Nuffnang Ads

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โกรธ

ในโลกนี้ เมื่อมีคำว่า โกรธ ย่อมมีสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ยิ้ม ความโกรธ เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนไม่มีความสุข
ภาพยนต์ 3D เรื่องหนึ่งที่ฉายในขณะนี้ ชื่อเรื่องว่า Shrek Forever After ( เชร็ค สุขสันต์ นิรันดร) ฟังชื่อเรื่องแล้วมีความรู้สึกว่า น่าจะสุขสันต์ไปตลอดชีวิต แต่ในเรื่องมีต้นเรื่องจากสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัว คือ ความโกรธ ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เมื่อมีความโกรธ ทำให้ขาดสติยั้งคิด และประการสำัคัญคือ เมื่อผู้นั้นได้ดื่มของมึนเมา (สุรา) จะทำให้การมีสติลดน้อยถอยลงไป เช่นเดียวกันกับในภาพยนต์ดังกล่าว Shrek เกิดความโกรธอย่างสุดขีดแล้วไปเจอกันคนไม่ดีพาไปในทางที่ไม่ดีดื่มสุรา ทำให้ขาดสติ และเขาได้กระทำในสิ่งที่เกิดตามมาอย่างที่ไม่น่าให้อภัย แต่ตอนจบของเรื่องน่าจะมีความสุขนิรันดร ตามชื่อเรื่อง
แต่ที่ยกขึ้นมาให้เห็นก็คือ โกรธ เป็นสิ่งที่อยู่กับตัวเราทุกคนมานานแสนนาน ความโกรธ เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าเราขาดสติ และเมื่อมีความโกรธ เิกิดขึ้น ย่อมมีแต่ความทุกข์ในด้านต่างๆ ที่ตามมาอย่างที่บางครั้งอาจจะเป็นผลเสียหายร้ายแรงก็ได้
ความโกรธนั้นจะหายไปได้ เมื่อมีรอยยิ้ม
ก่อนที่จะกล่าวถึงรอยยิ้่ม ใคร่ขออนุญาตนำข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เกี่ยวกับ ความโกรธ หรือ การโกรธ หรือ อาการโกรธ อาการโกรธ นั้น จะเกิดขึ้นได้นั้น จะต้องใช้มัดกล้ามเนื้อบนใบหน้าหลายๆ ส่วนด้วยกัน ดังนั้น หากมัดกล้ามเนื้อดังกล่าวถูกใช้งานบ่อยๆ อาจจะทำให้เกิดรอยเหยี่ยวย่นบนใบหน้าของเราได้ และที่สำคัญจำเป็นจะต้องใช้พลังงานจำนวนพอสมควร ซึ่งบางครั้งเราอาจจะเห็นอาการโกรธที่แสดงออกที่ใบหน้าเป็นสีแดงกร่ำที่แสดงอาการร้อน ส่วนการยิ้มหรือการสร้า่งรอยยิ้มนั้น ผู้เชี่ยชาญได้กล่าวว่าใช้พลังงานงานน้อยกว่าและใช้มัดกล้ามเนื้อบนใบหน้าน้อยกว่าการโกรธ ด้วยเหตุนี้ คนที่โกรธบ่อยๆ อาจจะต้องมีรอยย่นมากกว่าคนที่มีแต่รอยยิ้ม
ที่นี้ เรามากล่าวถึง ยิ้ม เป็นที่ประเทศไทยของเราในปัจจุบันของเราต้องการเป็นอย่างมาก เพราะเราต้องการเห็นคนไทยมีรอยยิ้่มให้กันและกัน เหมือนกับที่เขาว่า เป็นเมืองสยามเมืองยิ้ม ซึ่งชาวต่างประเทศทราบกันดีว่าไทยของเราเป็นดินแดงที่มีแต่รอยยิ้ม อย่างไรก็ดี จากสภาวะแวดล้อม ความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่ได้ทราบกันดี นั้น ประเทศไทยของเราสามารถที่จะสร้่างรอยยิ้มกันง่ายๆ เพียงแต่ต้องรู้สึกว่ามีความสุข คิดถึงเรื่องที่ทำให้เรามีแต่ความสุข เป็นเรื่องใดก็ได้ เพราะเราจะต้องยิ้มมาจากจิตใจของเรา ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนเราทุกคนจะต้องเคยมีความสุขในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ เรามาหาเรื่องที่มีแต่ความสุข คิดถึงแต่เรื่องที่เป็นความสุข แล้วในที่สุด รอยยิ้่มของทุกคนก็จะเกิดขึ้นมาได้อย่างอัตโนมัติ
โครงการเพียงคิด ก็ยิ้มแล้ว น่าจะเป็นโครงการที่เราคนไทยทุกคนช่วยกันทำ เช่น คิดหรือนึกถึงวันที่แม่ของเราบอกว่ารักเรา คิดหรือนึกถึงวันที่เราสำเร็จการศึกษา คิดหรือนึกถึงเรื่องที่ตลกๆ ที่เราได้ทำตอนเด็กๆ เป็นต้น
ดังนั้น วันนี้เป็นต้่น เรามาช่วยกันขจัดความโกรธ และสร้า่งรอยยิ้ม กันทุกเวลา ทุกวัน ให้กันและกัน แล้วเรา ครอบครัวของเรา ที่ทำงานของเรา หมู่บ้านของเรา อำเภอของเรา จังหวัดของเรา และ ประเทศไทยของเรา จะมีแต่ความสุข
มนูญ ศรีวิรััตน์

