Nuffnang Ads

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คน

คน คำนี้ ตอนแรกผู้เขียนก็นึกไม่ออกว่าจะเขียน เรื่อง คน เป็นอย่างไรดี เพราะเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงทราบกันดี แต่ผู้เขียนลองนั่งคิดทบทวนดูแล้วมีความเห็นว่า คน เป็นคำที่น่าสนใจคำหนึ่งเช่นกันในแง่ความหมายที่เป็นคำกิริยา ที่แสดงการกระทำใดกระทำหนึ่ง โดยหลายๆ ครั้ง เรามีจะได้ยินคำว่า คน ในหลายๆ สถานการณ์ ในหลายๆ เหตุการณ์ ซึ่งจะแตกต่างกันไป
คน เป็นคำที่แสดงลักษณะอาการที่ทำให้ของเหลวชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดให้มีลักษณะที่หมุนผสมกันเพื่อให้โมเลกุลของของเหลวสามารถผสมกลมกลืนกัน ที่เรียกว่า ทำให้เข้ากัน ตัวอย่างเช่น การคนกาแฟ นอกจากนั้น ลักษณะของการคน อาจจะเป็นการระบายความร้อนก็ได้ อาจจะเช่น การคนข้าวต้มร้อนๆ อยู่ให้เย็นเร็วขึ้น
นอกจากนั้น คน อาจจะเป็นการทำให้คละกัน เช่น คนหมายเลขออกฉลากกินแบ่งรัฐบาล คนลูกปิงปองที่ใช้ในการจับฉลากแบ่งสายหรือแบ่งกลุ่มกีฬาฟุตบอล เป็นต้น
ดังนั้น จะเห็นว่า คน จะเป็นการทำให้สิ่งของต่างๆ นั้นคละกัน หมุน เหวี่ยง เพื่อผสมกัน บางครั้งอาจจะเรียกว่า ทำให้เกิดวุ่นวาย หยุ่งเหยิง สับสนปนเปกัน การคนบางลักษณะทำให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้น เช่น คนข้าวต้มที่ร้อนๆ ให้เย็น คนกาแฟร้อนให้เย็น คนอาหารทำกับข้าวให้เข้ากันเพื่อได้รสชาติที่อร่อย คนหมายเลขฉลากทำให้เกิดความยุติธรรม เป็นต้น อย่างไรก็ดี คนบางลักษณะอาจจะไม่ดีก็ได้ แต่ผู้เขียนยังนึกไม่ออกว่ามีอะไรบ้างในขณะนี้
ที่นี้กลับมาที่ คน ในลักษณะคำนาม อันหมายถึง สิ่งที่มีชีวิตที่มีมันสมองขั้นสูง สามารถสื่อสารด้วยภาษาพูด ภาษากาย ภาษาเขียน สามารถมีประสาทสัมผัสที่ดีไม่ว่าจะเป็น หู ตา จมูก ผิวหนัง ลิ้น และมีความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย คนที่ว่า คือ ตัวเราทุกท่านในโลกใบนี้นั้นเอง คนนี้แหละที่มีวุ่นวาย มีความยุ่งเหยิง มีความสับสน
คนที่ว่า ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ในโลกนี้อย่างมากมาย ด้วยเหตุนี้ หากเราเป็นคนที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิ่ง สับสน มักจะทำให้สังคมหรือสิ่งที่อยู่ใกล้รอบข้างของเรา เกิดความร้อน (เหมือนกับวัตถุที่วิ่งชนกันยุ่งเหยิงแล้วจะเกิดความร้อนจากการวิ่งชนกันตามหลักของฟิสิกส์) เกิดความเดือดร้อน เมื่อเป็นเช่นนั้น สังคมและตัวเราเองก็ไม่มีความสุข อย่างไรก็ดี เราควรจะทำให้เราทุกคน เป็นเหมือนลักษณะการคนที่ทำให้สิ่งของร้อนๆ นั้นเย็นลง นอกจากนั้น เรามาคนกันเพื่อให้เกิดความกลมกลืน เพื่อให้เกิดความผสมเข้ากัน เพื่อให้เกิดความเป็นเนื้อเดียวกัน อันจะเป็นการนำไปสู่ความสามัคคีรักกลมเกลียวกัน
ด้วยเหตุนี้ เราคงจะต้องมีการฝึกปฏิบัติตัวของเราเองไม่ให้มีความวุ่นวาย สับสน ยุ่งเหยิง เราทุกคนควรจะต้อง เป็นคนที่มีคุณลักษณะพิเศษ คือ ทำให้อะไรก็แล้วแต่ให้เย็นลง เมื่อเย็นลงการทำงานต่างๆ ก็จะไม่เกิดความเดือดร้อน มีแต่ความสุข เรามาเป็นคนอย่างที่ว่ากันเถอะครับ ซึ่งเมื่อเป็นคนที่เย็นๆ แล้ว ทุกอย่างก็จะหยุดนิ่ง เมื่อหยุดนิ่งก็จะไม่เกิดการกระทบกระทั้นไม่เดือดร้อนในที่สุด
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ด่า

