Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ถึงเป็นผู้ชนะ แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ก็ไร้ซึ่งประโยชน์

ผู้เขียนได้ดูภาพยนต์ย้อนอดีตเรื่องหนึ่ง รู้สึกว่าพระเอกเป็นคุณสมบัติ และนางเอกคือ คุณมยุรา น่าจะเป็นภาพยนต์สักประมาณ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา แต่ที่ประทับใจคำพูดของนางเอกในเรื่อง ที่ได้พูดในบ้างช่วงบางตอนว่า "ถึงเป็นผู้ชนะ แต่ไม่มีความรับผิดชอบ ก็ไร้ซึ่งประโยชน์" ทำให้ผู้เขียนมีความรู้สึกเลยว่า เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันที่ควรจะต้องมาทบทวนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันพัฒนา ประเทศชาติร่วมกัน
นั้นเป็นเรื่องของคำพูดที่นางเอกได้พูดไว้ แล้วความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรละครับ
ผู้เขียนขออนุญาตชี้ให้ท่านเห็น โดยท่านลองนึกดูนะครับว่าในปัจจุบันมีหลายๆ บริษัทที่มีผลกำไรแล้วนำผลกำไรกลับคืนสู่สังคม ทำประโยชน์ต่อสังคม ที่ภาษาอังกฤษเราอาจจะเคยได้ยินคำว่า CSR(Corporate Social Responsibility ) นั้นหมายความว่า บริษัทเหล่านั้น เป็นผู้ชนะในทางธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้ทอดทิ้งสังคมรอบข้าง ยิ่งให้ความสำคัญต่อประโยชน์ส่วนร่วม เช่น บริษัทโตโยต้าประเทศไทย มีโครงการปลูกป่าทั่วประเทศ บริษัทฮอนด้าประเทศไทย มีโครงการสร้างสีเขียวให้กับประเทศไทย เป็นต้น
ถ้าหากผู้ชนะในทางธุรกิจ มีผลกำไรมหาศาลหรืออาจจะไม่มหาศาลก็ได้ ได้เล็งเห็นการสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ให้คนหมู่มากได้รับประโยชน์ในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น นับได้ว่า เป็น ผู้ชนะ แล้วมีความรับผิดชอบ สร้างประโยชน์ต่อสังคม ทำให้สังคมได้รับแต่ความสุขในทุกๆ ด้าน ทั้งทางด้านรูปธรรม นามธรรม ด้านทางกายภาพ และทางจิตใจ
มีเรื่องสมมติ ที่จะเทียบเคียงให้ผู้อ่านได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน ผู้เขียนขอสมมติและขออนุญาตยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนี้ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเปิดรับนักศึกษาเป็นจำนวนมาก ทำให้นักศึกษาจะต้องไปอาศัยหอพักภายนอก เนื่องจากหอพักภายในมหาวิทยาลัยมีจำนวนไม่เพียงพอ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีผลการดำเนินการปฏิบัติที่ผ่านการประเมินจากหน่วยงานประกันคุณภาพ ปรากฏว่ามีผลการประเมินที่อยู่ขั้นมาตรฐานที่ดีมาก มหาวิทยาลัยมีรายได้มากมายไม่ว่าจากค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงการศึกษาที่เกิดจากจำนวนนักศึกษาที่มีมาก งบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล ซึ่งนั้นอาจจะหมายความว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เป็นองค์กรที่ เป็นผู้ชนะด้านอุดมศึกษา แต่ปรากฏว่า นักศึกษาที่จำนวนมากออกไปอยู่หอพักภายนอกมหาวิทยลัย เกิดการก่อสร้างอาคารที่พักรอบบริเวณมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก เกิดปัญหาเรื่องน้ำเสียจากหอพักเอกชน เกิดปัญหาเรื่องแหล่งของอบายมุขการเปิดร้านอาหารรร้านเหล้าที่มอมเมานักศึกษา เกิดปัญหาเรื่องร้านเกมส์คอมพิวเตอร์ และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้สังคมภายนอกของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่น่าอยู่อาศัย ประชาชนคนรอบข้างที่เป็นชาวบ้าน อาจจะได้รับผลกระทบดังกล่าว จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยดังกล่าวชนะในเรื่องการศึกษา แต่ไม่มีความรับผิดชอบต่อปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น อาจจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ไร้ประโยชน์ต่อสังคมก็ได้
เราอยากเห็นองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ถ้าหากเขาคิดว่า เขาเป็นผู้ชนะ ในการดำเนินการใดๆ ก็แล้ว ผู้ชนะในที่นี้ อาจจะเป็นทั้งผลกำไร การดำเนินงานที่ชนะองค์กรอื่นผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ ถ้าหากผู้ชนะดังกล่าว ไม่มีความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ทั้งปัจจุบันและในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ผู้ชนะนั้น ก็ไร้ชึ่งประโยชน์ที่มีต่อพวกเราในสังคม ผู้ชนะดังกล่าว อาจจะเรียกได้ว่า เป็นผู้ชนะที่จอมปลอม เป็นผู้ชนะที่ไม่แท้จริง เป็นผู้ชนะที่เป็นผู้แพ้อย่างแท้จริง วันนี้พวกเรามาเป็นผู้ชนะที่จะเป็นผู้ชนะในวันหน้าและเป็นผู้ชนะตลอดไป ดีกว่าเป็นผู้ชนะในวันนี้แล้วเป็นผู้แพ้ในวันหน้า
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