ช่วยกันกิน ช่วยกันล้าง

ช่วยกันกิน ช่วยกันล้าง
เราทุกคนเกิดมาล้วนจะต้องกินเพื่อความอยู่รอดของชีวืต การกินถือว่าจะต้องมีวัฒนธรรม ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ แต่ละประเทศ แต่ละเวลา ตามลักษณะของชาติพันธ์ อาหารก็เช่นกันมีความแตกต่างกันไป การกินอาหารถ้าหากมีอาหารจำนวนมากเพียงพอเราก็ช่วยกันกิน แต่หากมีอาหารไม่พอเราต้องช่วยกันหาของกิน และเมื่อกินเสร็จแล้วเราทุกคนควรจะต้องช่วยกันล้างภาชนะที่ใส่ของกิน เพื่อใช้ในครั้งต่อไป
แต่ที่ผู้เขียนนำเสนอวันนี้ ได้ไปเห็นกิกรรมหนึ่งที่วัดเวฬุวัน จังหวัดขอนแก่น ซี่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมมีนักเรียน นักศีกษามาศึกษาปฏิบัติธรรมมารวมกันฝึกตั้งแต่เช้าตื่นนอนชำระร่างกาย รับประทานอาหารร่วมกัน อาหารเหมือนกัน หลังจากนั้นต่างคนร่วมกันทำความสะอาดภาชนะที่ใส่อาหารเพื่อใช้ในครั้งต่อไป ดังนั้น จะเห็นว่ากิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใดก็แล้วแต่ ถ้าหากเมื่อเราร่วมกันทำแล้วจะสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่น เป็นระเบียบ
ด้วยเหตุดังกล่าว การช่วยกันกิน ช่วยกันล้าง ถ้าหากเปรียบในทางพุทธศาสนาแล้ว การกินความหิวเป็น กิเลสอย่างหนึ่ง เมื่อมีกิเลสแล้วเราต้องล้างกิเลสให้หายไปทุกเมื่อ การล้างมนุษย์เราควรจะต้องล้างกิเลสต่างๆ ออกให้สิ้น ล้างความสกปรก ล้างสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ล้างสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้น เราทุกคนมาช่วยกันกินให้น้อยลงดีหรือเปล่าครับ และมาช่วยกันล้างให้มากยิ่งขึ้น นั้นคือ ช่วยกันลดกิเลสให้มากที่สุด และช่วยกันล้างกิเลสให้หายไปจากตัวเรา
มนูญ ศรีวิรัตน์