ด่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับมนุษย์เรา ด่า เป็นอาการสำหรับความโกรธ ความไม่พอใจ ความไม่ถูกใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้ไม่พอใจจะเปล่งวาจาออกไป เพื่อเป็นการระบายความไม่พอใจ ไม่ถูกใจขอองตนเอง การเปล่งวาจาดังกล่าวก็จะเป็นที่ไม่ต้องการของคนที่ได้ฟังหรือได้ยิน (ได้ฟังกับได้ยิน ไม่เหมือนกันนะครับ) คำวาจาที่เปล่งออกไปเพื่อด่านั้น โดยส่วนมากเกิดจากความไม่มีสติยั้งคิดเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดจากความโกรธ ความไม่พอใจ ความไม่ถูกใจ เมื่อด่าออกไป ผู้ที่กล่าวคำด่า จะรู้สึกว่าผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย และจะรู้สึกดีถ้าได้ด่าออกไป
แน่นอนครับ ด่าเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการสำหรับคนที่ได้ยินได้ฟัง เพราะจะมีความรู้สึกว่าถูกตำหนิ ถูกว่าในเรื่องนั้นๆ ผู้ที่ถูกด่าก็มักจะถามตัวเองว่า เราทำอะไรผิดกันเนี้ย เราทำอะไรไม่ถูก มนุษย์เราทุกคนมักจะเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอว่า ตัวเองไม่ผิด ด่า การด่า มักจะเกี่ยวข้องกับผู้ด่ากับผู้ถูกด่า เช่น พ่อแม่ด่าลูกๆ ว่าตื่นสาย ครูด่านักเรียนว่าไม่ทำการบ้าน เจ้านายด่าลูกน้องว่าเล่นแต่เน็ต แฟนสาวด่าแฟนหนุ่มว่าไม่เอาใจใส่ และอื่นๆ อีกมากมาย
ด่า นั้น มักจะต้องมีเหตุ มีสาเหตุ ดังที่ยกตัวอย่างมา เหตุที่ว่า คือ ตื่นสาย ไม่ทำการบ้าน เล่นเน็ต เหตุดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการด่า แต่ถ้าเหตุดังกล่าวไม่มากไปไม่น้อยไป หมายความว่า อยู่ทางสายกลาง อาจจะทำให้ไม่เป็นเหตุของการด่า
ผู้ที่ถูกด่า บางครั้งก็อยากจะด่าตอบเหมือนกัน ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะเขาเรียกว่า มีอารมณ์ ตัวอารมณ์นี้แหละครับเป็นสิ่งที่ทำให้เราควบคุมตัวเองไม่ได้ หากท่านใดควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้รับรองว่าจะไม่มีการโต้ตอบ และการด่าจะไม่เกิดขึ้น ตัวอารมณ์จะควบคุมได้ก็ต้องใช้สติ
และผู้เขียนคิดว่าสิ่งที่จะช่วยไม่ให้การด่าเกิดขึ้น คือ เราต้องพยายามฝึกยิ้มเวลาจะด่าใคร นั้นหมายความว่า เมื่อรู้สึกว่ามีอารมณ์โกรธ เกลียด ไม่พอใจ ไม่ถูกใจเมื่อใด ให้ยิ้มก่อนเลย และเช่นเดียวกัน สำหรับผู้ถูกด่า เมื่อได้ยินได้ฟังคำด่า เราก็จะต้องยิ้มไว้ก่อน เพราะการยิ้มจะเป็นด่านแรกที่ทำให้เรามีสติ (ถ้าหากไม่เชื่อ ทดลองดูนะครับ)
อย่างไรก็ดี เหมือนที่ได้บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ด่า นั้น จะต้องมีเหตุหรือสาเหตุมาเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนควรจะต้องคิดทบทวนถึงเหตุและสาเหตุดังกล่าว เพราะต่อไปในอนาคตถ้าหากเรารู้เหตุหรือสาเหตุของเรื่องต่างๆ แล้วนั้น เราสามารถที่จะได้ให้เกิดการด่าได้ด้วยการทำให้ไม่เกิดเหตุนั้น หรือเหตุนั้นมีน้อย เช่น เหตุ คือ ตื่นสาย เราก็พยายามนอนหัวค่ำเพื่อจะได้ตื่นเร็วขึ้น เหตุ คือ ไม่ทำการบ้าน เราก็พยายามหาเวลาให้มากเพื่อทำการบ้าน เหตุ คือ การเล่นเน็ตในเวลาทำงาน เราก็พยายามเล่นน้อยลง เล่นเวลาอาหารกลางวันหรือเวลาเลิกงาน เป็นต้น
เหนือสิ่งอื่นใด หากเราทำผิดแล้ว รู้ว่าทำผิด เราควรจะยิ้มเพื่อรอรับการด่าหรือคำด่า หากเราต้องการด่าคนใดคนหนึ่งเราลองยิ้มไปด้วยด่าไปด้วย รอยยิ้มจะทำให้การด่าและการได้รับคำด่า ไม่มีความรุนแรง วันนี้ หากท่านใดกำลังจะด่าใครก็ตามแต่ลองฝึกยิ้มก่อนด่าดูนะครับ มนุษย์เราไม่มีใครต้องการถูกด่าหรอกครับ และไม่ต้องการด่าใครแบบไร้เหตุผลด้วย
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ปลง

