเอาแต่ได้ ที่เป็นอย่างนั้น เพราะว่าบุคคลนั้น ไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของผู้คนรอบข้าง ไม่ได้สนใจความรู้สึกความนึกคิดของคนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ตัว คือ ไม่ได้มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ได้เอาความรู้สึกคนอื่นมาใส่ความรู้สึกของเรา ซึ่งถ้าหากใครฝึกปฏิบัติการเอาใจเขามาใส่ใจของเราบ่อยๆ ครั้ง รับรองและเชื่อได้ว่า จะไม่สามารถเกิดอาการที่เรียกว่า "เอาแต่ได้"

เมื่อไรก็ตาม ที่เราไม่สนใจคนอื่นคนรอบข้าง ตัวเราเองอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับคนอื่นคนรอบข้างนั้นพวกเขามีความรู้สึกอย่างแน่นอน ว่า คนที่ไม่สนใจคนอื่นไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นคนประเภทที่ไม่ควรจะเข้าใกล้ ไม่ควรที่จะร่วมสนทนา ถ้าเป็นอย่างนั้น นานๆ ไป คนที่เอาแต่ได้ก็จะไม่มีเพื่อนแท้ ไม่มีมิตร จะทำอะไรก็ยากที่จะมีผู้ช่วยเหลืออย่างจริงใจ ก็ขอให้ผู้เป็นคนเอาแต่ได้ หรือ คิดว่าตนเองเข้าข่ายเป็นคนเอาแต่ได้ ลองกลับมาทบทวนตัวเอง ตัวเราเองว่าเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ดี ถ้าหากเราในครอบครัว ในหมู่บ้าน ในหน่วยงาน ในองค์กร ในอำเภอ ในจังหวัด ในประเทศ ต่างก็มาร่วมกันเอาแต่ใจในเรื่องการทำความดี ย่อมจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วมในที่ต่างๆ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว การเอาแต่ได้ในการทำความดีก็พลอยทำให้เกิดความสุขในทุกแห่งหนได้ เรามาเริ่มเป็น คนเอาแต่ได้ในการสร้างความดีตั้งแต่วินาทีเป็นต้นไป
มนูญ ศรีวิรัตน์




วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ความสว่าง และ ความมืด (ครู)

ความสว่าง และ ความมืด เราทุกท่านต่างรู้จักต่้างสัมผ้สอยู่เป็นประจำทุกวัน สำหรับแสงสว่างกับความมืดมนมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร โดยธรรมชาติไม่รู้เป็นมากี่ร้อยล้านล้านปีที่ผ่านมา เราจะเห็นว่า แสงสว่างและความมืดเป็นสิ่งที่คู่กันเป็นที่เรียกว่า กฎธรรมชาติ เมื่อมีสว่างก็ย่อมมีมืด แต่อย่างไรก็ดี บางสถานที่ทั้งแสงสว่างและความมืดมันก็อยู่ด้วยกัน เพียงแต่ว่า อันไหนมันจะมากกว่ากันเท่านั้น ถ้าหากที่ใดมีแสงสว่างมากกว่าความมืด ที่นั้นก็จะทำให้เรามีความรู้สึกว่ามันสว่าง ในทางตรงกันข้ามในทีใดที่มีความมืดมากกว่าความสว่าง เราก็จะรู้สึกว่าที่นั้นมันมืด (ทั้งที่ความเป็นจริง มันอยู่ผสมกัน ครับ) ข้อดีของความสว่างหรือแสงสว่าง คือ มันทำให้เรามองเห็นสิ่งของ วัตถุ ต่างๆ แต่บางครั้งถ้ามีแสงน้อยๆ เราก็สามารถที่จะมองเห็นเช่นกัน แต่จะต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วย (ที่เรียกว่า กล้องอินฟาเรด อะไรทำนองนั้น)

