Nuffnang Ads

วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

หมดหวัง

การแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลทั้งระดับโลกระดับชาติ หรือ ระดับไหนแล้วแต่ เวลาที่อีกฝ่ายหนึ่งยิงประตูขึ้นนำแล้ว เราจะสังเกตสีหน้าของกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายได้อย่างชัดเจนว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก ฝ่ายที่ขึ้นนำสีหน้าหน้าตาจะมีแต่ความสุขยิ้มแย้มสนุกสนาน แต่ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายหนึ่งที่สีหน้ามีแต่ความเศร้าหมอง ไม่มีรอยยิ้ม โดยเฉพาะถ้าหากใกล้หมดเวลาของการแข่งขัน สีหน้าลักษณะต่างๆ ที่แสดงออกมานั้น บ่งบอกถึง ความหมดหวัง ในใจก็อาจจะคิดว่าทีมของตัวเองอาจจะสามารถยิงประตูเพิ่ม ยิงประตูตีเสมอ หรือยิงประตูเพิ่มแซงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แฟนบอลบางคนทนไม่ไหว หมดหวังกับผลการแข่งขันดังกล่าวอาจจะเดินออกจากสนามการแข่งขันไป โดยไม่รอว่าสิ้นเสียงนกหวีดของกรรมการผู้ตัดสินใจจะเกิดขึ้นเมื่อไร จะเห็นว่า อาการหมดหวังนี้ ทำให้ผู้นั้นมีแต่ความทุกข์ในจิตใจ กระวนกระวาย กับเวลาที่ยังเหลืออยู่

จะเห็นว่า จากที่กล่าวมาข้างต้น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการหมดหวังนั้นมีสองประการ คือ หนึ่ง เรื่องเป้าหมาย หรือ จุดประสงค์ หรือ สิ่งที่หวังไว้ และ สอง เรื่องของเวลา ซึ่งทั้งสองปัจจัยนั้นจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับความหมดหวังพอสมควร นั้นหมายความว่า ถ้าหากเราเป้าหมาย จุดประสงค์ สิ่งที่หวังไว้ ความหวังที่สูงเกินความสามารถของเรา โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จที่ตั้งไว้ย่อมมีน้อยมากเช่นกัน เรื่องของเวลาก็เช่นเดียวกันถ้าหากเราตั้งเป้าหมาย จุดประสงค์ หรือสิ่งที่หวังไว้สูงเกิน แต่เวลามีน้อย โอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จก็ย่อมมีน้อยเช่นกัน แต่บางครั้ง ถ้าหากเรายังมีเวลาเหลืออยู่ แต่เรายังไม่บรรลุเป้าหมายหรือสิ่งที่หวังไว้ แต่เรา หมดหวัง ที่จะเดินต่อสู้ต่อไป ณ เวลานั้น จิตใจของเราจะรู้สึกว่า เป้าหมายนั้นมันไกลเหลือเกินเป็นไปไม่ได้

แต่ท่านเชื่อหรือเปล่าว่า เมื่อไรก็ตามที่เวลาของเรายังไม่หมดลงไป ความหวัง (เป้าหมาย สิ่งที่หวังไว้) ก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้ ขอเพียงแต่เราจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่เด็ดเดี่ยว บอกตัวเองอยู่ตลอดเวลาทุกนาที ทุกวินาที ทุกเสี้ยววินาทีว่าเราจะต้องทำให้ได้ ด้วยเหตุนี้ เราเมื่อไรก็ตามที่เราหรือท่านมีความรู้สึกว่าหมดหวังในเรื่องใดๆ (ทั้งที่เวลายังไม่ได้หมด ยังไม่ได้สูญสิ้นลงไป) เราลองมาฝึกจิตใจ ฝึกจิตของเราให้มีความรู้สึกว่า เรายังทำได้ เราจะต้องไปให้ถึง เหมือนกันโฆษณาสินค้าบางประเภทที่บอกว่า เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชนเท่านั้น ซึ่งเวลานั้นไม่เคยหยุดนิ่ง เพียงแต่จิตใจของเรานั้นเองที่หยุดนิ่งไปบางช่วงบางขณะว่า เราหมดหวังแล้ว เราสิ้นหวังแล้ว แต่อย่าลืมว่า นั้นเป็นเพียงช่วงขณะเวลาสั้นๆ มากในจิตของเรา ถ้าหากสั่งจิตของเราว่า เราทำได้ เราจะต้องไปให้ถึง รับรองได้ว่า ความหมดหวัง จะไม่เกิดขึ้น จะมีเพียงความหวังที่เกิดขึ้นมาแทนที่

เราสามารถจะหยุดเวลาได้ทำเวลาให้ช้าลงได้ ถ้าหากเราฝึกจิตของเราให้สติ ความรวมเร็วในการทำงาน ในการปฏิบัติก็ย่อมจะเกิดขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น เป้าหมาย จุดประสงค์ หรือ สิ่งที่เราหวังไว้ ก็สามารถบรรลุได้และประสบความสำเร็จในที่สุด แน่นอนครับการฝึกจิตของเราให้มีสติเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่หากเรามาลองฝึกกันโดยมีความหวัง และบอกตัวเองว่า เราจะไม่มีวันหมดหวังในเรื่องดังกล่าว เชื่อได้เลยว่า ในชีวิตของเรานี้ โอกาสที่จะเกิดความหมดหวังมีน้อยมาก