ท่านเคยรู้สึกปลงหรือไม่ ปลง เป็นสิ่งที่หลายๆ ท่านไม่ต้องการอย่างแน่แท้ที่เดียว เพราะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความไม่ยอมรับในความพ่ายแพ้บางอย่าง แต่วันนี้ ผู้เขียนยอยากจะขยายคำว่า ปลง ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ปลงเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการของมนุษย์เรา เพราะมันจะเป็นอาการที่ทำให้เรารู้สึกว่าโลกนี้มันช่างไม่โสภาเอาเสียเลย ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ในบางเรื่อง บางเรื่องเราก็ขึ้นเอง บางเรื่องคนอื่นก่อไว้ก็เป็นได้
นักเรียนหลายคนที่สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยในคณะที่ตัวเองตั้งใจไว้ อาจจะเสียใจ ผิดหวัง ไม่อยากจะเรียน ผู้ที่สำเร็จการศึกษาสอบเข้าทำงานไม่ได้ รู้สึกผิดหวัง หมดหวัง ไม่อยากจะหางานอีกต่อไป พ่อแม่รู้สึกเสียใจและผิดหวังที่ลูกของตัวเองสอบไม่ได้ที่ 1 ของโรงเรียน ประชาชนรู้สึกผิดหวังของหน่วยงานราชการที่ให้บริการไม่ประทับใจ นั้นเป็นตัวอย่างของความผิดหวัง เสียใจ เศร้าใจ ซึ่งหากเราทำอะไรไม่ได้ เราจะรู้สึก ปลง น่าจะดีกว่า
ปลง มาจาก 3 ตัวอักษร คือ ป.ปลา ล.ลิง และ ง.งู ทั้งสามตัวอักษรนั้นเป็นสัตว์ทั้งหมดเลยไม่ว่าปลาที่อยู่ในน้ำ ลิงที่โลดโพนในป่า และงูเป็นสัตว์มนุษย์เรากลัวเพราะเป็นสัตว์ที่มีพิษ
ที่นี้มาลองดูความหมายของแต่ละตัวอักษรเล่นๆ เผื่อว่าจะมีประโยชน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลง
ป. ปลา น่าจะหมายถึง ปรับตัวเองให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง
ล.ลิง น่าจะหมายถึง ลดความอยากได้ความต้องการของตัวเองให้เหมาะสมกับความเป็นจริง
ง.งู น่าจะหมายถึง งดในสิ่งที่ทำให้เราเกิดทุกข์
ดังนั้น ถ้านำอักษรสามตัวข้างต้นและความหมายมารวมกัน เป็น ปลง น่าจะหมายถึง เราต้องปรับตัวเองและลดความอยากของตัวเองให้เหมาะสมกับความเป็นจริง เพื่อให้สามารถงดในสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์
บางครั้งเมื่อเราผิดหวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราอาจจะมีความรู้สึกว่า ปลง และเป็นทุกข์ ดังนั้น เราอย่าให้ความรู้สึกปลงอย่างนั้น เราลองมา ปลง ตามความหมายที่ผู้เขียนได้นำเสนอข้างต้นจะดีหรือไม่ คือ เมื่อผิดหวังเรื่องใดๆ เรา ปลง คือ ปรับทบทวนตัวเอง ลดความต้องการที่มีกับเรื่องที่ผิดหวัง และพยายามงดไม่ให้เกิดความผิดหวังในเรื่องนั้นอีก