ครับ ชีวิตของคนเราบางครั้งมันอาจจะมืดมน แต่อย่างไรก็ดี อีกสักหน่อยอีกสักพักมันก็ย่อมจะกลับมาสว่างมีแสงสว่างขึ้นมาอย่างแน่นอน

ที่นี้ เรามาต่อกับ คำว่า แสงสว่าง กับ ความมืด มันมีคำ สันสกฤต ที่เกี่ยวข้องกับ คำดังกล่าว เป็นดังนี้ แสงสว่าง จะมาจากคำว่า คุ และ ความมืดมน จะมาจากคำว่า รุ เมื่อเราเอาทั้งสองคำสันสกฤตดังกล่าวมารวมกัน ก็จะเป็น คุรุ ซึ่งก็เป็นคำที่เราคุ้นๆ กันดี คือที่มาของคำว่า ครู

ดังนั้น ครู ก็มีที่มาแล้ว คือ มาจาก คุรุ และ คุ กับ รุ ก็มีที่มาตามข้างต้น ครู จึงเป็นผู้ที่มีทั้งแสงสว่างและความมืด กล่าวให้ง่ายๆ ขึ้น คือ ครู เป็นผู้ที่นำแสงสว่างมาเพื่อขจัดความมืดให้กับลูกศิษย์ ให้ลูกศิษย์ได้พบได้มองเห็นกับสิ่งที่ดีๆ ช่วยชี้แนะ ช่วยให้ข้อคิด ช่้วยให้ความรู้สำหรับการใช้ชีิวิตการประกอบอาชีพ ครูเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากๆ สำหรับเราไม่ว่าเป็นเด็ก เป็นผู้ใหญ่ เพราะเราทั้งหมดต่างก็ถูกสั่งถูกสอนให้เป็นคนดี ให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถได้ก็เพราะ ครู จึงเป็นที่มาที่เราเรียกว่า คุณครู (เนื่องจากสิ่งที่ครูทำให้เรานั้น มันมีแต่คุณทั้งนั้นเลย ครับ)

เราทุกคนที่เกิดมาผู้เขียนคิดว่า เราเป็น ครู ได้ทั้งนั้น เพราะท่านจะต้องเคยนำแสงสว่างขจัดความมืดให้ใครบางคน ซึ่งบางคร้งก็อาจจะเป็นตัวเราเองที่เคยนำแสงสว่างมาขจัดความมืดให้ตัวของเรา โดยใช้ความคิดที่สงบมีสติ บอกเตือนตัวของเราเองว่า อะไรที่เคยผิดพลาด เราจะไม่ทำอีกนะ อะไรที่เราเคยหลงทางไปในทางที่ผิดแล้วเราจะไม่ไปทางนั้นอีก ดัวยเหตุนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เราเป็น ครู สำหรับตัวเราได้ เมื่อเราเป็นครูได้ เราก็ย่อมจะสามารถชี้แนะให้คนอื่นๆ ได้ (นำแสงสว่างไปให้เขา ชี้แนะเขาโดยประสบการณ์ของเรา ความรู้ที่เรามีอยู่)

เราเกิดมาจนถึงชีวิตในวันนี้นั้น ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนมีครูหลายๆ ท่าน (เริ่มตั้งแต่พ่อแม่) บุญคุณของครูยิ่งใหญ่มากๆ อย่างที่กล่าวมา ท่านใดที่มีครูเคยสั่งสอนเรามา หากมีโอกาสก็กลับไปเยี่ยมท่านหรือมีโอกาสติดต่อท่านไม่ว่าจะเป็นหนทางใด (จดหมาย E-mail Social Networksอื่นๆ) ที่สำคัญคือ อยากเชิญชวนทุกท่านร่วมกันได้โปรดพิจารณาบอกคุณครูของท่านสั้นๆ ว่า "ขอบพระคุณ ครับ ขอบพระคุณ คะ" สำหรับการนำแสงสว่างมาสู่ชีวิตของเราในวันนี้และที่ช่วยขจัดให้ความมืดมนออกจากชีิวิตของเรา