สำหรับท่านใดที่กำลังหมดหวังในเรื่องใดๆ ในชีวิต ก็ขอให้ลองมาคิดมาฝึกจิตของเราให้บอกตัวเราว่า เวลายังไม่หมด เวลายังมีอีกมาก เวลาที่เหลือ เราสามารถทำได้ และต้องทำให้ได้ ด้วยจิตที่เป็นหนึ่งเดียวในเป้าหมายของเรา ด้วยจิตที่มั่นคงแน่วแน่ ด้วยจิตที่มีสติ ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ เราจะไม่มีวันหมดหวังในชีวิตนี้ วันนี้เป็นต้นไปเราจะบอกตัวเองว่า ในชีวิตนี้ เราจะไม่หมดหวังในเรื่องใดๆ แต่บางครั้งก็อย่า หวังหมดไปทุกอย่างก็แล้วกัน

มนูญ ศรีวิรัตน์

น้ำ และ ใจ

ในช่วงนี้ของทุกปี คือ เดือนพฤษภาคม ถึง มิถุนายน จะเป็นช่วงของเวลาที่มีฝนตกลงมาเพื่อให้ชาวเกษตรกรได้ทำไร่ทำนา บางปีปรากฏว่าฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาลหรือมีปริมาณน้ำฝนที่น้อยก็ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน บางปีถ้าหากมีฝนตกปริมาณมากก็อาจจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนเช่นกันเพราะเกิดน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตรได้ ดังนั้น เราจะเห็นว่าในเรื่องน้ำนั้นจำเป็นที่จะต้องมีปริมาณน้ำที่พอดีพอเพียงต่อการบริโภคใช้สอย น้ำทำให้เรามีความสุขทั้งใช้ดื่ม ใช้ทำความสะอาด และอื่นๆ

ใจ ถ้าหากเป็นสิ่งที่จับต้องได้ คงจะหมายถึง หัวใจ ที่เป็นก้อนๆ ในร่างกายของมนุษย์เรา ซึ่งตามที่ทางแพทย์เขาบอกไว้นั้น ใจ หรือ หัวใจ มีทั้งหมดสี่ห้อง เป็นอวัยวะที่สำคัญในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วน จิตใจ เป็นลักษณะของนามธรรม จับต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกท่านจะต้องมีเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ ใช้ประกอบกับการคิดไตร่ตรอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนมีแตกต่างกันไปตามการฝึกปฏิบัติ ใครที่มีจิตใจที่ดี จะนำมาซึ่ง การกระทำ การปฏิบัติดี ใครที่มีจิตใจไม่ดี ก็จะนำมาซึ่งการกระทำไม่ดี การปฏิบัติในทางที่ไม่ดี

สำหรับ ใจ บางครั้ง เรามักจะเคยได้ยินว่า มีใจ ซึ่งอาจจะหมายถึง เราสนใจในเรื่องนั้นๆ เรามีความตั้งใจในเรื่องนั้นๆ เรามีสติในเรื่องนั้น เรามีเอาใจใส่ในเรื่องนั้นๆ ตัวอย่างเช่น นักศึกษามีใจในการเรียน นักเรียนมีใจในการร้องเพลงเชียร์ เป็นต้น นอกจากนั้น ใจ บางครั้งที่เป็นเรื่องอาจจะไม่ดี ได้แก่ เอาแต่ใจ เช่น ลูกๆ เอาแต่ใจของตนเอง อันหมายถึง ลูกคนนั้นไม่สนใจในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ได้สั่งสอนบอกกล่าว ไม่ฟังคุณพ่อคุณแม่ ไม่ใส่ใจในเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่บอกให้ทำ จะเห็นว่า การเอาแต่ใจ มักจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะคนที่เอาแต่ใจจะมีแต่ความทุกข์ มีแต่กิเลศ มีแต่ความต้องการ มีแต่ความอยาก ที่ไม่มีเหตุผล คนดังกล่าวรู้แต่เพียงว่าต้องการได้ในสิ่งที่ตนอยากได้เท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าการเอาแต่ใจ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์สำหรับทุกๆ คน ทั้งผู้ที่เอาแต่ใจ และผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ถ้าหาก ครอบครัวใด หน่วยงานใด องค์ใด มีแต่คนที่ เอาแต่ใจ จะเกิดแต่ความทุกข์ไม่มีวันที่สิ้นสุด

ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนเพียงต้องการให้ทราบว่า น้ำ และ ใจ นั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ด้วยกันทั้งคู่ แต่บางครั้งก็เกิดโทษได้เช่นเดียวกัน น้ำถ้าหากมีมาก ก็เกิดน้ำท่วมนำมาซึ่งความเดือนร้อนได้เช่นกัน ใจ ถ้าหาก เรามีใจให้กับการเรียน การสอน การงาน รับรองได้ว่าจะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ ในทางตรงข้าม หาก เอาแต่ใจในการเรียน การสอน การงาน รับรองได้เช่นกันว่าจะนำมาซึ่งความทุกข์ ทั้ง น้ำ และ ใจ หากเรานำมารวมกัน ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก คือ น้ำใจ น้ำใจ เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรจะต้องมีและยิ่งมีมากยิ่งดี เพราะ น้ำใจ คือ สิ่งที่เราเอื้อเฟื้อ อาทร เสียสละ ช่วยเหลือให้กับคนรอบข้าง ให้คนที่ใกล้ชิดเรา ให้กับครอบครับ ให้กับหน่วยงาน ให้กับองค์กร ให้กับสังคม ให้กับประเทศชาติ ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีน้ำใจแล้วไม่ว่าจะมากหรือจะน้อยก็แล้วแต่ จะทำให้เรามีความสุข คุณพ่อคุณแม่ พี่น้อง ญาติๆ ของเรา เพื่อนร่วมงานของเรา เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนๆ ในสังคมต่างๆ ของเราจะได้รับแต่ความสุข

ดังนั้น เรามาช่วยกันรณรงค์หาน้ำ รักษาน้ำ อนุรักษ์น้ำ ซึ่งน้ำที่ว่า คือ น้ำใจ ให้ได้มากที่สุดตั้งแต่วันนี้เถอะครับ เมื่อเรามีน้ำใจให้กันและกันแล้ว โลกของเราก็จะชุ่มชื่นไปด้วยน้ำทิพย์ที่พร้อมจะให้ทุกคนได้นำใช้ในการดำรงชีพที่มีแต่ความสุขทั้งกายและใจตลอดกาล

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

กด แล้ว ดัน หรือจะเป็น ดัน แล้ว กด

เราทุกคงจะทราบกันดีนะครับ ว่า กด หมายถึงอะไร กด เป็นลักษณะที่เราใช้กำลังที่มีอยู่ถ่ายน้ำหนักหรือพละกำลังลงวัตถุสิ่งของเป็นจุดๆ ที่เราต้องการ โดยเมื่อกดแล้ววัตถุสิ่งของนั้นจะได้รับการขยายตัวอันเนื่องมาจากพละกำลังดังกล่าว ซึ่งการขยายตัวจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่พละกำลังที่ใช้ไป

ส่วนการ ดัน จะเป็นลักษณะที่เราใช้กำลังที่มีอยู่เช่นกันถ่ายน้ำหนักหรือพละกำลังไปที่วัตถุสิ่งของเป็นบริเวณที่เราต้องการ โดยเมื่อดันแล้ววัตถุสิ่งของนั้นจะได้รับการเคลื่อนที่ไปด้านหน้าด้านหลังด้านบนหรือด้านล่าง จะเห็นว่า กด และ ดัน มีความหมายที่ต่างๆ กัน แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ จะต้องมีการใช้พละกำลัง พลังงาน ในการกระทำทั้งสอง นอกจากนั้น สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่ง คือ จะต้องมีเป้าหมายในการใช้พละกำลังหรือพลังงาน ไม่ว่า จะเป็นจุด หรือ บริเวณ

การกดแล้วดัน หรือ การดันแล้วกด สามารถเกิดขึ้นได้กับหลายเหตุการณ์แต่มักจะเกิดขึ้นกับการใช้พละกำลัง พลังงานกับวัตถุสิ่งของเท่านั้น เช่น การกดเก้าอี้ลงและดันเข้าไปเก็บในที่ใดที่หนึ่ง หรือ การดันกล่องออกมาแล้วกดเก็บลงในที่เก็บ เป็นต้น

แต่ที่ผู้เขียนต้องการที่สื่อให้เห็นและเกิดขึ้นบ่อยๆ เป็น คำติดกัน ระหว่าง กด และ ดัน กลายเป็น กดดัน (ไม่ใช่ ดันกด จะหมายถึง เราทำอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจกดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) คือ คำที่ใช้กับนุษย์กับมนุษย์ ซึ่ง กดดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการของใครๆ เพราะเนื่องจากว่าเมื่อไรที่เราโดยกดดันหรือถูกกดดัน จะหมายถึง เราถูกบังคับให้ต้องกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราจะต้องทำให้สำเร็จตามที่ผู้บังคับ (ผู้กดดัน) เราต้องการ

จะเห็นว่า เมื่อเราถูกกดดันหรือโดยกดดันเราจะมีความรู้สึกว่าเครียด รู้สึกกระวนกระวาย รู้สึกไม่สบายใจ พูดง่ายๆ คือ มีความเป็นทุกข์เกิดขึ้น เอาตัวอย่างง่ายๆ ก็แล้วกัน คือ อาจารย์กดดันในนักเรียน นักศึกษาจะต้องส่งการบ้านหรืองานให้ตามเวลาที่กำหนด หรือ คุณพ่อคุณแม่กดดันเราให้เรียนได้เกรดสูงๆ หรือ เจ้านายที่ทำงานกดดันให้ลูกน้องทำงานให้แล้วเสร็จภายในเวลาเร็วที่สุด เป็นต้น