มักง่าย

บางท่านอาจจะสงสัยว่า คำว่า มักง่าย ตกลง มันเป็นภาษาอะไรกัน เพราะคนอีสาน (คนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จะใช้คำว่า มัก หมายถึง รัก ชอบ ในสิ่งนั้นๆ เช่น มักอยู่คนเดียว หมายถึง ชอบอยู่คนเดียว ของภาษาไทยทั่วไป ด้วยเหตุนี้ มัก ของ คนอีสาน จะเป็นความรู้สึกที่ดีๆ ต่อสิ่งที่เขาชอบ รักในสิ่งที่เขาต้องการปรารถนา ซึ่งเป็นความรักความชอบด้วยความบริสุทธิ์ใจ

จะเห็นว่า มัก ถ้าหากใช้กับคำอื่นๆ โดยส่วนมากจะถูกใช้เป็นคำนำหน้าคำอื่น เพื่อให้ได้มีความหมายเป็นอย่างอื่น เช่น มักใหญ่ใฝ่สูง มักใจร้อน (แปลว่า ส่วนใหญ่ใจร้อน) เป็นต้น จะเป็นว่าความหมายของ มัก ในลักษณะแบบนี้ จะเป็นส่วนคำที่ขยาย เพื่อบ่งบอกถึง การเป็น “ส่วนใหญ่” “ส่วนมาก” “บ่อยๆ” (มักจะพบบ่อย)

แต่สำหรับวันนี้ เราจะเอาคำว่า “ง่าย” มาต่อท้ายคำว่า “มัก” ลองดูว่าความหมายจะเป็นอย่างไร ง่าย เป็นสิ่งที่ทุกๆ คน ชอบอย่างแน่นอน เพราะหากทำทุกอย่างแล้วมันง่าย จะทำให้เรามีความสุข มีความปลื้มปิติยินดีในการกระทำ ของง่ายๆ เป็นสิ่งที่ทุกคนชื่นชอบไม่ต้องเสียเวลาในการทำ ปฏิบัติ ในการดำเนินการ เนื่องจาก เมื่อเราทำหรือผ่านสิ่งใดๆ ก็แล้วแต่ ง่ายๆ เราสามารถเดินหน้าต่อไปเพื่อลงมือทำ ลงมือปฏิบัติสิ่งที่อยู่ข้างหน้าที่รอเราอยู่

เมื่อ “ง่าย” มาต่อท้ายคำว่า “มัก” กลายเป็น “มักง่าย” ความหมายจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้วครับท่าน เพราะถ้าหากเราไปพูดไปบอกใครก็แล้วแต่ว่า “มักง่าย” เขาคนนั้นอาจจะโกรธให้เราก็ได้ เนื่องจาก คำว่า “มักง่าย” เป็นลักษณะที่บ่งบอกผู้นั้นว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในเรื่องที่กำลังทำ กำลังลงมือทำเอาเสียเลย ปล่อยให้มันผ่านๆ ไปโดยที่ไม่สนใจ คือ ผ่านๆ ก็พอ ส่วนคนที่เป็นผู้บอกคนอื่นว่าเป็นคนมักง่าย เขาอาจจะเป็นผู้มีประสบการณ์ เป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้เชี่ยวชาญ เขาถึงจะสามารถบอกทะลุเราได้ว่าเป็นคนมักง่าย