กลาง

คำ่ว่า “กลาง” เป็นสิ่งที่บ่งบอกตำแหน่งของสิ่งของ หรือ สิ่งใดก็ตามที่ ที่อยู่ห่างจากที่สูงสุด (หรือมากที่สุด) และที่ต่ำสุง (หรือน้อยที่สุด) ในระยะทางที่เท่ากัน โดยจะอยู่ภายในที่สูงสุด (หรือมากที่สุด) และที่ต่ำสุง (หรือน้อยที่สุด) ด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามแต่ถ้าหากอยู่ตรงกลางทุกคนย่อมเข้าใจตรงกันแล้วและทราบว่าตรงกลางนั้นเป็นอย่างไร แต่บางอย่างที่เป็นลักษณะของนามธรรมจับต้องไม่ได้ เช่น เราบอกว่า กีฬาฟุตบอล มีกรรมการตัดสินที่เป็นกลาง ซึ่งบางครั้งก็อาจจะมีที่ผู้ตัดสินไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลางได้อย่างดี ดังนั้น กีฬาบางประเภทเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตัดสินเพื่อให้เป็นกลาง ยุติธรรมกับผู้แข่งขันทั้งสองฝ่าย เช่น กีฬาเทนนิส นำเทคโนโลยีการจับภาพลูกเทนนิสมาดูว่าเป็นลูกที่ตีออกหรือลงเส้น ซึ่งการทำหรือการนำเทคโนโลยีเข้าช่วยทำให้ผู้แข่งขันร่วมทั้งกองเชียร์ได้สบายใจดูการแข่งขันอย่างมีความสุข เมื่อเป็นผู้แพ้ก็รู้สึกได้รับความเป็นธรรมและมีความสุข จะเห็นว่ากีฬาทุกประเภทได้พยายามนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตัดสินให้เกิดความยุติธรรมกับผู้เข้าร่วมแข่งขันให้ได้มากที่สุด แต่กีฬาบางอย่างไม่ต้องการความเป็นกลาง คือ กีฬาพื้นบ้าน ซักกะเย่อ นั่นเอง เพราะ กีฬาดังกล่าวก่อนการแข่งขั้น จะต้องนำเชือกให้มาอยู่จุดตรงกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย จะชนะกันก็ต่อเมื่อฝ่ายใดสามารถนำจุดกึ่งกลางไปอยู่ในพื้นที่อาณาบริเวณของตัวเอง
ความเป็นกลาง เป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ คือ ทางสายกลาง ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป ซึ่งเรื่องที่เราทุกคนทราบกันดีและบางท่านได้ปฏิบัติเป็นอย่างดี และเราก็อยากจะให้ทุกคนเดินทางสายกลาง ผู้เขียนเองก็ยอมรับว่าก็ยังทำไม่ได้ แต่อย่างเรื่องก็ทำได้ คือ ปล่อยวาง ไม่ยึดติด ประการสำคัญ คือ ทางสายกลางนั้นเราควรจะปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และที่สำคัญอีกอย่าง คือ ต้องเป็นไปตามหลักของธรรมะ เพราะถ้าหากท่านใดเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงธรรมะ ท่านจะรู้ว่า ความเป็นกลาง อย่างแน่นอน
เมื่อเราทุกคนมีความเป็นกลางในทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นศูนย์กลาง รวมจิตใจ รวมพลัง และร่วมกันกระทำในแต่สิ่งดีๆ ทุกสิ่งจะประสบความสำเร็จ