อย่างไรก็ดี เวลาเราปลงเรื่องอะไรก็ตามแต่เรามักจะอ่อนล้าเหนื่อยทั้งกายและใจกับเรื่องนั้น การปลงบางครั้งอาจจะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากเราได้ทบทวนตัวเอง เราได้ลดในความต้องการที่ผิดหวัง และพยายามงดไม่ทำอีกให้ได้ ย่อมจะทำให้เราเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทำให้เราแข็งแกร่ง และที่สำคัญในอนาคต หากจะมีเรื่องใดๆ เข้ามาก็ตามแต่จะทำให้เราสามารถปลงได้อย่างมีความสุข
หลายๆ ครั้งที่เราจะต้องปลงกับบางเรื่องในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องในครอบครัวและเรื่องที่ทำงาน บางท่านหาทางออกไม่ได้ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดังนั้น รับรองได้เลยว่าเมื่อท่านรู้สึกผิดหวัง หมดหวัง หดหู่ ท้อแท้ ไม่มีหนทางแก้ไข ท่านลองมาปลงแบบที่ผู้เขียนได้นำเสนอลองดูนะครับ บางครั้งท่านอาจจะสามารถคลายทุกข์ หมดทุกข์กับเรื่องที่ท่านปลงอยู่ก็ได้นะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์