เราทุกคนที่เกิดมาล้วนเคยเป็นทั้งผู้กดดันหรือผู้ถูกกดดัน แต่เมื่อไรก็ตามที่เป็นผู้กดดันมักจะเป็นผู้ที่มีอำนาจมากกว่า มีพละกำลังมากกว่า มีพลังงานมากกว่า มีอะไรที่เหนือกว่าผู้ถูกกดดัน ดังนั้น ถ้าหากเราเป็นผู้มีอำนาจมีพลังใช้พลังอำนาจที่มีอยู่อย่างไม่บริสุทธิ์ใจจะทำให้การกดดันดังกล่าวนั้น เกิดความไม่ยุติธรรม ไม่เป็นที่พอใจของทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากเราไม่จำเป็นก็ไม่ควรที่จะกดดันใครๆ นะครับ

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากการกดดันทำให้เกิดผลดีต่อผู้ที่ถูกกดดัน หรือ องค์กร หน่วยงาน เราก็ควรให้พละกำลัง พลังในการกดดันด้วยความบริสุทธิ์ใจและยุติธรรมนะครับ สำหรับผู้ถูกกดดัน ถ้าหากว่าเราได้รับการกดดัน เราก็ควรตั้งใจทำงานนั้นให้สำเร็จในเวลา ให้ได้ตามกำหนด ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้กดดันได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ถ้าจะให้ดีทั้งผู้กดดันและผู้ถูกกดดันก็ควรทำความเข้าใจซึ่งกันและกันให้ดีเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในการเข้าใจผิดในเรื่องนั้นๆ ประการสุดท้าย คือ ถ้าหากเลี่ยงได้ ก็อย่าไปกดดันใครๆ และ อย่าไปดันกดในเรื่องใดๆ ก็แล้วกันนะครับ

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บอกแล้ว ได้ยิน แต่ไม่ฟัง

เราทุกคนต่างสื่อสารกันได้หลายแบบๆ แบบหนึ่งที่สำคัญ คือ การพูด ในลักษณะการบอกออกไปจากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหรือหลายๆ คน เมื่อเสียงที่พูดที่บอกออกไป จะไปกระทบกับโสตประสาทภายในหูของเราก็จะทำให้ได้รับเสียงที่ส่งผ่านมา แต่ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึง คือ การรับเสียงของเราอาจจะมี 2 ประเภท คือ เป็นการได้รับที่เรียกว่า ได้ยิน และการได้รับที่เรียกว่า ได้ฟัง

ได้ยิน กับ ได้ฟัง แตกต่างกันอย่างแน่นอนครับ เพราะทั้ง 2 ลักษณะนั้น ผู้ที่ได้รับเสียงที่ส่งมาจะปฏิบัติหรือกระทำต่อจากการได้รับเสียงไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างในห้องเรียนแห่งหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นห้องเรียนที่ได้มาตรฐาน บรรยายกาศน่านั่งเรียนเป็นอย่างมาก แอร์เย็นสบาย นักศึกษาบางคนก็ใส่หรือกันหนาวแขนยาว ไม่เหมือนเรียนให้ห้องของโรงเรียนประภมมัธยม ห้องเรียนดังกล่าวอาจารย์ก็สอนไป นักศึกษานั่งเรียนบางคนได้ยินเสียงอาจารย์เท่านั้น เพราะมั่วแต่คุยกัน บางคนก็สนใจเรื่องข้อความในโทรศัพท์มือถือ บา่งคนก็มองหน้าอาจาีรย์ผู้สอน นั้นคือ การยินเสียงของอาจารย์เท่านั้น เพราะการยินคือ อาการที่นักศึกษารับทราบว่ามีเสียงเข้ามาในรูหูเท่านั้น แต่ไม่จดจำ ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไป ซึ่งต่างกันกับนักศึกษาส่วนใหญ่ในห้องเรียนที่ได้ฟังเสียงอาจารย์ผู้สอนสามารถจะจดจำ สามารถที่จะคิดถามในเรื่องที่อาจารย์สอน สามารถที่ตอบคำถามในใจในเรื่องที่อาจารย์สอน สามารถที่คิดประยุกต์เพิ่มเติมได้จากที่อาจารย์สอน สามารถที่รู้ว่าเรื่องที่ีได้ฟังเสียงจากอาจารย์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียน การดำรงชีวิตการใช้ชีวิต และประการสำคัญ คือ สามารถทำให้นักศึกษาสามารถที่รู้เรื่องต่างๆ ได้เป็นอย่างดีในชั่งโมงสอนนั้น