มนูญ ศรีวิรัตน์

ยุบ

ยุบ เป็นอีกคำหนึ่งที่สังคมในความสนใจเป็นอยากมากในหลายรอบเดือนที่ผ่านมา มีข่าวหลายๆ ข่าวที่ลงในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ของบ้านเรา ว่า มีการยุบตัวพื้นดินของจังหวัดหนึ่ง รวมทั้งที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีข่าวเกี่ยวกับการยุบตัวของพื้นที่กรุงเทพมหานครในแต่ละปีเนื่องจากสาเหตุมาจากหลายประการ เป็นต้นว่า เกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้น คำว่า ยุบ คือ อาการของลดระดับของบางอย่างจากระดับที่สูงกว่าไปสู่ระดับที่ต่ำกว่า หรือบางครั้งอาจจะเป็นลักษณะของการลดขนาดให้เล็กลง เช่น การชนของรถยนต์มีการยุบของตัวถังรถยนต์ คำว่า ยุบ ก็อาจจะเป็นอาการหรือลักษณะของการลดขนาดจากใหญ่ให้เล็กลงโดยมีการกระทำจากแรงภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้
บางครั้ง เราอาจจะเคยได้ยินว่ามีการยุบตำแหน่ง ยุบองค์กร ยุบหน่วยงาน ด้วยเหตุนี้ ยุบ ก็อาจจะหมายถึงการทำให้หายไปของสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งข้าราชการผู้ใดที่มีตำแหน่งสูงๆ ถ้าหากมีการยุบตำแหน่งแล้วรับรองได้ว่าอาจจะไม่สบายใจสักเท่าไร เพราะกลัวว่าตัวเองจะไม่มีตำแหน่ง ไม่มีที่อยู่ สำหรับภาคเอกชนมีการปรับตัวตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการยุบตำแหน่ง ยุบแผนก ยุบฝ่ายต่างๆ ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกำไร แต่ถ้าสำหรับองค์กรภาคราชการแล้วนั้น การยุบตำแหน่ง การยุบแผนก ยุบผ่ายที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อทางราชการ มีไว้ก็รั้งแต่จะทำให้ราชการเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์รู้สึกว่าจะทำไม่ได้อย่างรวดเร็วเท่าไรนักเมื่อเปรียบเทียบกับภาคเอกชน ดังนั้น ถ้าหากราชการองค์กรภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนโดยมีการยุบดังที่กว่ามาแล้วนั้นโดยกระทำตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ตามความจำเป็น ตามความเป็นจริงที่มีอยู่ รับรองได้ว่าราชการของไทยเราจะสามารถกประหยัดงบประมาณแผ่นดินอีกมากมาย