มาถึงตอนนี้ จะเห็นว่าถ้าการทำงานสิ่งใด ปฏิบัติงานสิ่งใดแล้ว เกิดความ “มักง่าย” ก็จะเกิดความเสียหายกับงานนั้นๆ ไม่มากก็น้อย แล้วเราจะแก้ไขความมักง่ายได้อย่างไรกันละครับท่าน แน่นอนสิ่งหนึ่งที่อาจจะช่วยได้คือ เราเองจะต้องมีความตั้งใจขึ้น มีความรอบครอบสูงขึ้น มีสติกับเรื่องที่กระทำอยู่ให้มากยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งเมื่อกระทำได้อย่างนั้นแล้วผู้เขียนคิดว่า เราจะไม่เป็นคนมักง่ายอีกอย่างแน่นอนครับ

ง่าย เป็นสิ่งคู่กับ ยาก ดังนั้น อย่าพยายามให้เกิด มักยาก นะครับ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เกิดพวก “มักยาก” แล้ว ก็จะเกิดความยุ่งยากตามมาอย่างอีกมากมายมหาศาล ดังนั้น เรามาลงมือทำ และปฏิบัติงานด้านต่างๆ โดยที่ไม่ให้เกิด “มักง่าย” หรือ “มักยาก” นั้นคือ การทำงานด้วยความรอบครอบและมีสติ ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วเราจะพบแต่ความสุขในการทำงาน

มนูญ ศรีวิรัตน์

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รอ

รอ เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับใครไม่ว่าตัวเราเองหรือผู้อื่น รอ ทำให้เกิดความสูญเสียในเรื่องของการใช้เวลา ทำให้สูญเสียความรู้สึก ทำให้เกิดความรู้ว่าเมื่อไรจะสิ้นสุดการรอ
จะเห็นว่า ทุกคนล้วนจะเคยรับรู้ว่าความรู้สึกที่เกิดจากการรอ เป็นอย่างไร และผู้ที่ถูกทำให้เรารอก็เกิดความรู้สึกเหมือนกัน (ยกเว้นบางคน อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้) การรอ ถ้าหากเป็น การรอเก้อ แสดงว่า เรารออะไรสักอย่างแล้วปรากฏว่าสิ่งที่เรารอนั้นเราไม่ได้รับ ไม่ได้พบ ไม่ได้เจอ จะทำให้ผู้ที่รอรู้สึกว่าเกิดการสูญเสียเรื่องเวลาเป็นอย่างมาก สูญเสียความรู้สึก สูญเสียความรู้สึก

นอกจาก การรอเก้อแล้ว บางครั้งเราอาจจะเคยสัมผัสการรออีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า รีรอ ซึ่งจะเป็นอาการอีกแบบหนึ่งที่บ่งบอกถึงการไม่กล้าลงมือทำอะไร ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้าที่จะเดินหน้าต่อไป ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะตัวคนเหล่านั้นไม่มีข้อมูล ไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ ในเรื่องนั้นๆ ด้วยเหตุนี้ รีรอ ก็อาจจะไม่ดีในสายตาของใคร่บางคนก็ได้ แล้วเราจะทำอย่างไรดีละครับที่จะไม่ทำให้เกิดทั้ง การรอ และ การรีรอ

สำหรับการรอ นั้น ถ้าหากผู้รอไม่คิดมากก็อาจจะหาอะไรขึ้นมาทำขณะที่รอ เช่น อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ฟังเพลง (ร้องเพลงคนเดียว ถ้าทำได้ก็ดี) เป็นต้น ซึ่งการทำแบบนี้เขาเรียกว่า การฆ่าเวลา นั้นคือ ไม่ต้องไปสนใจเรื่องของเวลา เวลาเป็นเรื่องของการสมมติว่า เป็นเวลานาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เท่านั้นเอง เราต้องหาอะไรที่เป็นประโยชน์ขึ้นมาทำ ส่วนผู้ที่ทำให้คนอื่นๆ รอ สิ่งแรกที่ควรจะต้องทำ คือ การโทรศัพท์บอกคนที่รอ โทรศัพท์บอกไม่ได้จะทำอย่างไรดี ก็ทำได้เช่นกัน คือเมื่อมาถึงหรือมาพบกับคนที่รอ ก็เพียงแต่กล่าวคำ ขอโทษ บอกสาเหตุ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะให้อภัยอย่างแน่นอน