จะเห็นว่า การได้ยิน กับ การได้ฟัง นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการได้ยินเป็นเพียงแต่เราไ้ด้รับเสียงผ่านรูหูเท่านั้น ไม่ได้ใช้มันสมองในการคิดในเรื่องที่ได้ยินเลย ไม่ได้ใช้มันสมองในการจดจำหรือคิดประยุกต์ประมวลผลในเรื่องที่ได้ยินเลย ส่วนการได้ฟังนั้น เป็นสิ่งที่เราได้รับเสียงผ่านรูหูของเราและเราได้ใช้มันสมองที่มีอยู่ในการจดจำ ในการคิดประยุกต์ ในการประมวลผลในเรื่องที่เราได้ฟัง ด้วยเหตุนี้ เราจะเห็นว่า การได้ฟังนั้นมีความสำคัญมากต่อการใช้ชีิวิตประจำวัน ทั้งในการเรียนการสอน การทำงาน และที่สำคัญมากยิ่งขึ้น คือ ถ้าหากเราได้ฟังอย่างมีสติรอบครอบ มีจิตใจที่ตั้งใจแน่วแน่ มีจิตใจที่จดจ่อแล้ว การฟังในเรื่องต่างๆ ยิ่งจะได้ประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้เราได้ใช้มันสมองของเราให้เกิดประโยชน์

ที่นี้ มาตามชื่อเรื่อง ที่ว่า บอกแล้ว ได้ยิน แต่ไม่ฟัง นั้น เกิดขึ้นกับหลายๆ คน ไม่ว่าจะเป็นลูกๆ หลานๆ เด็กๆ นักเรียน นักศึกษา หรือแม้แต่กระทั่งผู้ใหญ่ในวัยทำงาน ความหมายที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ใหญ่ ผู้ที่มีประสบการณ์ คุณพ่อ คุณแม่ คุณครูบาอาจารย์ เจ้านาย ได้บอกในเรื่องที่เป็นประโยชน์ เราเพียงได้ยินเท่านั้น แต่เราไม่ฟัง จะเห็นว่า การได้รับเสียงจาก ผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่ ครูบาอาจารย์ เจ้านาย ไม่มีประโยชน์อันใดเลย สูญเปล่าเวลาในการได้รับเสียง เพราะเป็นการได้รับเสียง เพียงเป็นการได้ยิน

ด้วยเหตุนี้ หากเราเป็นลูก เป็นนักเรียน เป็นนักศึกษา เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา เป็นอะไรก็ตามแต่ เราควรจะฝึกฝนในการได้รับเสียงจากการได้ยิน เป็นการได้ฟัง น่าจะดีกว่า เพราะทำให้เราได้ใช้มันสมองของเราคิดติดตามในเรื่องที่เราได้ฟัง แล้วสมองของเราจะสั่งการในส่วนที่เกี่ยวข้องในทางที่ดีมีประโยชน์ต่อตัวเรา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราได้รับเสียงโดยการฟังที่มีสติมากเท่าไร เรายิ่งจะได้ใช้มันสมองของเราในการประมวลผลเพื่อกระทำในสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่งามๆ และในที่สุด เราก็จะเป็นผู้ที่ฟังที่ดี เมื่อมีคนบอกแล้ว เรามีแต่ฟัง

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แก่ แล้วเห็น เห็นแล้ว ตัวใครตัวมัน