และคำว่า ยุบ ที่พูดถึงมากันหลายๆ ครั้ง ยุบ อีกแบบหนึ่ง คือ การยุบสภา แต่ถ้าหากว่า เราเกิดใช้คำว่า การยุบตัวของสภา อาจจะมีคนเข้าใจผิดว่า ที่ตั้งของสภานั้นยุบตัวลงมา เกิดการเสียหายของตัวอาคารที่เป็นที่ตั้งของสภาก็เป็นได้ ดังที่กล่าวมา การยุบสภา หลายๆ ท่าน คงจะหมายถึง การยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำการเลือกตั้งกันใหม่ จะเห็นว่าการยุบในลักษณะนี้น่าจะหมายถึง การทำให้หายไปของสิ่งที่มีอยู่ นั้นคือ การที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขได้สิ้นสุดหน้าที่ เพื่อมอบอำนาจดังกล่าวกลับคือสู่ประชาชนให้ประชาชนได้ตัดสินใจอีกครั้งว่าประชาชนเสียงส่วนมากต้องการอย่างไร ต้องการผู้ที่จะมาเป็นผู้แทนของประชาชนแบบไหน แล้วมาใช้อำนาจบริหารประเทศแทนประชาชนเสียงส่วนมากภายใต้การรับฟังเสียงส่วนน้อยเพื่อนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
การยุบสภา ไม่มีอำนาจใดที่จะทำได้ ไม่มีองค์กรใดที่จะทำได้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เกิดการยุบสภาได้ นอกเสียจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ซึ่งหลายท่านๆ คงจะทราบกันดีว่าเป็นอำนาจเดียวเท่านั้นที่จะกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
ดังนั้น จะเห็นว่า การยุบ คือ คำว่า ยุบ จะต้องใช้พลัง หรือ อำนาจ หรือ สิ่งที่เราอาจจะมองไม่เห็น กระทำให้สิ่งของ หรือ วัตถุ หรือ องค์กร หรือ ตำแหน่ง นั้น มีขนาดที่เล็กลง หรือ มีระดับที่ลดลง หรือ สิ้นสุดไป หรือ มลายหายไป หรือ บางครั้งสิ่งที่เราทำอยู่นั้นหรือมีอยู่นั้นไม่ดีตามที่เราต้องการ เราอาจจะยุบทิ้งทำลายทิ้ง แล้วเราก็สร้างขึ้นมาใหม่ ก็ได้ เพราะบางอย่างที่มีอยู่อาจจะไม่เข้าหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือ ได้มาโดยไม่ถูกต้อง เราก็อาจจะยุบทิ้งไปก็ได้เช่นกัน ยุบไปเพื่อทำให้ดียิ่งๆ ขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ถ้าหากเราต้องการจะยุบอะไร เราก็จะต้องมีพลัง และ มีอำนาจ เสียก่อน เราถึงจะทำได้ และถ้าหากได้มาซึ่งพลัง อำนาจที่ถูกต้องบริสุทธิ์แล้วนั้น จะยุบอะไรก็ได้ไม่มีใครว่า เพราะเหมาะสม ถูกต้อง แล้วครับท่าน
มนูญ ศรีวิรัตน์