บริจาค

เมื่อหลายวันก่อนผู้นำรัฐบาลของเราได้พูดถึงการรับบริจาคความคิดเห็น ผู้เขียนก็เกิดความรู้สึกว่าอยากจะบริจาคความคิดเห็นเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผู้เขียนยังไม่เข้าใจหรืออาจจะเข้าใจผิด ก็คือว่า การบริจาคแท้จริง คืออะไรกันแน่ ที่ผู้เขียนรู้และเข้าใจผ่านมา นั้น บริจาค คือ สิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากจะให้ เพื่อให้คนอื่นที่เดือนร้อนนำสิ่งที่เราบริจาคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ผู้บริจาคจะไม่สนใจว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนหรือไม่ประการใดจากการบริจาคนั้นๆ
ผู้เขียนได้บริจาคโลหิตมาแล้วจำนวน 38 ครั้ง โดยตั้งใจว่าจะบริจาคไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่ หลายครั้งที่ผ่านมาผู้เขียนได้บริจาคเกร็ดเลือด (ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณครั้งละ หนึ่งชั่วโมงครึ่ง และที่สำคัญคือ การบริจาคเกร็ดเลือดสามารถบริจาคได้ทุกเดือน มีบางครั้งที่โรงพยาบาลโทรศัพท์มาเรียกให้ไปบริจาคเกร็ดเลือด) เนื่องจากมีผู้ป่วยต้องการเลือดอย่างเร่งด่วน ทุกครั้งที่บริจาคโลหิตมีความรู้สึกที่ดีมากเพราะเราบริจาคด้วยความบริสุทธิ์ไม่ได้หวังผลตอบแทนใดๆ แทบทั้งสิ้น จะเห็นว่าการบริจาคโลหิตดังกล่าวผู้รับบริจาคได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
การบริจาค เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นการให้ที่เป็นบุญกุศล การที่เรามีสิ่งของอยู่กับตัวเราแล้วไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่ถ้าหากเรานำไปบริจาคให้กับผู้คนที่เขาต้องการใช้ในสิ่งนั้นๆ (ผู้ให้บริจาคก็ได้รับประโยชน์ คือ สิ่งของที่มีอยู่ไม่รกบ้าน ในกรณีบริจาคเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ) ผู้ได้รับบริจาคก็ได้รับประโยชน์ ตัวอย่างการบริจาคที่ง่ายๆ คือ ถ้าท่านใดมีหนังสือตำราวิชาการที่ท่านเองเก็บไว้ท่านไม่ได้ใช้ประโยชน์ ท่านสามารถนำไปบริจาคให้คนอื่นๆ เขาได้อ่าน เขาได้เรียนรู้ การบริจาคแบบนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน เพราะความรู้จากตำราจากหนังสือต่างๆ จะช่วยให้ผู้รับบริจาคสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
ที่ผ่านมาในชีวิตหลายๆ ท่านเคยบริจาคทานอย่างแน่นอนอาจจะไม่มากก็น้อยแล้วแต่ปัจจัยของเราที่มีอยู่ หลายท่านๆ เคยได้รับสิ่งของที่บริจาค เราจะเห็นว่าการบริจาคนั้นเกิดขึ้นเมื่อเกิดความเดือดร้อนกับกลุ่มคนที่ได้รับประสบภัยในด้านต่างๆ แน่นอนครับ คนที่มีกำลังทรัพย์จำนวนมาก ควรที่จะบริจาคให้คนที่เดือดร้อนเหล่านั้น เพราะการที่เราต่างช่วยกับบริจาคดังกล่าวจะทำให้เพื่อนมนุษย์ของเราได้บรรเทาผ่อนคลายความเดือดร้อนลงไปได้ ถึงแม้ว่าการบริจาคอาจจะยังไม่เพียงพอก็ตาม แต่เชื่อว่าสิ่งของที่เขาได้รับ ปัจจัยต่างๆ ที่เขาได้รับ จะทำให้พวกเขาคลายทุกข์ลงไปบ้าง หมดทุกข์ลงไปบ้าง
การบริจาคความคิดตามข้างต้นที่ผู้เขียนได้เกริ่นนำนั้น ถ้าหากเราบริจาคความคิดไปแล้ว ผู้รับบริจาคผู้ที่รวบรวมความคิดไม่ได้นำไปใช้ ผู้เขียนคิดว่าไม่น่าจะเข้าข่ายหรือเป็นการบริจาค เพราะอย่าลืมว่าผู้รับบริจาคสิ่งใดๆ ก็ตามแต่จะต้องนำสิ่งที่เราบริจาคนั้น ไปใช้ ไปก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป ถึงจะเรียกว่า บริจาคอย่างแท้จริง (และผู้บริจาคก็ควรให้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้น)
ที่นี้ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเราทุกคนสามารถที่จะบริจาคได้ คือ การบริจาคเวลาในการทำงานให้มากที่สุด ครับ เวลาในการทำงานของแต่ละท่านในแต่ละวันมีความเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครได้รับมากได้รับน้อยกว่ากัน เพียงแต่เราจะทำอย่างไรที่เราจะบริจาคเวลาในการทำงานให้กับองค์กรของเราให้ได้มากที่สุด ความหมายก็คือว่า เราต้องตั้งใจในการทำงานใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เมื่อเราบริจาคเวลาดังกล่าวแล้ว ถามว่าใครได้รับประโยชน์ แน่นอน ครับ องค์กรของเรา หน่วยงานของเราได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน
นอกจากการบริจาคเวลาแล้ว ถ้าหากสามารถบริจาคความรักให้เพื่อนร่วมงานเของเราโดยไม่ได้หวังผลอะไร เพื่อนๆ ร่วมงานของเราได้รับความรัก ต่างคนต่างได้ความรักซึ่งกันและกัน องค์กรของเราหน่วยงานของเรา ก็มีแต่ความรักกัน สามัคคีกัน เมื่อนั้น ความสุขก็ตามมา ดังนั้น เรามาช่วยกัน บริจาค ตั้งแต่วันนี้ร่วมกัน เพื่อให้เราทุกคนได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ที่เป็นประโยชน์ และที่สำคัญ คือ สิ่งใดที่อยู่กับตัวเราแล้วไม่เกิดประโยชน์ เรามาลองบริจาคให้คนอื่นเพื่อเขาจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป หากเป็นเช่นนี้แล้ว สังคมไทยของเราก็จะร่มเย็นเป็นสุข มีแต่ผู้มีจิตศรัทธา มีแต่ผู้มีเมตตา ในการบริจาคตลอดกาล
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยิ่งตาม ยิ่งไม่เจอ

ท่านเคยตามหาอะไรหรือเปล่าในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ตามหาความต้องการ ตามหาความสำเร็จ ตามหาสิ่งสำคัญในชีวิตของท่าน การตามหาอะไรก็ตามแต่ จะต้องมีเป้าหมายที่จะตาม เพราะหากไม่มีเป้าหมายแล้วย่อมทำให้เราไม่สามารถตามสิ่งที่ต้องการเจออย่างแน่นอน

ผู้เขียนก็เคยตามบางสิ่งบางอย่างเหมือนกัน คือ เคยตามว่าสิ่งที่เรารักเมื่อไรจะประสบความสำเร็จเสียที่ ซึ่งสิ่งที่ผู้เขียนรักที่ว่านั่นคือ ทีมฟุตบอลทีมหนึ่งในลีกของประเทศอังกฤษ การตามที่ว่า คือ เราจะค่อยติดตามข่าว ดูข่าว ให้กำลังใจ (หรือที่เรียกว่า เชียร์) เวลาทีมฟุตบอลนั้นลงแข่งขัน หากปีนี้ไม่สำเร็จได้แชมป์ เราก็ต้องรอให้ถึงปีหน้าปีถัดไป เพื่อรอโอกาสอีกครั้งหนึ่ง การตามที่ว่า นั้นคือ ตามหาความสำเร็จในการเป็นแชมป์