แสงสว่างในชีวิตเป็นเรื่องที่หาได้ไม่ยาก แต่ความมืดมนมันจะเข้ามาหาเราได้ง่าย ดังนั้น การที่่จะให้มีแสงสว่างสำหรับชีวิตเรา เราสามารถเริ่้มได้ที่ตัวเราและด้วยความตั้งใจที่จะหาแสงสว่างซึ่งเมื่อตั้งใจแล้วรับรองได้ว่าท่านจะได้แสงสว่างไว้ค่อยขจัดความมืดในชีิวิตของท่านอย่างแน่นอน ธรรมชาติมันมีทั้งสว่างและมืด แต่เมื่อไรก็ตาม เราสามารถที่จะทำให้ตัวของเรามีความสว่างมากกว่าความมืดอยู่ตลอดเวลา เราก็จะสามารถเป็น ครู สำหรับตัวเราเอง และเป็นครูที่ดีๆ สำหรับคนรอบข้าง และในที่สุดทุกคนก็จะเรียกเราว่า คุณครู

มนูญ ศรีวิรัตน์


มอง แต่ไม่เห็น หรือ เห็น แต่ไม่มอง

มนุษย์เราสามารถมีประสาทสัมผัสอันหนึ่งที่ทำให้เราได้รู้ลักษณะของวัตถุที่เป็นทั้งสัตว์ คน สิ่งของ หรืออื่นๆ ทั้งในลักษณะหนึ่งมิติ สองมิติ และสามมิติ ซึ่งการรู้รับลักษณะดังกล่าวจะสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสองลักษณะ คือ มอง หรือ เห็น

มอง เป็นลักษณะของการที่เรารับรู้ลักษณะของวัตถุ สัตว์ สิ่งของ หรืออื่นๆ ที่อาจจะเป็นเพียงไม่ใส่ใจ

เห็น เป็นลักษณะของการที่เรารับรู้ลักษณะของวัตถุ สัตว์ สิ่งของ หรืออื่นๆ ที่เป็นการใส่ใจ ให้ความสนใจ

(หรือ นิยามข้างต้นอาจจะผิดก็ได้นะครับ เป็นเพียงความรู้สึกของผู้เขียนเท่านั้น)

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้มีความชัดเจนเกี่ยวกับการมองและการเห็น ในห้องเรียนขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นักศึกษาบางคนนั่งอยู่ในห้องได้แต่มองไปที่อาจารย์หน้าห้องโดยไม่สนใจเนื้อหาที่อาจารย์สอนบนจอภาพขนาดใหญ่ แต่นักศึกษาส่วนใหญ่นั้นได้เห็นว่าอาจารย์ผู้สอนกำลังสอนอะไรเห็นข้อความที่ปรากฏ เห็นว่าอาจารย์กล่าวถึงเรื่องอะไร ซึ่งเรื่องดังกล่าว นักศึกษาบางส่วนที่ได้แต่มองและไม่เห็น นักศึกษาส่วนใหญ่ได้เห็นและมองด้วย ดังนั้น โดยทั่วๆ ไป แล้ว การมอง การเห็น มีด้วยกันหลายลักษณะดังนี้