3 อ : อาวุธ อำนาจ และ โอบอ้อมอารี

3 อ : อาวุธ อำนาจ และ โอบอ้อมอารี
วันนี้เรามารู้จักกับ อ.อ่าง ที่เป็นอักษรพยัญชนะไทยก่อนตัวสุดท้่าย เพราะถ้ากล่าวถึงอักษรตัวสุดท้าย คือ ฮ.นกฮูกตาโต เมื่อไรละก็ เมื่อนั้น คงจะต้อง หยุด และ จบ อย่างบริบูรณ์
อ ตัวแรก คือ อาวุธ เป็นคำนามที่เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ สร้า่งขึ้นมาเพื่อป้องกันภัยให้กับตัวเอง หรือ ใช้สำหรับ ต่อสู้ ทำลาย ผู้ที่เราคิดว่าเป็นผู้ที่ประสงค์ร้ายกับเรา จะเห็นว่าอาวุธนั้นมีมาตั้งแต่สมัยยุดก่อนประวัติศาสตร์ไม่ว่าชนชั้นใดก็แล้วแต่จะคิดค้นขึ้นมาตามกำลังสติปัญญา
อ ตัวที่สอง คือ อำนาจ เป็นสิ่งที่มนุษย์บางคนที่มีความอยาก มีความต้องการ มีความประสงค์ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมี เพื่อใช้ในการควบคุม สั่งการ มอบหมาย ตามที่มนุษย์ผู้นั้นจะประสงค์ เราทุกคนจะเห็นว่า อำนาจ นั้น เป็นส่ิงที่ถ้ามีแล้วสามารถที่จะดลบันดาลสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้ หลายๆ คน หรือ บางคน ก็อาจจะต้องการมีอำนาจในขอบแขตที่ต่างกันไปตามสถานที่ สถานการณ์ ตามเวลา คนใดที่มักน้อยก็อาจจะต้องการอำนาจเพียงเล็กน้อย คนใดที่มัีกมากมักใหญ่อาจจะต้องการอำนาจมากมายมหาศาล เพื่อสนองความต้องการ ความอยากที่ตนมีอยู่
อ ตัวสุดท้าย คือ โอบอ้อมอารี หลายๆ ท่านคงจะทราบดีว่า เมื่อไรก็ตามที่คนเรา มนุษย์เราได้ยินคำๆ นี้ แล้วจะมีความรู้ที่ดี และมีความสุข เพราะคำว่า โอบอ้อมอารี เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องการให้คนอื่นๆ ได้รับสิ่งที่ดีๆ จากเรา เราก็ต้องการช่วยเหลือคนอื่นด้วยความเต็มใจ ด้วยความสุขใจ อยากจะให้คนอื่นเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลือจากเราอย่างบริสุทธิ์ใจทั้งสองฝ่าย ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่แนใจสักเท่าไรว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคิดว่า การที่คนเรามีความโอบอ้อมอารีต่อกันและกันนั้น จะทำให้ทุกคนมีความสุขได้อย่างยั่งยื่น
จากทั้งสาม อ. ข้างต้น ถ้าหากคนดี ต้องการมีอาวุธไว้สำหรับเพียงป้องก้ันตนเองอย่างบริสุทธิ์ใจ ต้องการมีเพียงอำนาจที่เหมาะสมไว้คอยป้องกันตนเอง ป้องกันสังคมหรือฐานะของตนเอง และต้องมีความโอบอ้อมอารีต่อกันและกันแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าในโลกมนุษย์ของเรา จะไม่ถึงวันสิ้นสุด วันสุดท้ายของโลก
อาวุธที่ดีสำหรับคนเราทุกคน คือ การที่มีความดีเป็นอาวุธ อำนาจที่ดีสำหรับคนเราทุกคน คือ การที่มีอำนาจในสิ่งที่ตนเองได้มาอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมตรงไปตรงมา และประการสำคัญ คือ การที่ทุกคนมีความโอบอ้อมอารีต่อกัน ประเทศไทยของเราจะมีแต่ความสุข และ อ. อ่าง ที่จะเป็นตัวที่สี่ อาจจะเป็น อุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้งด้านรูปธรรมและนามธรรม
มนูญ ศรีวิรัตน์