ชื่อเรื่องในวันนี้ จะเห็นว่าแปลกๆ เพราะมันเป็นอะไรกันแน่ ผู้เขียนก็คิดอยู่นานหลายรอบเหมือนกัน แต่ในที่สุด ก็คิดว่า จำเป็นจะต้องเขียน เรื่องนี้ครับ
แก่ ผู้เขียนหมายถึง ผู้ที่มีประสบการณ์มามาก อาจจะเป็นคนสูงอายุ อาจจะเป็นคนที่มีวุฒิการศึกษาที่สูง
แล้วเห็น ผู้เขียนหมายถึง เห็นในสิ่งที่ประโยชน์ต่อการพัฒนาองค์กร หน่วยงาน เห็นในสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมา เห็นในสิ่งที่ไม่ดีในการทำงานปฏิบัติงาน ปฏิบัติตน
ตัวใครตัวมัน ผู้เขียนหมายถึง ไม่สนใจใครเลยนอกจากตัวเราเอง เอาตัวเองเป็นใหญ่เป็นสำคัญ ใครจะทำอะไรก็ตามเถอะตัวเราเองต้องมาก่อน
ดัวอย่างอาจจะมีให้เห็น เช่น อาจารย์ที่มีวุฒิปริญญาที่สูงและทำการสอนในระดับอุดมศึกษา ท่านดังกล่าวมีประสบการณ์เป็นอย่างมากในการสอนในการทำวิจัย ท่านทำการวิจัยเพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่งทางวิชาการติดตัวท่านที่สูงขึ้น แต่เวลามีงานของหน่วยงานในเรื่องต่างๆ ท่านมักจะบอกว่าไม่มีเวลา เวลาเพื่อนร่วมงานขอความช่วยเหลือในเรื่องใดๆ ท่านมักจะบอกว่า ท่านไม่รู้ ท่านมีงานอย่างอื่นๆ ที่จะต้องทำ หรือ เจ้าหน้าที่บางท่านในหน่วยงานเป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์เป็นอย่างมาก มาทำงานตามเวลาราชการปกติ มา 08.30 น. กลับ 16.30 น.ชอบทำงานคนเดียวเพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นจะด้วยวิธีการใดก็ตาม ที่สำคัญคือ ไม่เคยช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ไม่เคยช่วยเหลือหน่วยงานของตนเลย เวลาหน่วยงานมีงานพิเศษต้องการความช่วยเหลือ มักจะพูดว่าจะต้องดูแลครอบครัว จะต้องรีบกลับบ้านเพราะ ....สารพัด ที่จะเอามาอ้าง
เห็นแก่ตัว (หรือ เห็นแก่ตัวเอง เป็นการที่ไม่เห็นคนอื่นๆ ที่นี้) มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน ซึ่งคนที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะมีลักษณะพิเศษหรือถูกเรียกว่า เห็นแก่ตัว เป็นคนเห็นแต่ตัว คือ เป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องของคนอื่นๆ ไม่ช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ คนเห็นแก่ตัว ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ นะครับ เพราะจะต้องมีลักษณะพิเศษ เอาประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่ เอาประโยชน์ของส่วนรวมเป็นรอง ความเห็นแก่ตัว สามารถหมดหรือหายไปได้ง่ายโดยไม่ยาก เพียงแต่ตัวของเราบอกตัวเองอยู่เสมอว่า เราต้องช่วยเหลือคนอื่นๆ ที่เดือดร้อนในเรื่องใดๆ ภายใต้ศักยภาพของเราที่มีอยู่ สำหรับเห็นแก่ตัว อาการดังกล่าวจะทำให้เรารู้สึกว่า ตัวเองจะต้องสำคัญ ตัวเองจะต้องได้อะไรที่คนอื่นเข้าไม่ได้ หรือ ตัวเองจะต้องทำอะไรที่ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้น
จะเห็นว่าถ้าหากเราซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะ มีวุฒิการศึกษาสูง เราต่างได้เห็นได้พบได้รับสิ่งที่ประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ได้พบข้อบกพร่องในการปฏิบัติงาน ได้พบสิ่งที่ไม่ดีในเรื่องต่างๆ แต่เราไม่ได้นำความรู้ความสามารถประสบการณ์มาใช้ในการดำรงชีวิตการทำงานปฏิบัติในหน้าที่เลย ต่างทำตัวไม่สนใจใครเลยและยังทำตัวแบบตัวใครตัวมันที่ไม่ใส่ใจคนอื่นๆ รอบข้าง ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าหากใครเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่มีใครรักใครสนใจใส่ใจ เป็นคนก็เป็นคนที่ไม่มีประโยชน์ หรือ พูดง่ายๆ คือ เป็นคนที่ไร้ซึ่งประโยชน์ไร้คุณค่า
ด้วยเหตุดังกล่าว เราควรจะต้องฝึกปฏิบัติใช้จิตสั่งอย่างแน่วแน่อยู่ทุกเวลา ว่า เราต้องช่วยเหลือคนอื่นถ้าเราทำได้ ความเห็นแก่ตัว เป็นเรื่องที่คนในครอบครัว คนในองค์กรหน่วยงาน คนในสังคมไม่ต้องการ เพราะถ้าในครอบครัวของเรา หน่วยงานองค์กรของเรา สังคมประเทศไทยของเรามีแต่ความเห็นแก่ตัว (ตัวใครตัวมัน) แล้ว ครอบครัวของเรา องค์กรหน่วยงานของเรา สังคมไทยของเรา จะไม่มีความสุขเกิดขึ้น ดังนั้น เรามาช่วยกัน แก่ แล้วเห็น เห็นแล้ว ช่วยกันทำ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้ว เห็นแก่ตัว ก็จะกลายเป็น เห็นแก่ตัวเองน้อยลง เห็นแก่สังคมจะมากขึ้น
มนูญ ศรีวิรัตน์



วันเสาร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เห็นใจ

เห็นใจ ความเห็นใจ เป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เราคนไทยทุกคนนั้นมีอยู่ประจำตัวและประจำใจ เพราะเนื่องจากเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทันทีที่เราเห็นคนเดือดร้อน คนพ่ายแพ้ หรือ คนผิดหวังที่เป็นทุกข์ ความเห็นใจเป็นความรู้สึกที่ดี เพราะัจะทำให้ผู้ที่พ่ายแพ้ ผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่ผิดหวัง รู้สึกว่าเขาเหล่านั้น ยังมีเพื่อนที่เข้าใจ มีเพื่อนที่คอยจะให้กำลังใจในการต่อสู้ต่อไป ซึ่ง "เห็นใจ" น่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาของเรา เพราะน่าจะเป็นประเด็นของความเมตตา (ผู้เขียนก็ไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนามากมาย)