สำหรับการรีรอ นั้น คือ การที่เราไม่แน่ใจไม่มั่นใจ ไม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ที่จะลงมือปฏิบัติหรือกระทำงานใดๆ จะเห็นว่ารีรอ ทำให้เราเสียโอกาสในบางเรื่อง ถ้าหากเรื่องใดที่จะต้องรีบทำรีบดำเนินการเรามัวแต่รีรอจะเกิดความเสียหายเป็นอย่างมากในเรื่องนั้นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความรีรอ อาการรีรอ เราทุกคนควรจะต้องมีข้อมูล มีความใส่ใจ มีความตั้งใจในเรื่องนั้น ซึ่งเมื่อเราฝึกปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ย่อมจะทำให้ไม่เกิดการรีรอ เมื่อไม่รีรอแล้ว ทุกอย่างก็สำเร็จลุ่ล่วงตามระยะเวลาที่กำหนดตามเป้าหมายที่เราได้วางไว้

ดังนั้น มาวันนี้ เรามาช่วยขจัด คำว่า รอ ให้หายไป แล้วรีบลงมือทำโดยทันทีทันใด มารีบกันเถอะครับ

มนูญ ศรีวิรัตน์

การเดินทาง

พระอาทิตย์กำลังจะตกหรือกำลังจะขึ้น พระอาทิตย์ขึ้นก็ทำให้เราสว่าง พระอาทิตย์ตกก็ทำให้เรามืด จะเห็นว่าเมื่อขึ้นก็ย่อมมีตกเป็นของคู่กันเสมอไม่มีวันเสื่อมคลายและยั่งยืน

แต่ที่จะนำเสนอวันนี้ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ แต่จะเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านเห็นอยู่ข้างหน้าคือ เรื่องของถนนและลูกศรเส้นจราจร เป็นการบ่งบอกว่าเราจะต้องเดินไปข้างหน้า เราจะต้องตรงไป เราจะตั้งใจทำในงานที่ตั้งเป้าหมายปลายทางไว้ชัดเจน เหมือนเรากำลังเดินทางไปตามถนนหนทาง บางครั้งก็เจอถนนดีๆ ก็ทำให้เดินทางด้วยความสะดวกรวดเร็วไร้ซึ่งอุบัติเหตุ แต่ถ้าหากเมื่อใดก็ตามเราต้องเดินทางตามถนนที่ไม่ดี ไม่มีมาตรฐาน อาจจะทำให้เราจะต้องใช้เวลาเดินทางสู่จุดหมายด้วยความลำบาก อย่างไรก็ดี บางครั้งเราเดินทางถ้าหากเราเดินทางผิดเราก็อาจจะต้องย้อนกลับโดยตามลูกศรที่ให้กลับรถได้ ดังนั้น กฎต่างๆ เกี่ยวกับการเดินรถเราจะต้องเคารพและปฏิบัติตามด้วยความเคร่งครัดเพื่อจะได้ทำให้ทุกคนที่เดินทางสามารถถึงเป้าหมายการเดินทางได้อย่างราบรื่น

ชีวิตคนเราก็เหมือนกันถ้าหากเรามีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนมีวิธีการเดินทางของชีวิตมีระเบียบมีกฎการอยู่ร่วมกันในครอบครัวที่ทุกคนปฏิบัติแล้วมีความสุข การเดินทางของชีวิตเราก็ราบรื่นไม่มีปัญหาจะทำให้เราครอบครัวของเรามีแต่ความสุข แต่บางครั้งถ้าหากเรามีปัญหามีอุปสรรคก็จต้องย้อนกลับมาคิดว่าปัญหาหรืออุปสรรคนั้นมีสาเหตุเกิดจากอะไร อะไรที่เป็นต้นเหตุ แล้วค่อยๆ เดินทางต่อไปเพื่อให้ถึงจุดหมาย