ประเทศไทยของเรา เชื่อได้เลยว่า เราคนไทยทุกคน ต้องการตามหาความสำเร็จของประเทในทุกๆ ด้าน เราตามหาว่าฟุตบอลทีมชายไทยของเราเมื่อไรจะได้มีโอกาสไปบอลโลก เราตามหาว่าประเทศไทยของเราเมื่อไรจะสงบจะมีความเจริญเท่าเทียมประเทศอื่นๆ ที่เขาพัฒนาแล้ว แน่นอนครับ เป็นสิ่งที่เราคนไทยทุกคนจะต้องตาม ซึ่งในสภาพปัจจุบันจะเห็นว่าเรายิ่งตาม ยิ่งไม่เจอกับความสำเร็จดังกล่าว (อย่างไรก็ดี เชื่อว่าในอนาคต เราจะตามให้เจอ)

แต่สิ่งที่จะกล่าวในวันนี้ คือ การยิ่งตาม ยิ่งไม่เจอ แล้วมันเรื่องอะไรกันแน่ (ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่เช่นกัน) ยิ่งเราตามหาความต้องการของจิตใจของเราว่าเราต้องการอะไรกันแน่ในชีวิตนี้ ยิ่งนั่งคิดนอนคิด ก็ยังไม่เข้าใจ ยิ่งหาไม่เจอ ว่าเป็นอะไรกันแน่ หลายๆ ท่านอาจจะทราบว่าตัวท่านเองกำลังตามหาอะไรอยู่ ยิ่งท่านตาม บางครั้งก็อาจจะเจอ บางท่านก็อาจจะไม่เจอก็ได้ หากยิ่งตามแล้วยิ่งไม่เจอ จะทำให้เกิดความทุกข์เป็นอย่างมากทุกข์ใจร้อนใจว่าจะทำอย่างไรที่จะเจอสิ่งที่เราต้องการ

แน่นอนครับ บางสิ่งที่เรายิ่งตาม แล้วไม่เจอ นั้น บางครั้งสิ่งที่เราตามอยู่นั้น อาจจะเป็นเป้าหมายสิ่งที่เราต้องการ มีความเป็นไปได้น้อยมาก มีความยากมาก ซึ่งอาจจะแสดงว่า เป้าหมายของเราที่กำหนดนั้น "ไม่เหมาะสมกับเรา" แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะให้ มีเป้าหมายที่เหมาะสมกับเรา วิธีการอย่างหนึ่งที่ทำได้ คือ การมองทางสายกลาง ไม่สูงมากไป ไม่ต่ำมากไป เมื่อได้เป้าหมายอย่างนั้นแล้ว เรายิ่งตามเท่าไร แน่นอนเราจะต้องเจออย่างหลีกหนีไม่พ้น

ยิ่งตาม แล้วไม่เจอ นั้น คือ ความรู้สึกที่แท้จริงของเราในชีวิตที่เราจะต้องหาให้ได้ว่า เราต้องการอะไรกันแน่ เราต้องการอะไรในชีวิตที่สุด ผู้เขียนคิดว่า เป็นเรื่องที่ยาก ยิ่งตามหา ยิ่งจะไม่เจอ อย่างไรก็ดี ถ้าหาก เรามาลองทำใจ ทำสติให้อยู่กับทางสายกลาง ความเป็นไปได้ที่เหมาะสมกับตัวของเรา สิ่งที่เราตามหาอยู่นั้น เราอาจจะเจอในวันหนึ่งวันใดก็ได้

วันนี้ หากเราจะตามอะไรก็แล้ว ถ้าหากเรามีความตั้งใจอย่างแท้จริง เรายิ่งตาม รับรองได้เลยว่าเราจะต้องเจอสิ่งที่เราตามอย่างแน่นอน ในทางตรงกันข้าม หากเราตามอะไรก็แล้วแต่ ถ้าหากเราไม่มีความจริงใจตั้งใจในการตามหา รับรองได้เลยว่า ยิ่งตาม จะยิ่งไม่เจอ ดังนั้น เรามาเริ่มต้น สำหรับ คำที่ว่า ยิ่งตาม ยิ่งจะเจอ กันเถอะครับ