ได้แต่มอง และไม่เห็น
ได้แต่มอง และเห็น
ได้แต่เห็น และไม่มอง
ได้แต่เห็น และมอง

จากข้างต้น เราจะเลือกแบบไหน แต่ถ้าจะให้ดี เราทุกคนควรจะฝึกหรือกระทำในรูปแบบ ได้แต่มองและเห็น หรือได้แต่เห็นและมอง เพราะเมื่อไรก็ตามที่เรามองแล้วเห็น หรือ เห็นแล้วมอง ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ตัวอย่างเช่นถ้าหากนักศึกษาในห้องเรียนเมื่อมองแล้วเห็น นั้นหมายความว่า นักศึกษาได้รับรู้ทุกอย่างที่ปรากฏต่อหน้าต่อดวงตาได้อย่างเข้าใจและถูกต้องสามารถที่จะตัดสินใจเรื่องที่มองแล้วเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี โดยส่วนมากบางครั้งเราได้แต่มองเท่านั้น ได้แต่มอง คือ ไม่สามารถจะทำอะไรได้ในเรื่องนั้น เช่น เราได้รับรู้อยู่ในเหตุการณ์ของการวิ่งราวทรัพย์ แต่เราได้แต่อยู่เฉยๆ ไม่รู้สึกว่าจะต้องทำอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา ดังนี้แล้ว จะเป็นลักษณะที่ ได้แต่มอง ด้วยเหตุนี้ หากคนไทยทุกคนได้แต่มองเกี่ยวกับความแห้งแล้งของประเทศไทยของเรา ได้แต่มองเกี่ยวกับความปรองดองของคนในไทย ได้แต่มองเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงานของประเทศ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว ย่อมจะเกิดความเดือดร้อนอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากคนไทยทุกคนได้แต่เห็นเกี่ยวกับปัญหาของประเทศร่วมกัน เชื่อได้ว่าปัญหาด้านต่างๆ ที่เราเห็นนั้น จะสามารถถูกแก้ไขร่วมกัน

ที่ผ่านมาบางครั้ง หรือ หลายๆ ครั้ง เราอาจจะมีความรู้สึกว่า ได้แต่มอง แต่ถ้าหากมาลองปฏิบัติฝึกฝน ให้เป็นการ ได้แต่เห็น นั้นหมายความว่า เราใส่ใจในสิ่งที่เรารับรู้รับทราบได้สัมผัสได้รับรู้ผ่านดวงตาด้วยสติด้วยความตั้งใจ การได้แต่เห็นดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อการเรียน การศึกษา การทำงานอย่างมหาศาล เพราะการเห็นดังกล่าวหากเป็นเห็นด้วยจิตใจที่ตั้งใจที่ใส่ใจ จะก่อเกิดความเข้าใจในเรื่องที่เราเห็น แล้วเราจะสามารถไตร่ตรองประมวลผลผ่านสมองได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สำหรับนักเรียน นักศึกษา เวลานั่งเรียนก็ควรจะฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มี เห็น มากกว่า มอง ในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ผู้สอนได้มอบให้เราในแต่ละชั่วโมงสอน สำหรับผู้คนที่ทำงานในบริษัทองค์กรใดๆ ก็ควรจะฝึกให้ตัวเองเป็นคนที่ เห็น มากกว่า มอง เช่นกัน คือ เห็นว่าเพื่อนร่วมงานทำงานด้วยความลำบากเราก็ควรจะให้การช่วยเหลือ ไม่ใช่ ได้แต่มอง ถ้าเป็นเจ้านายคนก็เช่นกัน ก็ควรจะเห็นความเหน็ดเหนื่อยของลูกน้องไม่ใช่ได้แต่เอาแต่มอง เมื่อเจ้านายเห็นในส่วนต่างๆ ของลูกน้อง ก็สามารถที่จะเข้าใจลูกน้องเพื่อนร่วมงานได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรมีประสิทธิภาพสูงมากยิ่งๆ ขึ้น

ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่า เราทุกคนคนไทยจะไม่เอาแต่มองซึ่งกันและกันนะครับ เราควรจะเห็นซึ่งกันและกัน เห็นในความเดือดร้อนของเพื่อนคนในชาติ เห็นในความยุติธรรมที่จะต้องมีต่อคนไทยในทุกชนชั้นทุกระดับ แล้วเมื่อเป็นอย่างนั้น สังคมไทย ประเทศไทยของเราจะมีแต่การเห็นตรงกัน มีความเห็นตรงกัน และมีความสุขในที่สุด

มนูญ ศรีวิรัตน์