การเดินทางที่หลงผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการนั้น บางครั้งคนรอบเข้าหรือคนใกล้ชิดก็ควรให้โอกาสให้อภัยเพื่อให้ก้าวเดินทางใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะการที่เราหลงผิดที่ผ่านมามันเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เราเสียเวลาเท่านั้นเอง เมื่อเรารู้แล้วว่าเราหลงทางเดินผิดเราจะต้องตั้งใจใหม่เดินทางใหม่ และที่สำคัญคือเร่งการเดินทางเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางในเวลาที่เราได้เคยตั้งใจไว้ ตัวอย่างเช่น นักศึกษาใหม่เมื่อเขามาเรียนในระดับอุดมศึกษาอาจจะยังไม่สามารถปรับตัวได้อาจจะเดินทางไปให้ทางที่ไม่ถูกไม่ควรในทางที่ผิด แต่ถ้าหากเขาคิดได้ รู้ได้ว่า เดินทางมาผิดแล้วนะ เขาสามารถที่จะหาที่กลับมาเริ่มต้นในหนทางที่ถูกที่ควรได้

เป้าหมายของการเดินทาง คือ สิ่งที่ทุกคนต้องการ บางท่านบอกว่า เป้าหมายมีไว้ให้พุ่งชน เป้าหมายมีไว้เพื่อไปให้ถึง เป้าหมายมีไว้เพื่อทำให้เรามีความสุข คนเรามีเป้าหมายในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน เพราะมีความชอบความพอใจความอยาก ที่ไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของแต่ละคนอาจจะมากอาจจะน้อยก็แล้วแต่ความสามารถของแต่ละคน แต่ถ้าหากเรากำหนดเป้าหมายที่เหมาะสมกับเราได้จะทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดี ท่านใดที่มีเป้าหมายสูงๆ เป้าหมายใหญ่ๆ ก็อาจจะต้องใส่สติ ใส่ความตั้งใจจิตใจที่มีพลังอย่างมหาศาลเพิ่มเติม ที่เราเรียกว่า ตั้งสติและจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่เราต้องการ

ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเป้าหมายอะไรก็แล้วแต่ เราสามารถที่จะหาหนทางที่จะต้องทำให้ไปสู่เป้าหมายเพื่อประสบความสำเร็จได้โดยการเลือกเดินทางไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เปรียบเสมือนการเดินทางในรูปภาพข้างบนที่ท่านเห็น เราไม่สามารถย้อนกลับเหมือนกันกลับรถยนต์ได้ ดังนั้น ขอให้ทุกท่าน ตั้งใจอย่างไปสู่หนทางเป้าหมายปลายทางที่มุ่งหวังไว้นะครับ

มนูญ ศรีวิรัตน์

ไล่

ไล่ เป็นคำที่ใช้คู่กับคำอื่นๆ เพื่อจะได้มีความหมายที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไล่ล่า เป็น คำหนึ่งที่ใช้สำหรับการที่ผู้อำนาจมากกว่าผู้มีอาวุธพลานุภาพมากกว่าตามหาผู้มีอำนาจน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีอาวุธหรือผู้ไม่มีพลานุภาพน้อยกว่าเพื่อทำลาย เพื่อทำให้สูญสิ้นไป เพื่อทำให้ไม่มีตัวตนในโลกนี้ หรือ เพื่อทำให้สิ้นชีวิต เช่น นายพรานไล่ล่าสัตว์ ตำรวจไล่ล่าโจรร้ายที่ฆ่าคนตาย เป็นต้น จะเห็นว่าไล่ล่าเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแต่การสูญเสีย ผู้ที่ถูกตามล่าก็เป็นทุกข์เพราะจะต้องค่อยระมัดระวังตัวไม่ให้ถูกล่าได้ ดังนั้น การไล่ล่าจะต้องมีทั้งผู้ไล่ล่าและผู้ถูกไล่ล่า