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความผูกพัน

ความผูกพัน เป็นการบ่งบอกถึงความสัมพันธ์กันอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนมีความเข้าใจว่า ผูก เป็นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยวัสดุใดก็แล้วแต่ทำให้สิ่งตั้งแต่สองสิ่งวัตถุตั้งแต่สองวัตถุขึ้นไปมีความใกล้ชิดติดกัน ส่วน พัน น่าจะหมายถึงการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำทำให้สิ่งตั้งแต่สองสิ่งวัตถุตั้งแต่สองวัถตุที่ผูกกันอยู่นั้นมีความใกล้ชิดกันมากยิ่งๆ ขึ้น เพราะโดยส่วนมากเราจะใช้คำว่า พัน หมายถึงการกระทำที่รอบๆ ซ้ำๆ ดังนั้น ผูกพัน คือการกระทำที่คงน่าจะหมายถึงการทำให้สิ่งตั้งแต่สองสิ่ง วัตถุตั้งแต่สองวัตถุ คนตั้งแต่สองคนขึ้นไป มีความเชื่อมกันติดต่อกันโดยมีความใกล้ชิดแน่กันมากๆ
ความผูกพัน วันนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างประกอบ เนื่องจากผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่โรงเรียน ภปร. ราชวิทยาลัย หรือ King's college (เป็นโรงเรียนประจำ) ซึ่งผู้เขียนได้ยินผู้ปกครองท่านหนึ่ง (ซึ่งเคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแห่งนี้) ได้บอกลูกชายว่า "พ่อมีความผูกพันกับแห่งนี้ พ่อต้องการให้ลูกเป็นอย่างพ่อ คือ ได้รับแต่สิ่งดีๆ จากโรงเรียนแห่งนี้ พ่อมีความผูกพันกับโรงเรียนแห่งนี้เป็นอย่างมาก"
จะเห็นว่าความผูกพันทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ในการปฏิบัติงาน ในการดำเนินการใดๆ ขององค์กร ถ้าหากคนในองค์กรคนมีความรู้สึกผูกพันกับอาคารสถานที่เปรียบเสมือนเป็นบ้านของตัวเอง รับรองได้ว่าทุกคนจะร่วมกันรักษาใช้อาคารอย่างทะนุถนอมใส่ใจในเรื่องต่างๆ ของอาคาร ถ้าหากคนในองค์กรมีความผูกพันกันระหว่างผู้ร่วมงานมีความรักเปรียบเสมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน รับรองได้ว่าเราทุกคนจะเป็นญาติกันถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ญาติกันโดยสายเลือด แต่ความผูกพันกันดังกล่าวจะทำให้เราใกล้ชิดกันมากยิ่งๆ ขึ้น
อย่างไรก็ดี ความผูกพันนี้ เป็นสิ่งที่จะต้องกระทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ จิตใจที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ในการสร้างความผูกพัน
ความผูกพันกับสถานที่ จะทำให้เราเฝ้ามองดูสถานที่แห่งนั้นว่าจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าหากเรามีความผูกพันกับมหาวิทยาลัยที่เราสำเร็จการศึกษา เราก็จะติดตามเฝ้ามองความเจริญก้าวหน้า ความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมหาวิทยาลัยของเรา ถ้าหากเรามีความผูกพันกับลูกๆ หลานๆ (แน่นอน คุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ย่อมมีความผูกพันเป็นอย่างมากกับลูกๆ ) ก็จะค่อยส่งเสริมพัฒนาในทุกๆ ด้านให้กับลูกๆ หลานๆ เพื่อต้องการเห็นความเจริญก้าวหน้าในการเรียน ในการอาชีพ เป็นต้น
ที่นี้เราจะทำอย่างไรที่จะให้ความผูกพันมีความมั่นคงแข็งแรง ให้มีความผูกพันกันมากยิ่งๆ ขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะกระทำได้เป็นอย่างง่ายและง่ายที่สุด ไม่ต้องลงทุนลงแรงใช้งบประมาณจำนวนมากมายมหาศาลในการทำให้มีความผูกพันมากยิ่งขึ้น นั้นคือ การใช้จิต โดยเฉพาะจิตที่บริสุทธิ์ จิตที่เป็นผู้ให้ ความหมายคือ หากเราต้องการให้มีความผูกพันกับสิ่งใดๆ ให้มาก เราเพียงใช้จิตของเราสั่งบอกว่า เรารักสิ่งนั้นๆ เราต้องการให้สิ่งนั้นๆ ได้รับเรื่องดีๆ ได้รับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์สิ่ง ซึ่งแน่นอน เราจะต้องฝึกครับท่าน
ดังนั้น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เรามาฝึกจิตให้มีความผูกพันกับสิ่งที่เรารัก
เรารักประเทศไทย เราก็ใช้จิตสั่งว่าเราจะทำแต่สิ่งดีๆ สำหรับประเทศของเรา
เรารักโรงเรียนของเรา เราก็ใช้จิตสั่งว่าเราจะทำทุกอย่างที่ดีๆ เพื่อโรงเรียนของเรา
เรารักมหาวิทยาลัยของเรา เราก็ใช้จิตสั่งว่าเราจะทำแต่เรื่องดีๆ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเจริญ
เรารัก .............................. เราก็ใช้จิตสั่งว่าเราจะ.....................เพื่อให้..........................
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนคิดว่าเรามาผูกพันกันเถอะครับ แล้วโลกของเราจะมีแต่ความสุข
มนูญ ศรีวิรัตน์