เห็นใจ หากเรามีความรู้สึกดังกล่าวที่จริงใจ บริสุทธิ์ใจ แล้วจะทำให้ทั้งผู้เห็นใจและผู้ถูกเห็นใจต่างมีความสุขกันทั้งคู่ แต่โดยความเป็นจริงบางครั้ง เราพูดแต่วาจา พูดแต่ปาก ว่า "เห็นใจเขานะ" "เห็นใจคนโน้นคนนี้" ความเห็นใจจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย บางท่านก็อาจจะแย้ง เนื่องจาก ใจ อยู่ข้างในร่างกาย แล้วเราจะไปเห็นได้อย่างไรกัน แค่เห็นรูปกายข้างนอกบางครั้งยังไม่รู้เลยว่า คนๆ นั้นเป็นอย่างไร แล้วยิ่งจะมาให้เห็นใจคนง่ายๆ นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ยาก บางคนบอกว่าเห็นใจเขาจริงๆ แต่จริงๆ แล้วภายใจจริงใจอาจจะไม่ใช่ก็ได้ ซึ่ง เห็นใจ และ ความเห็นใจ ควรจะต้องออกมาจากใจจริงๆ

มาลองดูตัวอย่าง สมมติว่า ในที่ทำงานแห่งหนึ่ง มีเพื่อนร่วมงานอยู่ด้วยกัน 10 คน มีหนึ่งคน (สมมติว่า ชื่อ น.ส. สวยขยัน) ที่มีความขยันมากๆ มาทำงานแต่เช้่า เวลาทำงานก็ทำงานด้วยความตั้งใจ และกลับก็ช้ากว่าใครๆ ในที่ทำงาน อยู่มาวันหนึ่งปรากฏว่า น.ส.สวยขยัน ถูกเจ้านายต่อว่าเรื่องการทำงานไม่เรียบร้อยต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน ท่านคิดว่าจะเกิดความเห็นใจในหมู่เพื่อนร่วมงานของ น.ส.สวยขยันหรือไม่ เพื่อนร่วมงานอีก 9 คนจะเห็นใจ น.ส.สวยขยันหรือไม่ แน่นอนครับ ถ้าหากเพื่อนร่วมงานมีความสนิทสนมกันมีความรักสามัคคีกันภายในหน่วยงานนั้น ความเห็นใจ จะเกิดขึ้นโดยทันที่ อย่างไรก็ดี ถ้าหากหน่วยงานนั้นต่างคนต่างทำงานแข่งขันกันไม่มีความสามัคคี ไม่มีความรักกันในองค์กร รับรองได้เห็นว่า เราจะไม่เห็น ความเห็นใจเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

หากสถานที่ใด องค์กรใด หน่วยงานใด หรือ ครวบครัวใด ที่มีความรัก ความสามัคคี ความอบอุ่น ความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี ย่อมจะเิกิดความเห็นใจ ในเวลาที่คนใดคนหนึ่งในองค์กร ในหน่วยงาน ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความเสียหาย ความเห็นใจดังกล่าวเกิดขึ้นและอาจจะตามมาด้วยการกระทำอย่างๆ หลาย ที่จะทำให้ผู้ที่เดือดร้อนนั้นได้คลายทุกข์คลายโศรก คลายความเสียหายเดือดร้อน ซึ่งในทางตรงกันข้าม หากองค์กรใด หน่วยงานใด สถานที่ใด ครอบครัวใดที่มีแต่ความชิงดีชิงเด่นกัน มีแต่ความเอารัดเอาเปรียบกัน มีแต่ความเป็นมาตรฐานไม่เท่ากัน (อาจจะเรียกว่า ไม่มีมาตรฐาน หรือ สองสามมาตรฐานก็ตามแต่) ความเห็นใจจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีแต่จะเกิดความสมน้ำหน้า

ในปัจจุบัน ถ้าหากสังคมไทยของเราเห็นคนในสังคมได้รับความเดือดร้อนไม่ว่าเรื่องใดๆ เราต่างคนต่างเห็นใจผู้ที่เดือดร้อนผู้ที่ต่ำต้อยกว่าเราด้วยใจที่บริสุทธิ์ สังคมไทยของเราจะมีแต่ความสุข ในที่ทำงานก็เช่นกันหากเพื่อนร่วมงานได้รับความเดือดร้อน เราเพื่อนร่วมงานหากเห็นใจกันด้วยความจริงใจด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทุกอย่างที่เป็นเรื่องความเดือดร้อนก็จะหายไปโดยเร็ว

ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรามาเริ่มเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ เห็นใจพี่ๆ น้องๆ ของเราในครอบครัว เห็นใจเพื่อนร่วมงาน เห็นใจลูกน้อง เห็นใจเจ้านาย เห็นใจเพื่อนมนุษย์ในโลกนี้ ซึ่งเมื่อเราทำได้อย่างนั้น คือ เห็นใจทุกคน เราก็จะสื่อสารกันผ่านจิตใจบริสุทธิ์ที่ดีงาม แล้วความสุขก็เกิดกับทุกคน