แต่บางครั้งไล่ อาจจะใช้คู่กับ ออก กลายเป็น ไล่ออก แน่นอนครับ ไล่ออก เป็นสิ่งที่ไม่ปรารถนาสำหรับผู้ที่ทำงานมีงานเป็นประจำ การไล่ออกจะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องมีเหตุว่ากระทำผิดอย่างร้ายแรงในองค์กรนั้น ผู้บริหารองค์กรนั้นๆ ก็สามารถใช้อำนาจตาม กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกฎหมาย ที่กำหนดไว้ได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดี หากผู้บริหารใช้อำนาจไม่ถูกไม่ควรกระทำการไล่ออกโดยไม่สมเหตุสมผล ก็พลอยจะทำให้เกิดความเดือดร้อน เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกไล่ออก ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แน่นอนครับถ้าหากเราทำดีปฏิบัติงานดี กระทำในสิ่งที่ชอบ รับรองได้ว่าไม่ม่ใครที่จะใช้อำนาจไล่ออกได้ ยกเว้นแต่ว่าเรานั้นกระทำผิด ปฏิบัติงานไม่ดีไม่ถูกต้องไม่ควร ผู้มีอำนาจก็สามารถย่อมมีสิทธิ์ที่ถูกต้องในการไล่ออก

ไล่ออก อีกแบบหนึ่งที่เราทุกคนรู้จักกันดี คือ ไล่ออก จากการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกีฬาฟุตบอล กรรมการผู้ตัดสินสามารถไล่นักกีฬาออกได้ถ้าหากเล่นผิดกติกา บางครั้งก็เตือนก่อน แล้วตามด้วยใบเหลือง และให้ใบแดงไล่ออกจากสนามถ้าหากกระทำผิดกติกาอีกครั้ง แต่บางครั้งเราจะเห็นว่ากรรมการผู้ตัดสินก็สามารถให้ใบแดงไล่ออกจากสนามไปเลยจะเกิดขึ้นเมื่อกระทำผิดกติการ้ายแรงจริง ดังนั้น จะเห็นว่าการไล่ออก ไม่ว่าจะเป็นสำหรับผู้ทำงานหรือนักกีฬาต่างๆ ไม่ชอบ ไม่ต้องการเอาเสียเลย แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี เพื่อไม่ให้เกิดการไล่ออกเกิดขึ้น เราทุกคนจะต้องปฏิบัติประพฤติ กระทำ ในสิ่งที่ดีๆ ในสิ่งที่กำหนดไว้ตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกฎหมาย นั้นคือ กระทำแต่ความดี กระทำแต่ความถูกต้องความชอบ

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การไล่ออกจะไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดหลักคิดง่ายๆ เพื่อไม่ให้เกิดการไล่ คือ จะต้องคิดแต่สิ่งดีๆ ทำแต่สิ่งดีๆ ทั้งกาย วาจา และใจ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้มีอำนาจก็ไม่สามารถไล่เราออกได้ ไล่ล่าเราได้ ถึงแม้ว่าผู้อำนาจจะไล่เราออก หรือไล่ล่าเรา สักวันหนึ่งไม่เร็วไม่ช้า ความจริงก็ย่อมจะปรากฏให้เห็น และผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดย่อมจะได้รับผลการกระทำอันนั้น ผลกรรมอันนั้นอย่างแน่นอน

มนูญ ศรีวิรัตน์

โชค

หลายๆ ท่านคงจะได้รู้จักคำนี้เป็นอย่างดี เพราะผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าทุกคนในโลกนี้ล้วนจะต้องประสบกับโชค เพียงแต่ว่าบางท่านอาจจะได้รับโชคดี บางท่านอาจจะได้รับโชคร้าย
โชคถ้าหากเป็นโชคดีแล้วก็ เป็นที่ต้องการของทุกๆ คนไม่ว่าเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่ทุกชนชาติล้วนต้องการได้รับแต่โชคดี แต่สำหรับโชคร้ายต่างๆ นั้น แน่นอนผู้คนล้วนไม่ต้องการและไม่ต้องการรับรู้รับทราบ
เรากลับมาที่คำว่า โชคดี เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเสมอกับทุกๆ คน และทุกๆ คนอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีโชคดีสักหนึ่งอย่างในชีวิตที่เกิดมาจะเป็นโชคดีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กก็แล้วแต่บุญพาวาสนาที่ได้สะสมกันมาทั้งชาตินี้และชาติที่ผ่านมา บางคนก็ได้รับโชคดีขนาดใหญ่หลายๆ ครั้ง หลายๆ หนในชีวิตนี้ในชาตินี้ ทำให้หลายๆ คนต่างอิจฉาว่าทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้รับโชคขนาดนี้