หิว

ความหิวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์มาเป็นเวลาช้านานตั้งแต่เกิดโลกใบนี้ขึ้นมา ความหิวเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความต้องการที่มนุษย์ใฝ่หา แต่โดยส่วนมากความหิว มักจะถูกใช้กับความหิวในเรื่องของอาหาร ความหิวนี้แหละที่เป็นต้นเหตุให้มนุษย์ทุกคนๆ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบรรเทาความหิว บางครั้งบางคนอาจจะเกิดความหิวอย่างมากโดยทำให้ไม่มีสติยั้งคิด เหมือนกับนิยายของคนอีสานที่จังหวัดยโสธร เรื่อง ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ซึ่งเป็นที่ลูกชายเกิดความหิวอย่างมากมาย รอแม่เอาอาหารมาให้ เมื่อแม่มาไม่ตรงเวลามาช้ากว่าที่กำหนดไว้ ก็เกิดบันดาลโทสะฆ่าแม่ของตัวเอง แล้วก็นั่งกินข้าวที่แม่ได้จัดเตรียมหามาให้ เมื่อลูกชายได้กินข้าวแล้วก็ความหิวก็ลดลงและหายไปในที่สุด แต่เขาต้องเสียใจกับการกระทำของเขาที่เกิดจากการที่ไม่สามารถยับยั้ง ไม่มีสติ และสิ่งที่เขากระทำลงไปนั้นไม่สามารถเรียกชีวิตของแม่กลับคืนมาได้ นั้นเป็นตัวอย่างที่เป็นโทษของความหิว แล้วเกิดความไม่มีสติ กระทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ และไม่สามารถเรียกกลับคืนความเสียหายนั้นได้
ความหิว เป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องเป็นทุกข์ หากไม่ได้กิน ไม่ได้รับ ความหิวก็ยังคงอยู่ ดังนั้น เราจะทำอย่างไรดีเพื่อให้ความหิวมันลดน้อยถอยลง แน่นอนความหิวเป็นสิ่งที่ยากให้หายไปได้ แต่เราสามารถทำให้ไม่เป็นทุกข์จากความหิวได้ โดยการทำใจเย็นๆ เพื่อให้เกิดสติ เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าถึงแม้จะยังไม่มีอะไรจะกิน เพราะก็คงจะต้องหาหนทางบรรเทาความหิวนั้นลงไปได้
แต่ความหิวที่ผู้เขียนจะได้นำเสนอต่อไป เป็นความหิว ในสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร แต่มันเป็นความหิวของ ความอยากได้ ความหิวของความอยากจะมี ความหิวของการอยากเป็นเจ้าของในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เพียงแต่เราหิวเพราะมีความรู้สึกว่า "ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" เท่านั้น ดังนั้น เพียงแต่ว่าเราฝึกปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอว่าให้มี สติ ในทุกอริยบทว่าเราทำอะไรอยู่ ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติของหลวงพ่อเทียน ที่ท่านได้สั่งสอนบอกวิธีการปฏิบัติว่า ให้มีสติ ให้รู้ กับการกระทำของร่างกายเราอยู่ทุกขณะเวลานั้นเอง
เรามาช่วยกันขจัดความหิว หยุดความหิวในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ในเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ ในเรื่องที่ไม่มีคุณค่าทั้งด้านจิตใจและวัตถุ ตั้งแต่วันนี้กันเถอะครับ เมื่อไม่มีความหิวแล้ว ความทุกข์ก็คงจะไม่เกิดขึ้น และในที่สุดทุกท่านที่ฝึกปฏิบัติได้ก็คงจะประสบพบแต่ความสุข
มนูญ ศรีวิรัตน์