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

โต้ตอบ กับ ตอบโต้

โต้ เป็นลักษณะของการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่กลับคืนสู่ฝ่ายตรงกันข้าม ซึ่งฝ่ายตรงข้ามหรืออีกฝ่ายอาจจะมีสองฝ่ายหรือมากกว่าก็ได้ โดยการกระทำนั้นอาจจะเป็นด้วยลักษณะทั้งกาย วาจา และใจ
ตอบ เป็นลักษณะของการกระทำเพื่อให้กระจ่างในข้อคำถาม ข้อสงสัย ข้อข้องใจ ข้อที่ยังไม่รู้ ซึ่งการตอบจะทำให้ผู้ที่ตั้งคำถามสามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
ถ้าหากเรานำคำสองคำข้างต้น โต้ และ ตอบ มาต่อเรียงกันจะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นได้ทั้ง โต้ตอบ หรือ ตอบโต้
โต้ตอบ ผู้เขียนเชื่อว่าทุกท่านล้วนจะเคยโต้ตอบกับใคร ซึ่งใครในที่นี้อาจจะเป็นหนึ่งคน อาจจะเป็นองค์กร หน่วยงาน คณะ ทีม หรือ อื่นๆ ก็ตามแต่ โต้ตอบที่ว่า อาจจะเป็นการโต้ตอบจดหมายราชการ โต้ตอบคำพูดวาจา
โต้ตอบอีกแบบหนึ่ง ที่เป็นลักษณะวาจา อาจจะเกิดขึ้นกับบางเหตุการณ์ในครอบครัวเช่นคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกๆ อาบน้ำ ทำการบ้าน เข้านอนตรงต่อเวลา ซึ่งลูกๆ อาจจะไม่พอใจ ไม่สนใจที่จะทำตาม ไม่มีความสุขที่ทำตามที่คุณพ่อคุณแม่สั่ง ลูกๆ บางคนอาจจะโต้ตอบโดยการเถียง (หรือที่เรียกว่า โต้เถียง) โดยการกระทำที่ไม่สมควร หรือ ลูกๆ บางคนอาจจะโต้ตอบ ด้วยการไม่พูดไม่จาพร้อมทั้งหน้าบูด ทำตัวเงียบๆ ลักษณะการโต้ตอบแบบนี้ อาจจะเรียกว่า การประท้วง เนื่องจากลูกๆ ไม่มีกำลังที่เพียงพอ ไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ ดังนั้น ผู้ที่เป็นลูกที่ดีจะต้องไม่โต้ตอบในเรื่องใดๆ กับคุณพ่อคุณแม่ผู้บังเกิดเกล้า
นอกจากนั้น อาจจะมีการโต้ตอบอื่นๆ ก็เช่น โต้ตอบคู่ต่อสู้ในการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ เพราะถ้าหากเราไม่โต้ตอบเราก็จะต้องพ่ายแพ้ในที่สุด โต้ตอบดังกล่าวเป็นแสดงความสามารถในเรื่องการแข่งขันที่มีกติกา มีกรรมการผู้ตัดสิน มีผู้ชมรอบข้างที่คอยตรวจสอบการแข่งขันว่ามีความยุติธรรมหรือไม่อย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าการโต้ตอบแบบนี้เมื่อแข่งขันเสร็จเรียบร้อยทุกคนต่างก็ไม่มีข้อกังขาสงสัยใด
อย่างไรก็ดี โต้ตอบ ที่ไม่มีกติกา ไม่มีกรรมการผู้ตัดสิน ไม่มีคนดู ผู้เขียนคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้เป็นที่สงสัย การโต้ตอบที่ว่าฝ่ายใดที่มีกำลังมากกว่ามีอาวุธที่ดีกว่าพลานุภาพมากกว่าย่อมได้เปรียบในการโต้ตอบ ซึ่งโดยส่วนมากเรามักจะได้ยินว่า เป็น การตอบโต้
ตอบโต้ ที่ว่านั้น เราอาจจะได้ยินไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับโต้ตอบ ซึ่งประเด็นนี้ผู้เขียนก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน ว่าระหว่าง โต้ตอบ หรือ ตอบโต้ อย่างใดที่ถูกใช้มากกว่า แต่ผู้เขียนคิดว่าทั้งสองคำมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและถูกใช้สถานการณ์ที่แตกต่างกันไป
การโต้ตอบด้วยวาจาเรามักจะเห็นในกรณีที่มีคู่กรณีที่ขัดแย้งกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่างฝ่ายต่างมีความคิดความเห็นที่ไม่เหมือนกัน ทั้งคู่จะต้องหาเหตุผลมาโต้ตอบกันเพื่อหาข้อยุติ ทั้งนี้ การโต้ตอบดังกล่าวจะยุติด้วยดีนั้นควรจะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ยุติธรรม มีกติกา และถ้าจะให้ดี คือ ควรจะมีกรรมการผู้ตัดสินที่ทรงความยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การโต้ตอบ จะหายไปแล้วนำมาซึ่งความสงบปกติสุขของทั้งสองฝ่าย
มนูญ ศรีวิรัตน์