ส่วนโชคร้ายนั้นตรงกันข้ามผู้คนต่างหลีกหนีห่างไกลไม่ต้องการได้รับ จนบางคนถึงกับเอยปากว่า ทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงได้โชคร้ายอย่างนี้ ผู้เขียนมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าโชคร้าย มันไม่ได้เกิดขึ้นมาเองอย่างแน่นอน มันจะต้องมีที่มาที่ไปของมัน มันจะต้องเป็นอะไรที่ผู้ที่โชคร้ายนั้นได้กระทำมาก่อนในอดีตไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาที่ผ่านมาอันใกล้หรือในช่วงเวลาที่ผ่านมายาวนาน หากใครทำแต่สิ่งร้ายๆ ที่ผ่านมา คงจะได้รับแต่โชคร้าย เพราะมันเป็นไปตามหลักของพุทธศาสนา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ ความเป็นเห็นและผล หากใครทำแต่สิ่งที่ดีๆ ที่ผ่านมา สิ่งที่จะได้รับจะต้องเป็นไปในสิ่งที่ดีๆ และได้รับแต่โชคดี
บางครั้งการได้รับโชคร้ายนั้น มันอาจจะเป็นชั่วเสี้ยววินาที่ เช่น เรื่องการได้รับอุบัติเหตุ เป็นต้น แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า การมีสติในทุกเสี้ยววินาทีในช่วงของทุกขณะเวลา บางครั้งอาจจะช่วยให้การเกิดอุบัติเหตุน้อยลงหรืออาจจะไม่เกิดขี้นก็ได้ เพราะการที่มีสติในเรื่องต่างๆ ที่เรากระทำลงไปนั้น จะเป็นตัวช่วยกลั่นกรองการกระทำได้เป็นอย่างดียิ่ง โดยเฉพาะที่ท่านใดหากฝึกปฏบัติในเรื่องการมีสติแล้วจะทำให้ได้รับโชคร้ายน้อยลง การมีสติเป็นการที่ทำให้เราคิดกระทำในสิ่งที่ดีๆ สิ่งที่ถูก สิ่งที่ควร ด้วยเหตุนี้ โชคร้ายอาจจะไม่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าหากเรามีสติกระทำแต่ความดีงาม กระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ กระทำในสิ่งที่ทำให้ผู้คนรอบข้างได้รับแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นประโยชน์ และเมื่อโชคร้ายไม่เกิดขึ้นกับเรา
แน่นอนครับโชคดีอาจจะเกิดขึ้นกับเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง ขอเพียงแต่ทุกท่านมาร่วมกับสะสมความดี กระทำความดีตั้งแต่วินาที กระทำดีต่อบุพการี กระทำดีต่อครูบาอาจารย์ กระทำดีต่อผู้มีพระคุณ กระทำดีต่อแผ่นดินที่ให้เกิดอาศัย แล้ววันนั้นของท่านจะมาถึง แม้ว่าจะไม่มาถึงในชาตินี้ก็ตามแต่ ชาติหน้ามีจริงเราก็ย่อมจะได้รับสิ่งดีๆ โชคดีนั้นๆ อย่างแน่นอน
ดังนั้น โชค เป็นสิ่งที่คนเราต้องการเพียงแต่เป็นโชคดีเท่านั้น โชคดีจะเกิดขึ้นได้ย่อมมีต้นเหตุ มีสาเหตุจากการสะสมความดีงามทั้งทางกายและทางใจที่บริสุทธิ์ เราทุกคนล้วนต้องการได้รับแต่โชคดี โชคดีดูเหมือนจะมีจำนวนจำกัดมีจำนวนไม่มาก แต่เราสามารถทำให้มีจำนวนมากได้ถ้าหากเราต้องการ เรามาเริ่มช่วยกันหาความโชคดีกันเถอะครับ
มนูญ ศรีวิรัตน์