สงบ

สงบ เป็น คำที่ประกอบ ด้วย 3 ตัวอักษร 1. ส เสือ 2. ง งู และ 3. บ ใบไม้ วันนี้ผู้เขียนคิดว่า 3 ตัวอักษรดังกล่าวนั้นมาประกอบกันแล้วมีความหมายเป็นอย่างมากสำหรับเหตุการณ์บ้านเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นย่อมจะต้องมีต้นเหตุ หรือ มีเหตุ แต่ที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ เป็นผลที่เกิดจากเหตุทั้งสิ้น ตามหลักของศาสนาที่เราทราบกันดี คือ เหตุก่อให้เกิดทุกข์ ถ้าหากเราต้องการจะดับทุกข์ จะต้องไปดับที่ต้นเหตุ หรือ แก้ไขที่ต้นเหตุ ถึงจะสามารถดับทุกข์ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงถาวร
ผู้เขียนขอกลับมาที่ 3 ตัวอักษร ส ง บ รวมกันเป็นความหมายที่ดีมากๆ เพราะจาก ไตรสิกขา แยกออกเป็น ไตร + สิกขา = ไตรสิกขา คำว่า ไตร หรือตรี (ภาษาอังกฤษ = Three) เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า 3 ตรงกับภาษากรีกว่า Tri ตรงกับภาษาลาตินว่า Tres ตรงกับภาษามคธหรือบาลีว่า ติ หรือ เต ซึ่งก็แปลว่า 3 เช่นกันคำว่า สิกขา เป็นภาษามคธหรือภาษาบาลี แปลว่า “ข้อที่พึงหรือข้อที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ” ตรงกับภาษาสันสกฤตว่า ศิกฺษา ภาษาไทยนำมาใช้เป็นศึกษาไตรสิกขามาในพระไตรปิฎก 2 เล่ม คือ เล่มที่ 11 และที่ 20 (เป็นพระสุตตันตปิฎก ทั้ง 2 เล่ม)ไตรสิกขาเรียกง่าย ๆ เรียกได้ว่า สีล สมาธิ และปัญญา นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาบางท่านประยุกต์ว่า (2 ส.,1 ป.)
ศีล ได้แก่ สะอาด (clean)สมาธิ ได้แก่ สงบ (calm)ปัญญา ได้แก่ สว่าง (clear)
(ที่มา : http://www.wfb-hq.org/specth8.htm) สงบ คือการเจริญสมาธิ เจริญจิตภาวนา (เจริญสมถะวิปัสสนา) ทำจิตให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว (เอกัคคตาจิต)
แต่สำหรับวันนี้ ผู้เขียนขออนุญาต นำเสนอ ส ง บ อาจจะประยุกต์หรือประกอบ ด้วยดังนี้
ส = สติ สมาธิ อาจจะเป็นการทำอะไรก็แล้วแต่ จะต้องมี สติ เพื่อก่อให้เกิด สมาธิ
ง = เงียบ การทำอะไรเราอาจจะต้องกระทำอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ เงียบ ภายในจิตใจ
บ = บริสุทธิ์ การทำอะไรก็ตามแต่ ควรจะทำด้วยจิตใจที่บริสุทธิื์
ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่าถ้าหากคนไทยเราทุกคนมีความ “สงบ” ภายใต้คำกล่าวข้างต้น เชื่อได้เลยว่าสังคมของเราไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับใด สังคมที่ไหน จะมีแต่ความสุข ก็ขอภาวนาให้เราทุกคน สงบ
มนูญ ศรีวิรัตน์

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หยุด : คำนี้ สั้นๆ แต่มีความหมาย

หยุด เป็น คำสั้นๆ แต่ผู้เขียนคิดว่ามีความหมายเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นคำกิริยา ที่หมายถึง ไม่ต้องทำอะไรในสิ่งที่กระทำอยู่

แต่วันนี้เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ผู้เขียน ใคร่ขอเสนอ หยุด เป็น และ ประกอบ ดังนี้

ห = ให้ อภัย

ยุ = มีความ ยุติธรรม

ด = ดี ทำแต่ความดี

ดังนั้น วันนี้ เราคนไทยทุกคนควร ให้อภัยซึ่งกันและซึ่งในสิ่งที่ต่างๆ โดยใช้ความยุติธรรม และมุ่งทำความดีให้กันและกัน

ซึ่งผู้เขียนคิดว่า ถ้าหาก คนเราทุกคน ได้ หยุด และ ให้อภัย ใช้ความยุติธรรม และมุ่งคำความดี แล้วเืชื่อว่าความสงบสุข ความสุข จะกลับคืนสู่สังคมไทยของเราได้

เนื่องสิ่งอื่นๆ ใด ถ้าหากว่า เราไม่หยุด นั้น หมายความว่า เราไม่มีสติ แต่ถ้าหากเรา หยุดคิด หยุดทบทวน ก็จะมีสติในการไตร่ตรองในสิ่งต่างๆ และเมื่อเรามีสติ ใช้ความรู้ที่มี ใช้ปัญญา เราก็สามารถ ทำในสิ่งที่ดีๆ

ดังนั้น วันนี้ หรือ เวลาใดก็ตามแต่ ถ้าหากเราใช้เวลาสักเล็กน้อยได้ หยุด มี สติ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เรากระทำอยู่นั้น เราสามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงให้ดียิ่งๆ ขึ้นในทุกๆ เรื่อง

สุดท้่ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าเราทุกคนสามารถที่จะหยุดเรื่องใดๆ ก็แล้วแต่ได้ โดยการให้อภัย ให้ความยุติธรรม และกระทำแต่ความความดี