โอกาส

คนดูฟุตบอลทางโทรทัศน์คงจะเคยได้ยินผู้บรรยายได้กล่าวถึงโอกาส บ้างก็ว่า กองหน้าใช้โอกาสเปลื้อง บ้างก็บอกว่ากองหน้าไม่มีโอกาสที่จะยิงประตูเลย จะเป็นว่าโอกาสบางครั้งก็มีมาก บางครั้งก็มีน้อยหรือไม่มีเลย โอกาสนั้น เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป ในทุกอาชีพ ทุกสถานที่ ทุกเวลา ไม่เลือกเพศเลือกวัย เพียงแต่จะใช้โอกาสนั้นให้เหมาะสมกับอาชีพ สถานที่ เวลา เพศ วัย ได้อย่างไรถึงจะเกิดประโยชน์มากที่สุด
ทุกคนที่เกิดมาล้วนได้รับโอกาสจากผลบุญที่ได้สะสมมาตั้งแต่หลายๆ ชาติที่ผ่านมา เมื่อเราทุกคนได้รับโอกาสที่ดีที่เกิดมาเป็นคนเกิดเป็นมนุษย์มีความคิดมีความรู้ความสามารถ เราทุกคนควรใช้โอกาสดังกล่าวสร้างโอกาสในเรื่องอื่นๆ ที่เกิดประโยชน์ต่อคนเอง ต่อครอบครับ ต่อคนอื่นๆ ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ
โอกาสนั้นมีอยู่แล้ว อาจจะเรียกว่าได้ โอกาสมันร่องลอยอยู่ในอากาศ เพียงแต่ว่าเราจะไขว่คว้าเอาลงมาได้หรือไม่เท่านั้นเอง การหยิบฉวยโอกาสเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องตั้งใจ ต้องรู้ว่าเมื่อเราได้โอกาสมาแล้วจะก่อประโยชน์ต่อไปได้อย่างไร
บางท่านอาจเคยกระทำผิด อาจเคยหลงผิด แต่ถ้าหากได้รับโอกาสในการแสดงให้คนอื่นในสังคมได้เคยได้รับรู้ว่าสิ่งที่เรากระทำผิดหลงผิดไปนั้น เป็นเพียงความประมาท ความเลิ่นเลอ ความรู้เท่าไม่ถึงการ ความไม่ตั้งใจ แล้วกลับมาขอโอกาสอีกครั้งในการเริ่มต้นใหม่ และใช้โอกาสดังกล่าวพิสูจน์ตัวเองอย่างตั้งใจ อย่างมีสติ ดั่งคำที่ว่า ขอโอกาสให้ผม ให้ดิฉัน ให้หนู อีกสักครั้งจะได้หรือเปล่า
แน่นอนครับ การขอโอกาสเป็นสิ่งที่ดี ที่เราถ้าหากให้โอกาสใครได้ก็แล้วแต่ควรจะพิจารณาให้เขา เพราะหากโอกาสที่เขาเหล่านั้นได้รับไป เขาก่อประโยชน์ในอนาคตได้ ย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่คนที่ได้รับโอกาสก็ควรจะต้องรู้ตัวเองด้วยว่า เราจะต้องเริ่มตั้งใจทำให้ได้ถึงแม้ว่าจะยากเย็นแสนเค็ญเพียงใดเราก็ควรจะต้องใช้โอกาสดังกล่าวด้วยจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่
เมื่อมาถึงขณะนี้ ถ้าหากท่านใดมีโอกาสในเรื่องหนึ่งเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ ก็ควรจะโอกาสนั้นอย่างเต็มที่นะครับ เพราะดีกว่าเราไม่มีโอกาส อย่าใช้โอกาสเปลื้อง อย่าใช้โอกาสโดยไม่มีสติ อย่าใช้โอกาสโดยไม่มีความรู้ข้อมูลสนับสนุน อย่าใช้โอกาสโดยไม่มีผู้เห็นด้วย และที่สำคัญ คือ เมื่อมีโอกาสแล้วเราจะต้องทำให้สำเร็จ ขอเพียงแต่อย่าใช้โอกาสให้สิ้นเปลื้องก็แล้วกัน หรือ บางครั้งที่เขาเรียกว่า เมื่อมีโอกาสทอง ควรจะต้องทำมันอย่างเต็มที่ อย่าปล่อยให้โอกาสทองนั้นหลุดลอยไปอย่างเด็ดขาด
มนูญ ศรีวิรัตน์